บทที่ 464: สตรีปริศนาและต้าหวง
ไม่กี่วันต่อมา
ซ่งเจาตี้ถูกจับใส่กุญแจมือพาตัวไปแล้ว
หน้าบ้านตระกูลซ่งมีแถบสีเหลืองของตำรวจกั้นไว้ ห้ามใครเข้าใกล้เด็ดขาด
อีกไม่กี่วัน ผลชันสูตรจากนิติเวชก็ออกมายืนยันว่า กองเถ้าที่พบในบ้านนั้นคือเถ้ากระดูกของสามีซ่งเจาตี้ ผู้ชายที่ใครๆ ก็นึกว่าหนีตามผู้หญิงไปเมื่อ 10 ปีก่อนนั่นเอง
ไม่เพียงเท่านั้น ตำรวจยังไปเจอชิ้นส่วนกระดูกเล็กๆ อัดแน่นอยู่ในโม่หินที่บ้านนั้นใช้โม่เต้าหู้เป็นประจำ
แบบนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการอำพรางศพ
เมื่อหลักฐานมัดตัวแน่นขนาดนี้ ทั้งพยานบุคคลและวัตถุพยาน ซ่งเจาตี้ที่เคยตีหน้าซื่อมาตลอดก็ยอมเปิดปากเล่าขั้นตอนการฆ่าสามีแต่โดยดี
แต่ที่น่าขนลุกคือ เถ้ากระดูกของศพผู้ชายโตเต็มวัยทั้งคน ตำรวจกลับหาเจอแค่ครึ่งเดียว
แล้วอีกครึ่งที่เหลือหายไปไหน เมื่อเค้นถามถึงได้รู้ความจริงว่า...ซ่งเจาตี้เอาไปต้มผสมในหม้อยา แล้วป้อนให้พ่อสามีของเธอดื่มเข้าไปจนหมด
ตอนที่พูดประโยคนี้ ผู้หญิงที่ทุกคนเคยคิดว่าซื่อสัตย์และนอบน้อม กลับเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสะใจและวิปริตอย่างน่าสะพรึงกลัว
เล่นเอาตำรวจที่ทำคดีมาจนโชกโชนยังรู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมา
คดีคนหายที่กลายเป็นคดีฆาตกรรม ซึ่งค้างคาใจชาวบ้านมานานถึง 10 ปี ก็เป็นอันปิดฉากลง
ส่วนแพะรับบาปอย่างหวังเอ้อร์โก่ว ก็ได้ล้างมลทินจนสะอาดหมดจด ทางกรมตำรวจถึงกับส่งตัวแทนมาขอโทษเขาถึงบ้าน เป็นการชดเชยที่ทำให้เขาต้องเสียเวลาไปนอนในคุกถึง 10 ปี แถมยังจ่ายเงินชดเชยก้อนโตให้ด้วย
หวังเอ้อร์โก่วอุตส่าห์แอบไปด้อมๆ มองๆ ปีนเข้าบ้านตระกูลซ่งอยู่ตั้งหลายวัน แต่ก็ไม่เจอแม้แต่เงาของกระดูก
เขากำลังจะยกธงขาว ยอมแพ้กับโชคชะตาอยู่แล้วเชียว คดีกลับพลิกคลี่คลายซะอย่างนั้น
จู่ๆ ตัวเองก็กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ แถมยังได้เงินก้อนโตมานอนกอดเล่น
ทำเอาเขางงเป็นไก่ตาแตก
นี่มัน...นอนอยู่บ้านเฉยๆ ความยุติธรรมก็ลอยมาเสิร์ฟถึงที่
แล้วที่เขาพยายามปีนกำแพงจนหน้าแข้งถลอกปอกเปิกไปหมดนั่น มันเพื่ออะไรกันล่ะเนี่ย
หวังเอ้อร์โก่วสับสนไปหมด ไม่รู้ว่าตัวเองควรร้องไห้หรือหัวเราะดี
...
พอข่าวที่ว่าซ่งเจาตี้เป็นฆาตกรตัวจริงแพร่สะพัดออกไป เพื่อนบ้านที่เคยทักทายพูดคุยกันต่างก็ช็อกตาค้าง หวาดผวากันเป็นแถบ
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงทั่วทุกตรอกซอกซอยในชั่วข้ามคืน
ก็เพราะการหายตัวไปของสามีซ่งเจาตี้นี่แหละ ที่ทำให้เกิดตำนาน "วิญญาณแม่ม่ายเฮี้ยน" จนหูท่งแถวนี้ไม่ค่อยมีใครกล้าย้ายเข้ามาอยู่
ข่าวลือสุดคลาสสิกนี้ถูกเล่าขานมานานเป็น 10 ปี ทุกบ้านเอาไว้ใช้เป็นไม้เด็ดขู่เด็กๆ ที่มัวแต่เล่นซนไม่ยอมกลับบ้านตอนค่ำๆ ว่า "ถ้าไม่รีบกลับบ้าน เดี๋ยวก็โดนผีแม่ม่ายมาจับตัวไปหรอก"
เด็กๆ ได้ยินก็กลัวหัวหด ตกกลางคืนปวดฉี่ยังไงก็ไม่กล้าลุกออกมาเข้าห้องน้ำคนเดียว
ที่ไหนได้...มันเป็นเรื่องแหกตาทั้งเพ
ผีสางอะไรไม่มี๊...มีแต่คนนี่แหละที่ฆ่ากันเอง
ซ่งเจาตี้ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนพ่อสามีของเธอ เดิมทีญาติๆ ก็ว่าจะรับไปดูแล แต่ปรากฏว่าในวันเดียวกับที่ซ่งเจาตี้เข้าคุก เขาก็หัวใจวายตายคาบ้านไปเลย
ญาติๆ ก็เลยแค่มาช่วยจัดงานศพให้แบบลวกๆ แล้วก็แยกย้ายกันกลับไป
ภายหลังซือเนี่ยนถึงได้ยินเรื่องวงในมาว่า พ่อแม่สามีคู่นั้นร้ายกาจกับซ่งเจาตี้มาก เพราะเธอมีลูกให้พวกเขาอุ้มไม่ได้ ก็เลยโดนชี้หน้าด่าแทบทุกวัน พอรู้ว่าลูกชายตัวเองแอบไปกุ๊กกิ๊กกับผู้หญิงอื่น พวกเขาไม่ห้ามปรามเลยสักนิด แถมยังสนับสนุนเต็มที่ บอกว่าซ่งเจาตี้เทียบไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บของแม่ม่ายคนนั้น
ต่อหน้าชาวบ้าน ซ่งเจาตี้ดูเหมือนไม่เคยเก็บเรื่องพวกนี้มาใส่ใจ ยังคงก้มหน้าก้มตาปรนนิบัติดูแลพวกเขาอย่างดี
ใครจะไปนึกล่ะว่า คนที่ดูซื่อๆ เซื่องๆ แบบนี้ จะเก็บความแค้นไว้รอวันชำระแค้นที่แสนโหดเหี้ยมและน่าสยดสยองขนาดนี้
แต่ก็นั่นแหละ ถ้าเธอไม่โดนบีบคั้นจนหลังชนฝาจากครอบครัวสามี ก็คงไม่ลงเอยแบบนี้
เรื่องนี้ดังมากจนได้ลงหนังสือพิมพ์ แต่รูปที่ลงกลับมีแค่รูปแอบถ่ายของเจ้าต้าหวงหมาเธอนี่สิ
“ยอดนักสืบ ‘ต้าหวง’ แท็กทีมสตรีปริศนา ปิดฉากคดีฆาตกรรม 10 ปี!” ตัวหนังสือตัวเป้งพาดหัวหราอยู่บนหน้ากระดาษ
ซือเนี่ยนเห็นแล้วถึงกับมุมปากกระตุก
ต้าหวง...สุนัขบ้านเธอเนี่ยนะ ได้ลงหนังสือพิมพ์
ส่วน "สตรีปริศนา" ที่แท้จริงอย่างหลินซือซือน่ะหรือ...เผ่นไปตั้งแต่ไก่โห่แล้วจ้า เพราะเธอกลัวโดนซ่งเจาตี้ตามมาล้างแค้น เลยอาศัยจังหวะชุลมุนตอนที่ตำรวจกับซ่งเจาตี้กำลังช็อกกับเสียงร้อง รีบแอบย่องหนีออกมา ซื้อตั๋วรถไฟกลับบ้านเกิดคืนนั้นเลย ธุรกิจอะไรก็ไม่ทำมันแล้ว
ก็เธอไม่แน่ใจนี่นาว่าศพมันอยู่ตรงไหนกันแน่ แถมท่าทีของซ่งเจาตี้ก็ดูไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด ทำให้หลินซือซือเริ่มลังเลว่ามันจะเหมือนกับที่เธอจำได้ในชาติที่แล้วหรือเปล่า
อีกอย่าง ตอนนั้นเธออ่านเจอในหนังสือพิมพ์ เนื้อหามันก็คงไม่ได้ตรงกับเหตุการณ์จริงเป๊ะๆ เธอเลยไม่กล้าเสี่ยงอยู่นาน
เธอไม่รู้เลยสักนิดว่า การเผ่นแนบในครั้งนี้ ทำให้เธอพลาดโอกาสทองในการดังเปรี้ยงปร้างไปอย่างน่าเสียดาย
แต่เรื่องซวยยังไม่จบแค่นั้น พอหลินซือซือลงจากรถไฟที่บ้านเกิด คลำกระเป๋าดูเท่านั้นแหละ...ฉิบหาย กระเป๋าโดนกรีด! เงินหลายพันหยวนที่แม่ของเธอ จางชุ่ยเหมยให้มาเป็นทุนรอน หายเกลี้ยง!
หลินซือซือโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม แทบจะล้มทั้งยืน
พอกลับถึงบ้าน ก็เห็นทีวีปักกิ่งกำลังออกข่าวคดีนี้พอดี
พอเห็นคำว่า "สตรีปริศนา" แต่รูปที่โชว์กลับเป็นรูปหมาของซือเนี่ยน...หลินซือซือแทบจะโมโหจนเส้นเลือดในสมองแตก
"จากข้อมูลที่เราได้รับนะครับ คดีนี้ถูกคลี่คลายโดยหญิงสาวลึกลับที่ปรากฏตัวขึ้นราวกับเทพธิดา แต่ที่น่าแปลกคือ หลังจากคดีคลี่คลาย เธอก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่เลยครับ"
"ทางตำรวจยังได้มอบรางวัลการค้นหายอดเยี่ยมให้กับสุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์ตัวนี้ด้วยนะครับ เจ้าต้าหวงได้กลายเป็นสุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์ตัวแรกและตัวเดียวในประเทศ ที่ได้รับเหรียญเกียรติยศของสุนัขตำรวจ..."
"ผู้เชี่ยวชาญยังให้ความเห็นอีกว่า หากสุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์ไม่ได้ฝึกยากจนเกินไป พวกมันก็มีศักยภาพที่จะเป็นสุนัขตำรวจได้เช่นกันครับ..."
หลินซือซือ: "..."
นี่ตกลงว่าการที่เธอดั้นด้นมาไกลขนาดนี้ เสียทั้งค่ารถค่าที่พัก แถมยังโดนล้วงกระเป๋าจนหมดตัวเนี่ย มันเพื่ออะไรกัน!
ธุรกิจก็เจ๊ง มหาลัยก็โทรมาตามยิกๆ ให้กลับไปเรียน พอจางชุ่ยเหมยเห็นสภาพมอมแมมของลูกสาว แถมของก็ไม่ได้กลับมาสักชิ้น เงินก็หายเรียบ
คุณแม่ถึงกับตาเหลือกค้าง...แล้วก็เป็นลมพับไปเลย
เส้นทางสู่การเป็นเถ้าแก่เนี้ยของหลินซือซือ...ดับวูบลงก่อนที่จะได้เริ่มด้วยซ้ำ
...
คดีนี้กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ใครๆ ก็ลือกันว่า "สตรีปริศนา" คนนั้นต้องเป็นร่างทรงของแม่ม่ายผู้ล่วงลับแน่ๆ ส่วนเจ้าต้าหวงก็กลายเป็นเซเลบสี่ขาทันที ผู้คนจากทั่วสารทิศแห่กันมาที่บ้านซือเนี่ยน
ที่สำคัญคือ...พากันจูงสุนัขตัวเมียสารพัดพันธุ์มาเสนอตัวเป็น "ภรรยา" ให้ต้าหวง
เหมียวชุนฮวาพอรู้ข่าวก็รีบแจ้นมาดูทันที
มาถึงก็เจอซือเนี่ยนกำลังปวดหัวกับการปฏิเสธแขกผู้หญิงคนหนึ่ง ที่อุ้มสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนตัวจิ๋วมาถึงหน้าประตูบ้าน
อีกฝ่ายคะยั้นคะยอเหลือเกินว่าอยากให้ปอมเมอเรเนียนของตัวเองเป็น "ภรรยาอินเตอร์" ของต้าหวงให้ได้
ซือเนี่ยนมองเจ้าปอมตัวเล็กจิ๋ว ขนฟูฟ่อง แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ
“ต้าหวงบ้านฉันยังเป็นเยาวชนอยู่เลยค่ะ ขอโทษจริงๆ นะคะ”
เธอแกล้งทำเป็นไม่เห็นสายตาอ้อนวอนของอีกฝ่าย แล้วปฏิเสธไปตามตรง
อยากจะหาเมียให้หมาเธอก็พอเข้าใจได้ แต่อย่างน้อยก็ช่วยดูไซส์กันหน่อยเถอะ
นี่มัน...ขนาดตัวต่างกันราวฟ้ากับเหว ต้าหวงแค่หายใจแรงๆ เจ้าตัวเล็กนี่ก็คงปลิวแล้วมั้ง
ซือเนี่ยนแค่คิดภาพตาม ก็รู้สึกปวดตาขึ้นมาตงิดๆ
แต่ดูเหมือนเจ้าปอมตัวนั้นจะโดนเสน่ห์ของต้าหวงเล่นงานเข้าให้แล้ว ยังไม่ทันข้ามธรณีประตู ก็คงได้กลิ่นฟีโรโมนหนุ่มหล่อ มันทั้งเห่าทั้งดิ้นไม่หยุด ก่อนจะกระโดดผลุงลงจากอ้อมแขนเจ้าของ แล้ววิ่งพรวดเข้าไปในบ้าน
ห้ามยังไงก็ไม่ฟัง
ซือเนี่ยนร้องเสียงหลง
ต้าหวงมันหวงถิ่นจะตาย ปกติแค่หมาตัวอื่นเดินเฉียดหน้าบ้าน มันยังขู่จนเขาวิ่งหางจุกตูด
นี่วิ่งดุ่ยๆ เข้าไปแบบนี้ ไม่ใช่ไปสังเวยชีวิตหรอกหรือ
ที่ซวยกว่านั้นคือ เจ้าปอมตัวนี้ดันกำลังฮีท...เอ๊ย...ติดสัดพอดีเป๊ะ
นาทีนี้ใครห้ามก็ไม่ฟังทั้งนั้น
ต้าหวงที่นอนอยู่เห็นสุนัขตัวจิ๋ววิ่งเข้ามา ก็ลุกขึ้นยืน แยกเขี้ยวขู่คำราม ทำหน้าตาเอาเรื่องสุดๆ
แต่เจ้าตัวเล็กกลับทิ้งตัวลงนอนหงายแผ่ หันพุงขาวๆ ให้ดู เป็นการเชิญชวนอย่างโจ่งแจ้ง...แต่ต้าหวงกลับไม่แม้แต่จะชายตามอง
ซือเนี่ยนที่วิ่งตามเข้ามาเห็นฉากนี้ก็แอบถอนหายใจโล่งอก อย่างน้อยต้าหวงก็ยังเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ทำร้ายตัวเมีย
ถ้าเมื่อกี้เป็นหมาตัวผู้บุกเข้ามา ป่านนี้คงได้งับกันนัวเนียไปแล้ว
แต่เสียงคำรามต่ำๆ ในลำคอของมันก็ชัดเจนว่ารำคาญเต็มทน และกำลังไล่ไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใกล้
ซือเนี่ยนเลยต้องออกโรงตวาดเสียงดัง “ต้าหวง! กลับไปนอนที่บ้านแกเลย!”
[จบบท]