บทที่ 466: งานเลี้ยงครบรอบ
โจวเยว่เซินดันเล่นลิ้น พยักหน้าทีหนึ่ง แล้วก็ส่ายหน้าทีหนึ่ง
ซือเนี่ยนถึงกับต้องขมวดคิ้ว "เอ๊ะ นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่คะ"
"ผมไม่รู้จักพวกเธอ ก็เลยปฏิเสธไป" โจวเยว่เซินตอบหน้าตาย
ซือเนี่ยนยกมือขึ้นลูบคางตัวเองเบาๆ ทำหน้าครุ่นคิด "อ๋อ... งั้นก็แปลว่า ถ้าเกิดรู้จักขึ้นมา ก็เต้นได้ว่างั้นเถอะ"
โจวเยว่เซิน: "..."
พ่อคุณเอ๊ย เขารู้สึกเหมือนกำลังโดนภรรยาสอบสวน พูดอะไรออกไปก็ไม่สามารถรอดพ้นข้อหาไปได้
ซือเนี่ยนเห็นสามีทำหน้าเหมือนน้ำท่วมปาก ก็เลยเลิกแหย่ แล้วถามด้วยความอยากรู้จริงๆ จังๆ "คุณชวนฉันไปเต้นรำเนี่ย เอาจริงๆ คุณเต้นเป็นด้วยเหรอคะ"
อันนี้เธอแปลกใจมากนะ ถึงโจวเยว่เซินจะเป็นคนช่างสังเกตและละเอียดอ่อน แต่ยังไงซะเขาก็โตมาจากบ้านนอก ไม่น่าจะไปรู้จักสเต็ปเต้นรำหรูหราอะไรกับเขาหรอก
แต่ใครจะไปนึกว่าโจวเยว่เซินดันตอบกลับมาหน้าตาเฉย "เป็นครับ"
ซือเนี่ยนถึงกับตาโต "หา! คุณไปหัดมาจากไหนคะเนี่ย"
โจวเยว่เซินทำท่าคิดอยู่แวบหนึ่ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันนิดหน่อย ดูท่าจะไม่ใช่ความหลังที่น่าจดจำเท่าไหร่นัก "สมัยก่อนที่กองทัพเขามีโครงการสอนหนังสือ ก็เลยชอบจัดงานเลี้ยงสังสรรค์หาคู่กันบ่อยๆ คนเขาไปเต้นกันเยอะแยะ"
พอได้ฟังเท่านั้นแหละ ซือเนี่ยนรู้สึกเปรี้ยวจี๊ดขึ้นมาในอกทันที
อ๋อเหรอ... ปากก็บอกปาวๆ ว่าปฏิเสธคนอื่น ที่แท้คือเคยไปชิมลางของดีกว่ามาแล้วนี่เอง
ได้ ได้ ได้ เธอมันตาต่ำเองที่ดันไปประเมินเขาผิดไป
"โอ้โฮ~" เธอจงใจลากเสียงยาวเป็นพิเศษ
"ที่แท้ก็ระดับโปรแล้วนี่เอง แหม ฉันยังอุตส่าห์คิดว่าถ้าคุณเต้นไม่เป็น จะยอมลดตัวไปสอนให้แท้ๆ"
โจวเยว่เซินรีบแก้ตัวทันควัน "อวี๋ตงสอนไม่เอาไหนเลย ผมเรียนใหม่ก็ได้ครับ"
ซือเนี่ยนนึกว่าหูเพี้ยนไปแล้ว "หา? อวี๋ตงสอนคุณเหรอคะ นี่คุณลงทุนให้เขาสอนเลยเหรอ กะจะไปโชว์สเต็ปอ่อยสาวที่ไหนเป็นพิเศษหรือไง"
โจวเยว่เซินมองหน้าภรรยาด้วยแววตา...จนปัญญาจะอธิบาย "ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อยครับ"
ซือเนี่ยนทำปากยื่น "แล้วแบบไหนล่ะคะ"
โจวเยว่เซินเม้มปากแน่น อึกอักอยู่พักหนึ่งกว่าจะยอมคายความจริง "อวี๋ตงมันคุกเข่าอ้อนวอนให้ผมเรียน"
เรื่องของเรื่องคือ ตอนนั้นเขาไม่เต็มใจเลยสักนิด แต่อวี๋ตงเล่นใหญ่ถึงขั้นร้องไห้ฟูมฟาย แถมยังยัดเงินใส่มือเขาอีกต่างหาก ซึ่งช่วงนั้นโจวเยว่เซินก็ร้อนเงินอยู่พอดี พอเห็นข้อเสนอเลยยอมตกลง
อีกอย่าง ตอนนั้นชื่อเสียงของเขาก็ป่นปี้ไม่มีชิ้นดีอยู่แล้ว จะมีเรื่องฉาวเพิ่มอีกสักเรื่องก็คงไม่เป็นไร
อวี๋ตงดันไปถูกผู้หญิงคนหนึ่งตามตื๊อไม่เลิก เห็นว่าเป็นเพราะที่บ้านคลุมถุงชนบังคับให้แต่งงาน เขาเลยหนีหัวซุกหัวซุนมาอยู่ที่กองทัพ แต่ดั๊นไม่รอด ผู้หญิงคนนั้นก็ตามมาอาละวาดจนถึงนี่
ประจวบเหมาะกับที่โจวเยว่เซินแทบไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนไหน เลยมีข่าวลือเสียๆ หายๆ ลอยมาเข้าหูคนอื่น เช่นเรื่องที่เพื่อนร่วมห้องกลัวเขาจนตัวสั่น ทำให้เขาโดนถีบออกมานอนห้องเดี่ยว
ผลลัพธ์คือ คนส่วนใหญ่พากันคิดเตลิดเปิดเปิงว่าเขาน่ะ... รสนิยมไม่เหมือนชาวบ้าน
อวี๋ตงเลยปิ๊งไอเดีย อยากให้คู่หมั้นคู่หมายอะไรนั่นตัดใจให้ขาด เลยมาคุกเข่าอ้อนวอนให้โจวเยว่เซินช่วยแสดงละครตบตา เต้นรำด้วยกันสักเพลง
หลังจากวันนั้น หญิงสาวคนนั้นก็เชื่อสนิทใจว่าเขาสนใจไม้ป่าเดียวกันจริงๆ เลยโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเผ่นหนีไปเลย
ส่วนอวี๋ตง... ก็ต้องสังเวยเท้าตัวเองให้เขาเหยียบจนบวมเป่ง นอนซมอยู่สองสัปดาห์เต็มๆ กว่าจะเดินได้เหมือนเดิม
อวี๋ตงที่อยู่ไกลออกไปเป็นพันลี้ จู่ๆ ก็จามฮัดเช้ยออกมา 2 ทีติด เขาลูบแขนตัวเอง รู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก
เขาเพิ่งจะบรรจงห่อข้าวกล่องแห่งรักอย่างพิถีพิถัน กำลังจะขี่จักรยานคันโปรดไปส่งอาหารกลางวันเมนูใหม่ล่าสุดที่เขาอุตส่าห์คิดค้นให้กับฟู่เชียนเชียน
แต่เพิ่งจะก้าวขาออกจากประตู ก็มีผู้หญิงที่ไหนไม่รู้มายืนดักหน้าไว้
เธอยืนเท้าสะเอว จ้องเขาเขม็ง "อวี๋ตง! คุณมันไอ้จอมโกหก ไหนคุณบอกว่าคุณชอบผู้ชายไง"
อวี๋ตง: "..."
…
ตัดภาพกลับมาที่ปักกิ่ง
พอซือเนี่ยนรู้ว่าอวี๋ตงกับโจวเยว่เซินเคยมีอดีตสุดแซ่บร่วมกันแบบนี้ เธอก็ขำก๊ากจนน้ำหูน้ำตาไหล
"นี่คุณเป็นคนยังงี้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย! เห็นแก่เงินจนไม่สนศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเลยเหรอ"
โจวเยว่เซินเคยคิดว่ามันก็แค่เรื่องตลก แต่พอโดนภรรยาล้อแบบนี้ เขากลับรู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องน่าอายสิ้นดี
พอเห็นซือเนี่ยนขำไม่หยุดจนตัวโยน หน้าเขาก็เริ่มเขียว
เขาเลยใช้มือบีบเข้าที่เอวบางของเธอเบาๆ เป็นการลงโทษ ส่งเสียงขู่ลอดไรฟัน "ขำมากนักใช่ไหม"
ซือเนี่ยนรีบปาดน้ำตาที่หางตา "เปล่าค่ะ เปล่าเลย ไม่ขำซักนิด"
โจวเยว่เซิน: "..."
"เหอะ คืนนี้โดนแน่"
ในเมื่อเขาก็เต้นเป็นอยู่แล้ว เรื่องเรียนใหม่เลยเป็นอันตกไป
ซือเนี่ยนนึกขึ้นได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้ควงสามีออกงานเลี้ยงใหญ่โตแบบนี้ เธอจะปล่อยตัวโทรมๆ ให้เขาอับอายขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด
สมัยที่เธอยังเป็นสาวออฟฟิศ บริษัทก็จัดงานเลี้ยงหรูๆ แบบนี้บ่อยจะตาย
ถึงตอนนั้นเธอจะไม่ใช่สายแดนซ์ แต่ก็พอจะรู้จังหวะ รู้สเต็ปอยู่บ้างล่ะน่า
คิดได้ดังนั้นเธอก็รีบวิ่งขึ้นห้องไปรื้อตู้เสื้อผ้าทันที ต้องหาชุดที่มันพอดีๆ ไม่เด่นจนคนเหลียวหลัง แต่ก็ต้องไม่จืดชืดจนเหมือนป้าข้างบ้าน
สุดท้ายเธอก็ไปสะดุดตากับชุดกี่เพ้าผ่าข้างสีอ่อนๆ
สีชุดมันนวลตา แถมดีไซน์ก็เข้ารูปกำลังดี ไม่รัดติ้วจนอึดอัด ใส่แล้วสบายตัวสุดๆ
ที่สำคัญคือ มันไม่ได้แหวกอกโชว์ขาอะไรมากมาย ดูเป็นลุคคุณนายที่ทั้งสุภาพอ่อนโยนและสง่างาม
ซือเนี่ยนสวมชุดเสร็จ ก็จัดการม้วนผมเกล้าขึ้นอย่างคล่องแคล่ว
เธอหยิบต่างหูมุกกับสร้อยคอมุกเส้นเล็กๆ มาเติม แค่นี้ก็ดูสวยแพงขึ้นมาทันที
ปกติเธอไม่ค่อยใส่ส้นสูง แต่ถ้าจะไปงานแบบนี้ ก็ต้องพึ่งส้นสูงเท่านั้นถึงจะเอาอยู่
เธอเลือกหยิบส้นสูงสีครีมมาใส่ให้เข้าชุด
ถึงลุคนี้จะทำให้เธอดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไม่ได้ดูแก่นำวัยเลยสักนิด
กลับกัน มันยิ่งขับออร่าความอ่อนหวานน่าทะนุถนอมของเธอออกมาเต็มๆ
ซือเนี่ยนยังเติมหน้าเติมตาให้ตัวเองนิดหน่อยด้วย
พอแต่งหน้าบางๆ สีปากก็ต้องเด่นขึ้นมาหน่อย จะได้ขับผิวให้ดูผ่องใสมีเลือดฝาด แต่ก็ไม่ดูจัดจ้านจนคนตกใจ
ตอนที่ซือเนี่ยนในลุคใหม่กริบถือกระเป๋าเดินลงบันไดมา พวกเด็กๆ ทั้งสามที่นั่งเล่นกันอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง
"คุณแม่! คุณแม่จะไปเที่ยวเหรอครับ"
"คุณแม่ครับ! วันนี้คุณแม่สวยสุดๆ ไปเลย"
ซือเนี่ยนหัวเราะคิกคัก เดินเข้าไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของลูกๆ เบาๆ "อ้าว แล้ววันอื่นไม่สวยหรือไง"
"วันอื่นก็สวยครับ! แต่วันนี้สวยแบบ... สวยไม่เหมือนเดิมเลย"
โจวเจ๋อหานพยายามเค้นคำพูดออกมาอธิบายสุดชีวิต
ซือเนี่ยนถึงกับขำลั่น
โจวเยว่เซินเองก็เปลี่ยนเป็นชุดสูทสีเข้มเรียบร้อยแล้ว เขายืนถือเสื้อนอกพาดแขนรออยู่
กระดุมเสื้อเชิ้ตของเขาถูกปลดออก 2-3 เม็ด เผยให้เห็นแผงอกสีทองแดงรำไร
พอซือเนี่ยนเดินไปยืนข้างๆ ก็ยิ่งดูขาวผ่องเป็นยองใย ตัดกับสีผิวเข้มของเขาสุดๆ
เธอแอบนึกในใจ การหาแฟนมันต้องหาแบบนี้แหละ หาคนที่ผิวเข้มกว่าเรา เวลายืนด้วยกันจะได้ขับให้เราดูขาวออร่าจับ
พอเห็นโจวเยว่เซินก็กำลังมองเธอตาไม่กะพริบ แถมในตายังมีแววตะลึงพรึงเพริด เธอก็แกล้งทำเป็นดัดจริตหมุนตัวโชว์หนึ่งรอบ "เป็นไงคะ พอไปวัดไปวาได้มั้ย"
ความจริงโจวเยว่เซินแอบกังวลว่าเธอจะคว้าชุดสีเจ็บๆ ที่ทั้งแหวกทั้งเว้าแบบที่เธอชอบใส่มาออกงาน
เพราะงานแบบนี้ สายตาหื่นๆ ของพวกผู้ชายมักจะชอบสอดส่ายไปทั่วตัวผู้หญิง
มันน่ารำคาญสิ้นดี
เขาเลยได้แต่กังวลเงียบๆ ไม่กล้าออกความเห็น
แต่พอเห็นเธออยู่ในชุดที่ทั้งเรียบร้อยอ่อนหวาน แต่ก็ยังดูสง่างามไม่ตกหล่นแบบนี้
ก้อนหินหนักๆ ในอกก็ถูกยกออกไปทันที
"สวยมากครับ เนี่ยนเนี่ยน เหมาะกับคุณที่สุดเลย"
ซือเนี่ยนยิ้มตาหยี เธอหงายฝ่ามือยื่นไปตรงหน้าเขา "งั้น... เชิญค่ะ คุณโจว"
โจวเยว่เซินยกมือขึ้นกุมมือนุ่มนิ่มนั้นไว้ สอดประสานสิบนิ้วเข้ากับเธออย่างแนบแน่น
งานเลี้ยงหนนี้จัดซะหรูหราอลังการที่โรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในปักกิ่ง
เรียกว่าเป็นโรงแรมระดับท็อปของยุคนี้เลยก็ว่าได้
พอทั้งคู่ไปถึง หน้างานก็เริ่มมีคนคึกคักแล้ว
เฉินหนานกับเหมียวชุนฮวากำลังยืนต้อนรับแขกเหรื่ออยู่ที่หน้าประตู
ซือเนี่ยนถึงเพิ่งจะตาสว่าง อ้าว นี่มันงานครบรอบ 1 ปีบริษัทของเฉินหนานหรอกเหรอ
เหมียวชุนฮวาตาไว พอเห็นเธอก็รีบกวักมือเรียกทันที
"น้องสาว! มาเร็วๆ เลย ฉันล่ะกลัวใจแทบแย่ว่าเธอจะไม่มาซะแล้ว ก็เสี่ยวโจวเล่นบอกว่าเธอไม่ชอบงานอึกทึกแบบนี้"
ซือเนี่ยนได้แต่ยิ้มแหยๆ... เสี่ยวโจวเนี่ยนะ ไม่เห็นจะเคยกระซิบบอกเธอเรื่องนี้ซักคำ
เธอหันขวับไปมองหน้าสามีข้างกาย "อ๋อ ใช่ค่ะ พอดีเสี่ยวโจวที่บ้านฉันเขาเป็นห่วงน่ะค่ะ กลัวฉันเรียนหนัก เลยไม่ค่อยอยากจะรบกวน"
โจวเยว่เซินที่จู่ๆ ก็กลายเป็น ‘เสี่ยวโจวที่บ้าน’ ไปซะแล้ว "..."
จังหวะนั้นเอง เลขานุการสาวในชุดราตรีสีแดงเพลิง ผมดัดเป็นลอนคลื่นใหญ่สะบัดบ๊อบ ก็เดินส่ายสะโพกเข้ามา
"ประธานโจว มาแล้วเหรอคะ" เธอยิ้มหวานหยด พลางจะเอื้อมมือมาช่วยเขาถือเสื้อคลุม
ซือเนี่ยนเหลือบตามองนิดๆ
โจวเยว่เซินแค่พยักหน้าเบาๆ แต่ไม่ยอมส่งเสื้อนอกให้ แถมยังขยับตัวถอยห่างนิดหน่อย "ตอนนี้อยู่นอกเวลางาน ผู้ช่วยเฉิน คุณไปสนุกตามสบายเถอะ ไม่ต้องมาดูแลผม"
ผู้ช่วยเฉินมือชะงักไปนิดนึง เพิ่งจะสังเกตเห็นซือเนี่ยนที่ยืนตาแป๋วอยู่ข้างๆ เหมียวชุนฮวา
แต่เธอก็โปรพอ ไม่ได้มีท่าทีเก้อเขินหรือเสียหน้าอะไร แค่พยักหน้าให้ซือเนี่ยนทีนึงเป็นเชิงทักทาย แล้วก็ปลีกตัวเดินเชิดๆ ไปทางอื่น
ซือเนี่ยนดึงสายตากลับมา
แต่เหมียวชุนฮวากลับทำหน้าเหมือนมีเรื่องเมาท์เก็บไว้ไม่อยู่...
[จบบท]