บทที่ 58: หน้าแหก
แม่สามีของโจวถิงถิงมีนามสกุลว่าหวัง คำกล่าวหาที่พุ่งออกมาจากปากลูกสะใภ้ทำให้หญิงสูงวัยยืนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ยังไม่ทันที่สติจะกลับมาเข้าที่ เสียงแหลมปรี๊ดก็สาดซัดเข้ามาไม่หยุด “ฉันบอกแม่ไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ ว่านั่นเป็นของดูต่างหน้าชิ้นเดียวที่แม่ของฉันทิ้งไว้ให้ แล้วแม่ไปขโมยของฉันทำไม! แม่เสียสติไปแล้วหรือไง รีบคืนมาให้ฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
ความขุ่นเคืองที่เก็บสะสมมาจากบ้านตระกูลโจว ผสมกับความตื่นตระหนกที่ของสำคัญหายไป ทำให้โทสะทั้งหมดของโจวถิงถิงพุ่งเป้าไปที่แม่สามีอย่างเต็มกำลัง
เธอจำได้ดีว่าก่อนหน้านี้แม่สามีเคยเอ่ยปากชมจี้หยกชิ้นนั้นว่าสวยงามจับตา แถมยังพูดเป็นนัยว่าอยากจะได้มาครอบครอง ตอนนั้นเธอเลือกที่จะไม่ยกให้ ท่านก็แสดงอาการไม่พอใจออกมาให้เห็นอยู่หลายวัน
คุณแม่หวังไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาหยามหมิ่นง่ายๆ พอได้ยินถ้อยคำที่ไร้ซึ่งความเคารพ ก็สวนกลับไปด้วยความโมโห “ฉันจะไปหยิบจี้หยกของเธอมาเพื่ออะไรกัน ฉันว่าเธอนั่นแหละที่เสียสติไปแล้ว! ปีกกล้าขาแข็งจนไม่เห็นหัวผู้ใหญ่ กล้าดียังไงมาขึ้นเสียงใส่ฉัน อยากลองดีใช่ไหม!”
หากเป็นโจวถิงถิงเมื่อหลายปีก่อนที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาเป็นสะใภ้ของบ้านนี้ เธอคงไม่มีทางกล้าแสดงกิริยาก้าวร้าวเช่นนี้ ตอนนั้นเธอเป็นเพียงหญิงสาวบ้านนอกที่ต้องคอยก้มหัวให้ทุกคนเพื่อที่จะมีที่ยืน
แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อพี่ชายของเธอประสบความสำเร็จในการตั้งโรงงานและกอบโกยเงินทองมหาศาล บารมีของพี่ชายส่งผลให้สถานะของเธอในบ้านตระกูลหลี่มั่นคงขึ้น พ่อแม่สามีที่เคยเข้มงวดก็เริ่มผ่อนปรนและเอาอกเอาใจเธอมากขึ้น ถึงขั้นต้องเอ่ยปากขอร้องให้เธอฝากฝังลูกชายคนเล็กเข้าทำงานในโรงงานของพี่ชายเธอ
นับแต่นั้นมา โจวถิงถิงก็กลายเป็นผู้มีพระคุณของบ้านตระกูลหลี่ ความหยิ่งผยองจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้น แม้บางครั้งแม่สามีจะรู้สึกหมั่นไส้ แต่เมื่อนึกถึงผลประโยชน์ที่ครอบครัวได้รับ เธอก็เลือกที่จะข่มใจเอาไว้ เพราะอย่างไรเสียนี่คือน้องสาวของเถ้าแก่
ถึงครอบครัวหลี่จะอาศัยอยู่ในเมือง แต่ฐานะก็ไม่ได้ดีเด่นอะไร พวกเขารับราชการ แม้จะดูดีมีหน้ามีตาในสังคม แต่รายรับที่แท้จริงกลับมีเพียงเดือนละ 30 หยวนเท่านั้น การเอาใจลูกสะใภ้ผู้มั่งคั่งจึงเป็นเรื่องที่จำต้องทำ
ทว่าคุณแม่หวังไม่เคยคาดคิดเลยว่า วันหนึ่งจะถูกลูกสะใภ้ที่ตัวเองยอมอ่อนข้อให้มาตลอด ปรักปรำว่าเป็นขโมย! ศักดิ์ศรีของคนเป็นครูประถมที่ยึดมั่นในเกียรติและชื่อเสียงมาทั้งชีวิตถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี จะให้เธอลดตัวลงไปขโมยจี้หยกเก่าคร่ำคร่าเพียงชิ้นเดียวได้อย่างไร!
เธอยอมรับว่าเคยชื่นชมความงามของจี้ชิ้นนั้นจริง แต่ทันทีที่โจวถิงถิงเอ่ยว่ามันคือของดูต่างหน้าของมารดาผู้ล่วงลับ เธอก็ตัดใจไปเรียบร้อยแล้ว ของของคนตาย ต่อให้มีค่าแค่ไหนเธอก็ไม่คิดจะแตะต้อง เพราะถือเป็นเรื่องอัปมงคล
โจวถิงถิงในวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถ้าเป็นเมื่อสองสามปีก่อน ต่อให้ของหายไปจริงๆ เธอก็คงทำได้เพียงเก็บความเจ็บใจไว้กับตัว แต่ตอนนี้เธอมีพี่ชายเป็นปราการเหล็กหนุนหลัง จึงไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวใครอีก
“ถ้าไม่ใช่แม่ แล้วจะเป็นใครไปได้! ในบ้านหลังนี้จะมีใครกล้าขโมยของของฉันอีก!” เธอเถียงกลับอย่างไม่ยอมลดละ ยิ่งไปกว่านั้น จี้หยกชิ้นนั้นก็ไม่ใช่ของมีค่าที่สุดในบรรดาเครื่องประดับที่เธอมี หากเป็นหัวขโมยที่ต้องการเงินจริง ก็น่าจะเลือกหยิบชิ้นอื่นไปมากกว่า ในเมื่อมีเพียงแม่สามีคนเดียวที่แสดงความสนใจในจี้หยกชิ้นนี้อย่างออกนอกหน้า นอกจากท่านแล้ว เธอก็นึกภาพคนอื่นไม่ออกจริงๆ
“ทำไมจะไม่มี!” แม่สามีตวาดกลับ “เมื่อไม่กี่วันก่อนเธอไม่ใช่เหรอที่ไปรับยายแก่ที่ไหนไม่รู้เข้าบ้าน! แล้วยายแก่นั่นก็นอนอยู่ในห้องของเธอเอง ทำไมเธอไม่คิดว่าเป็นฝีมือของหล่อนล่ะ!”
เรื่องของเรื่องคือเมื่อสองวันก่อน โจวถิงถิงไปรับหญิงชราท่าทางมอซอคนหนึ่งกลับมาบ้าน อ้างว่าเป็นญาติที่บาดเจ็บและต้องการที่พักชั่วคราว เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บอยู่ คุณแม่หวังจึงไม่อยากซักไซ้ให้มากความ แต่บ้านก็คับแคบ ห้องทุกห้องมีคนอยู่หมดแล้ว
โจวถิงถิงกลับทำในเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิด คือการยกห้องนอนของตัวเองให้หญิงชราคนนั้นพัก ส่วนตัวเองก็ไปนอนเบียดกับลูกชายในห้องเล็กๆ
แม้คุณแม่หวังจะไม่พอใจอยู่ลึกๆ แต่ก็ไม่ได้ท้วงติงอะไร เพราะตลอดสองวันที่ผ่านมา เธอไม่ได้ย่างกรายเข้าไปในห้องของลูกสะใภ้เลยแม้แต่ก้าวเดียว ฉะนั้น นอกจากหญิงชราคนนั้นแล้ว จะมีใครเข้าไปรื้อค้นของได้อีก
ในสายตาของคุณแม่หวัง หญิงชราคนนั้นมีท่าทีไม่น่าไว้วางใจ แววตาหลุกหลิกรเหมือนพวกมือไวใจเร็ว แต่ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป กระทั่งมาถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมยในวันนี้ ความคิดที่ว่าหญิงชราคนนั้นอาจเป็นคนมือไม่สะอาดก็ผุดขึ้นมาในหัว โจวถิงถิงชักนำคนที่ไม่น่าไว้ใจเข้าบ้านเอง แต่กลับโยนความผิดให้คนอื่น นี่มันน่าโมโหนัก!
“เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” โจวถิงถิงปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ลึกๆ ในใจกลับเริ่มสั่นคลอนอย่างประหลาด การที่คนคนเดียวกล่าวหาป้าหลิว เธอย่อมไม่เชื่อ แต่เมื่อทุกคนต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกัน ความมั่นใจของเธอก็เริ่มถูกกัดกร่อน ถึงกระนั้น เธอก็ยังไม่อยากยอมรับว่าป้าหลิวที่เธอนับถือจะเป็นคนเช่นนั้น
“ฉันจะค้นห้องแม่!” อาจเพราะต้องการรักษาหน้า หรือเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเองคิดถูก โจวถิงถิงจึงประกาศกร้าวออกมา
คุณแม่หวังโกรธจนแทบสิ้นสติ จ้องมองลูกสะใภ้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง เธออธิบายจนถึงขนาดนี้แล้ว แต่โจวถิงถิงก็ยังคงปักใจเชื่อว่าเธอคือคนร้าย หญิงสูงวัยสูดหายใจลึก พลางตบหน้าอกตัวเองเบาๆ
“เอาสิ! เข้าไปค้นเลย แต่ถ้าหาไม่เจอ ฉันจะตบเธอให้คว่ำ!”
ท่าทีที่หนักแน่นของแม่สามีทำให้โจวถิงถิงใจเสีย แต่เธอก็ยังคงดื้อดึง “ถึงจะไม่ใช่แม่ ก็ไม่มีทางเป็นป้าหลิว!”
ว่าแล้วเธอก็ก้าวฉับๆ เข้าไปในห้องนอนของแม่สามี เริ่มรื้อค้นข้าวของบนโต๊ะเครื่องแป้งอย่างบ้าคลั่ง ไม่เว้นแม้แต่ซอกหลืบใต้เตียง แต่ยิ่งค้นหา เธอก็ยิ่งร้อนรนและหวาดกลัว แม่สามีดูจะชอบจี้หยกชิ้นนั้นมาก หากท่านเป็นคนเอาไปจริง ก็น่าจะซุกซ่อนไว้อย่างดี อีกทั้งจี้ชิ้นนี้ก็ไม่ได้มีมูลค่าสูงจนถึงขนาดที่คนอย่างท่านจะต้องขโมยไปขาย ความคิดหนึ่งที่เธอไม่อยากจะเชื่อก็แวบเข้ามาในหัว
หรือว่า... หรือว่าเธอจะเข้าใจผิดมาโดยตลอด และคนที่ขโมยไปคือป้าหลิวจริงๆ!
เมื่อความโกรธเริ่มจางลง สติสัมปชัญญะของโจวถิงถิงก็ค่อยๆ กลับคืนมา หากแม่สามีคิดจะขโมยจริง ป่านนี้คงลงมือไปนานแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องรอจนถึงวันนี้
เมื่อวันก่อนตอนที่เธอไปช่วยป้าหลิวออกมาจากสถานีตำรวจ เธอได้ฟังเรื่องราวที่ป้าหลิวถูกรังแกที่บ้านตระกูลโจว ทั้งยังถูกซือเนี่ยนปล่อยสุนัขไล่กัด ทำให้เธอรู้สึกผิดและเชื่อว่าครอบครัวโจวเป็นฝ่ายผิดเต็มประตู ด้วยความสงสารและอยากไถ่โทษ เธอจึงรับป้าหลิวมาดูแลที่บ้านด้วยตัวเอง แถมยังเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของอีกฝ่ายมากเสียจนยอมสละห้องนอนของตัวเองให้
เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว คนที่เข้าออกห้องของเธอได้ในช่วงที่ของหาย ก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้น
พี่ชายก็พูดแบบนั้น ชาวบ้านก็พูดแบบนั้น และตอนนี้แม้แต่แม่สามีก็ยังพูดแบบนั้น มีเพียงเธอคนเดียวที่หลับหูหลับตาเชื่อใจป้าหลิวมาตลอด
หรือว่าคนที่ผิดมาตั้งแต่ต้น... คือตัวเธอเอง?
โจวถิงถิงยืนนิ่งด้วยใบหน้าที่ไม่อยากจะยอมรับความจริง บางทีเธออาจจะแค่ลืมวางไว้ที่ไหนสักแห่งก็ได้ ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ เธอไม่มีวันตัดสินคนผิด...
***
ณ สถานีตำรวจ ซือเนี่ยนและโจวเยว่เซินเดินทางมาเพื่อจัดการเรื่องของป้าหลิวให้สิ้นสุด
อันที่จริงเรื่องราวทั้งหมดคงไม่บานปลาย หากป้าหลิวยอมรับผิดและขอโทษแต่โดยดี แต่นี่ไม่เพียงแต่หาคนมาช่วยประกันตัวออกไปอย่างไม่ถูกต้อง ยังกล้ากลับไปหาเรื่องซือเนี่ยนถึงที่ ช่างเป็นคนที่ไม่รู้จักหลาบจำ
ครั้งนี้ความผิดของป้าหลิวจึงไม่ได้มีเพียงข้อหาลักทรัพย์ แต่ยังรวมถึงการให้ข้อมูลเท็จต่อเจ้าพนักงานเพื่อทำการประกันตัว ซ้ำร้ายโจวเยว่เซินยังได้ยื่นหลักฐานเพิ่มเติมเรื่องการยักยอกเงินค่ากับข้าวในระหว่างที่ทำงานเป็นแม่บ้านอีกกระทง จากคดีเล็กๆ ที่อาจจบลงด้วยการถูกควบคุมตัวเพียงไม่กี่วัน จึงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นการรับโทษสถานหนัก
ซือเนี่ยนยืนอยู่ด้านหลังสามี มองดูเขาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยท่าทีสุขุม ขณะที่อีกฟากหนึ่ง ป้าหลิวกำลังร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายราวกับจะขาดใจ อ้อนวอนว่าตนสำนึกผิดแล้ว เมื่อเห็นว่าไม่มีใครแสดงท่าทีสนใจ หญิงชราจึงทิ้งตัวลงนั่งแผละกับพื้น พร้อมกับเปล่งเสียงสาบาน
“ฉันจะไม่ทำอีกแล้วจริงๆ! ได้โปรดปล่อยฉันไปเถอะ ฉันขอสาบาน ถ้าฉันกลับไปขโมยของใครอีก ขอให้ฟ้าผ่าตาย! มีลูกก็ขอให้ไม่มีรูทวาร!”
ทว่าจังหวะที่เธอนั่งลงไปนั่นเอง วัตถุชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งก็ได้หลุดออกมาจากกระเป๋ากางเกงของเธอและตกลงบนพื้นเสียงดัง ‘กริ๊ง’ มันคือจี้หยกสีขุ่นมัวที่ดูคุ้นตา
ทุกสายตาในห้องพลันจับจ้องไปยังวัตถุชิ้นนั้นเป็นตาเดียว
ซือเนี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
สีหน้าของป้าหลิวซีดเผือด เธอรีบเอื้อมมือไปหมายจะคว้ามันกลับมา
แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีไหวพริบว่องไวกว่านั้นมาก พวกเขามองเห็นความผิดปกติได้ในเสี้ยววินาที และชิงก้มลงไปเก็บจี้หยกชิ้นนั้นขึ้นมาก่อนที่มือของป้าหลิวจะไปถึง
[จบบท]