บทที่ 6: ตัวแสบ
ซือเนี่ยนนึกสงสัยว่าโจวเยว่เซินจะยุ่งอะไรนักหนา ถึงได้ไม่เคยสังเกตเห็นความผิดปกติในบ้านตัวเองเลย
ตามหลักแล้ว คนที่เป็นเจ้าของฟาร์มหมูไม่น่าจะขาดแคลนเนื้อสัตว์ แต่เด็กทั้งสามคนกลับผอมแห้งราวกับลิงไม่มีผิด
มิน่าล่ะ หญิงชราคนนี้ถึงได้มองเธอเป็นศัตรู ที่แท้ก็แอบยักยอกของดีๆ ไปปรนเปรอตัวเองนี่เอง
ซือเนี่ยนสูดหายใจลึก ระบายความขุ่นข้องในใจ ก่อนจะเทเนื้อหมู ไข่ไก่ และแป้งสาลีทั้งหมดออกมาวางไว้บนโต๊ะ
ป้าหลิวที่เดินเข้ามาเก็บถ้วยชามในครัวพอดี เมื่อเห็นภาพนั้นก็หวีดร้องเสียงแหลม “นี่เธอกำลังจะทำอะไร”
“ก็ทำกับข้าวน่ะสิคะ” ซือเนี่ยนยิ้มหยัน “หรือป้ามีความเห็นอื่น”
คำพูดของซือเนี่ยนแทงใจดำจนป้าหลิวหน้าชา สายตาจับจ้องไปที่เนื้อหมูมันๆ บนเขียง หัวใจพลันเจ็บแปลบเหมือนมีใครเอามีดมากรีด เนื้อส่วนนี้โจวเยว่เซินเพิ่งให้คนเอามาส่งเมื่อเช้า เธอยังไม่ทันได้ลิ้มลองเลยสักนิด แต่กลับถูกผู้หญิงคนนี้เจอเข้าจนได้
หากเธอโวยวายขึ้นมา แล้วซือเนี่ยนนำเรื่องนี้ไปฟ้องโจวเยว่เซิน มีหวังเธอได้เดือดร้อนเป็นแน่
ป้าหลิวไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมรับว่าเนื้อเป็นของตัวเอง จึงได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวหา
“นังตัวดี เพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่แท้ๆ ก็คิดจะผลาญสมบัติกันแล้วเหรอ”
ซือเนี่ยนหัวเราะออกมาเบาๆ แทนที่จะโกรธ “ผลาญเงินก็ดีนะคะ เพราะถ้าฉันไม่ทำแบบนี้ เนื้อพวกนี้ก็คงไปอยู่ในท้องของคนอื่นแทน ป้าว่าจริงไหมคะ”
ป้าหลิวทั้งโกรธทั้งกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่กระแทกชามลงบนโต๊ะแล้วเดินกระทืบเท้าปึงปังออกไป
ผู้หญิงคนนี้ไม่เหมือนคนที่เคยมาก่อนหน้านี้เลยสักนิด เธอรับมือไม่ได้
ขืนปล่อยไว้แบบนี้ ต้องเป็นผลเสียกับตัวเองแน่ ป้าหลิวขบกรามแน่น ตั้งใจว่าจะต้องหาทางกำจัดผู้หญิงคนนี้ไปให้ได้
พอเดินพ้นจากห้องครัว สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นสองพี่น้องโจวเยว่ตงที่ยืนเงียบอยู่ ดวงตาของเธอก็กลอกไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ เธอย่อตัวลงกระซิบกระซาบกับเด็กชายทั้งสอง พลางชี้เข้าไปในครัว
“เยว่ตง เยว่หาน ดูนั่นสิ นั่นคือแม่เลี้ยงคนใหม่ เพิ่งจะเข้ามาวันแรกก็ทำตัวกร่างขนาดนี้แล้ว เผลอๆ อีกไม่กี่วันก็คงเป่าหูให้พ่อของพวกแกไล่พวกแกสามคนออกจากบ้านไป พวกแกต้องระวังตัวให้ดีล่ะ”
โจวเยว่ตงกระชับอ้อมแขนที่โอบอุ้มน้องสาวแน่นขึ้น
ป้าหลิวรู้ดีว่าโจวเยว่เซินอาจจะดูแลลูกๆ ไม่เก่งนัก แต่เขาก็ใส่ใจความเป็นอยู่ของเด็กๆ มาก แค่เด็กๆ ไม่พอใจซือเนี่ยนขึ้นมา เธอก็คงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะหน้าที่หลักของเธอก็คือการมาดูแลเด็กๆ หากดูแลไม่ได้ จะเก็บไว้ให้เปลืองข้าวสุกทำไม
เมื่อนึกภาพซือเนี่ยนถูกไล่ออกจากบ้านในอีกไม่กี่วัน ความอัดอั้นในใจของป้าหลิวก็เบาบางลง เธอหันหลังเดินส่ายสะโพกจากไปอย่างอารมณ์ดี
“ฮือๆ พี่ครับ เสี่ยวหานไม่อยากถูกไล่ออกจากบ้าน” โจวเยว่หานที่ยังเด็กกว่าตกใจกลัวจนร้องไห้ออกมา
ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้พวกเขารู้ว่า ผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาในบ้านหลังนี้ล้วนเป็นคนใจร้าย ไม่มีใครดีกับพวกเขาเลยสักคน
ผู้หญิงใจร้ายคนใหม่เพิ่งจะมาถึง ก็คิดจะไล่พวกเขาไปเสียแล้ว พวกเขาจะทำอย่างไรกันดี
โจวเยว่ตงขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่แววตาที่จับจ้องไปยังพื้นกลับลุ่มลึกเกินวัย มีเพียงเหยาเหยาในอ้อมแขนที่ไม่รับรู้ถึงความตึงเครียดใดๆ หนูน้อยยังคงส่งเสียงอ้อแอ้ พลางดึงชายเสื้อของพี่ชายเล่นอย่างน่าเอ็นดู
ซือเนี่ยนไม่รู้เลยว่าสองพี่น้องกำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อป้าหลิวจากไปแล้ว บรรยากาศก็ปลอดโปร่งขึ้นมาก เธอจึงเริ่มลงมือทำอาหารอย่างสบายใจ
เธอเทแป้งสาลีลงในอ่างผสม ค่อยๆ เติมน้ำแล้วคนจนเข้ากันดี จากนั้นจึงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดนวดคลึงแป้งอย่างขะมักเขม้น
เมื่อแป้งเนียนนุ่มได้ที่แล้ว เธอก็พักแป้งไว้ให้ขึ้นฟู แล้วหันไปจัดการกับเนื้อหมูสามชั้น นำมาสับจนละเอียด ปรุงรสด้วยเกลือและผงชูรสเล็กน้อย ในบ้านแทบไม่มีผักอะไรเลย ซาลาเปาไส้เนื้อจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมื้อนี้ วัตถุดิบทุกอย่างก็สดใหม่กำลังดี
เมื่อแป้งขึ้นฟูได้ที่ เธอก็นำมานวดไล่อากาศอีกครั้งก่อนจะเริ่มลงมือห่อ
เด็กสามคนที่อยู่ข้างนอกเงียบกริบจนน่าประหลาดใจ ผิดกับเด็กบ้านอื่นที่มักจะวิ่งเล่นส่งเสียงดัง ทำให้บ้านทั้งหลังดูเงียบเหงาไร้ชีวิตชีวา
พลันนึกขึ้นได้ว่ายังมีเจ้าตัวเล็กอีกคน ซือเนี่ยนจึงตอกไข่สองฟอง ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย ผสมกับน้ำอุ่น แล้วเตรียมนำไปนึ่งพร้อมกับซาลาเปาเป็นไข่ตุ๋นเนื้อเนียนให้เด็กน้อยได้กิน
เธอห่อซาลาเปาไปได้สิบกว่าลูกไส้ก็หมดพอดี แป้งที่เหลือจึงถูกปั้นเป็นหมั่นโถวขาวๆ น่าเสียดายที่ในครัวไม่มีน้ำตาล ไม่อย่างนั้นคงได้ทำหมั่นโถวรสหวานที่เด็กๆ โปรดปราน
ซือเนี่ยนมาถึงที่นี่ตั้งแต่เช้า ยังไม่มีน้ำสักหยดตกถึงท้อง ตอนนี้จึงหิวจนตาลาย โชคดีที่ซาลาเปาสุกเร็ว ไม่นานนักกลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อและแป้งก็เริ่มโชยออกมาเตะจมูก
พอได้เวลา เธอกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่แล้วเปิดฝาซึ้ง ทันทีที่ฝาถูกยกขึ้น ไอร้อนก็พวยพุ่งออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมของซาลาเปาไส้เนื้อที่อบอวลไปทั่วทั้งบ้าน ซาลาเปาที่ทำจากแป้งสาลีอย่างดีกับเนื้อหมูสามชั้นรสเลิศนั้นย่อมให้กลิ่นและรสชาติที่ดีที่สุดอยู่แล้ว
“หอมจัง หอมมาก” โจวเยว่หานที่นั่งทำการบ้านอยู่ถึงกับผุดลุกขึ้นยืน ดวงตาของเขาเป็นประกายราวกับลูกหมาป่าผู้หิวโหย จับจ้องเขม็งไปยังห้องครัว
เด็กทั้งสองคนอยู่ในวัยกำลังโต แต่ละวันได้กินเพียงข้าวต้มใสๆ แค่สองมื้อ ไม่เคยได้อิ่มท้องสักครั้ง ต้องทนหิวเข้านอนทุกคืน ก่อนหน้านี้โจวเยว่หานก็ได้กลิ่นเนื้อจางๆ แต่เขาคิดว่าเป็นเพราะตัวเองหิวจนเกิดภาพหลอนไปเอง ไม่คิดว่ากลิ่นหอมจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งได้เห็นผู้หญิงหน้าตาสะสวยคนนั้นยกชามใบใหญ่ออกมา ซาลาเปาแต่ละลูกมีขนาดใหญ่เท่ากำปั้นของผู้ชาย ควันสีขาวลอยกรุ่นออกมาจากซาลาเปาทุกลูก ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนแทบทนไม่ไหว
ไม่ต้องพูดถึงเขาเลย แม้แต่โจวเยว่ตงที่สุขุมกว่ายังอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนเหยาเหยาในอ้อมแขนพี่ชายถึงกับน้ำลายไหลยืด ส่งเสียงอ้อแอ้ดังลั่น
[จบบท]