บทที่ 62: ใต้ร่มคันเล็ก
โจวเยว่เซินเพียงแค่ก้มหน้าลงเล็กน้อยพร้อมกับส่งเสียงตอบรับในลำคอ แววตาอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมองลูกชายทั้งสอง "ขึ้นมาสิ แล้วกอดน้องกันดีๆ ล่ะ"
โจวเยว่ตงพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน เด็กชายใช้แขนน้อยๆ ยันตัวกับเบาะหลังอย่างทุลักทุเล ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายได้สำเร็จ จากนั้นจึงโอบรอบตัวน้องชายที่นั่งอยู่ด้านหน้าไว้แน่นหนา ราวกับเป็นปราการปกป้องชั้นดี
เมื่อเห็นว่าเด็กๆ นั่งกันเรียบร้อยและมั่นคงดีแล้ว โจวเยว่เซินจึงบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงคำรามของรถมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในบริเวณบ้าน
เขาคำนึงอยู่เสมอว่านี่คือประสบการณ์ครั้งแรกของเด็กทั้งสาม การโลดแล่นไปบนพาหนะสองล้ออาจทำให้พวกเขาตื่นกลัวได้ ชายหนุ่มจึงเคลื่อนรถออกไปอย่างช้าๆ ด้วยความเร็วคงที่ เพื่อให้เด็กๆ ได้มีเวลาปรับตัว
ซือเนี่ยนยืนมองภาพของพ่อลูกทั้งสี่ที่ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปจนลับสายตา เธอจึงหมุนตัวกลับเข้าบ้านเพื่อลงมือทำอาหารเย็นสำหรับวันนี้
ทว่าเพียงแค่หันกายกลับมา เจ้าต้าหวงที่นอนหมอบอยู่ก็ลุกขึ้นวิ่งเข้ามาคลอเคลียพร้อมกับแกว่งหางไปมาอย่างน่าเอ็นดู ภาพนั้นทำให้ซือเนี่ยนฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เธอยังไม่ได้หาอะไรให้มันกินเลยตั้งแต่ตอนกลางวัน เพราะมัวแต่รับมือกับเรื่องวุ่นวายที่ป้าหลิวและพรรคพวกเข้ามาก่อกวน
ความโกลาหลนั้นยืดเยื้อจนเธอหลงลืมเวลาไปหมดสิ้น
หญิงสาวทรุดตัวลงลูบหัวเจ้าสุนัขตัวโตอย่างอ่อนโยน พลางไล่เรียงวัตถุดิบที่ยังเหลืออยู่ในครัว ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา "ต้าหวง วันนี้เรามีของอร่อยกินกันนะ มีเนื้อด้วย"
การมีผู้ชายอยู่ในบ้านหมายถึงพลังงานที่ต้องใช้ในแต่ละวันนั้นมหาศาล ดังนั้นเมนูเนื้อสัตว์จึงเป็นสิ่งที่ขาดไปจากโต๊ะอาหารไม่ได้เลยแม้แต่มื้อเดียว
โจวเยว่เซินพาลูกๆ ขับรถเล่นชมวิวรอบหมู่บ้านอยู่สองสามรอบ ความประหม่าและเกร็งในช่วงแรกของเด็กๆ ได้มลายหายไปจนหมดสิ้น ตอนนี้พวกเขาปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสายลมที่พัดปะทะใบหน้าอย่างอิสระเสรี เสียงหัวเราะสดใสดังเคล้าไปกับเสียงเครื่องยนต์
ทว่าบรรยากาศแห่งความสุขดำเนินไปได้ไม่นาน ท้องฟ้าที่เคยสว่างก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น เมฆฝนตั้งเค้าทะมึน สัญญาณว่าพายุฝนกำลังจะมาเยือน ชาวบ้านที่ออกไปทำไร่ทำนาต่างพากันแบกจอบเสียมเร่งฝีเท้ากลับบ้าน
กลุ่มเด็กๆ ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยดินโคลนจากการวิ่งเล่นซุกซน หยุดชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงของเครื่องยนต์ที่ไม่คุ้นหู เมื่อพวกเขาเพ่งมองอย่างละเอียดก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง เมื่อพบว่าคนที่นั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์คันเท่นั้นคือโจวเยว่ตงและโจวเยว่หาน สองพี่น้องที่พวกเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ความรู้สึกอิจฉาฉายชัดขึ้นมาในแววตาของเด็กๆ จนไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้
"แม่! ผมอยากขี่แบบนั้นบ้าง!" เด็กชายคนหนึ่งตะโกนบอกแม่ของตัวเองเสียงดัง
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือฝ่ามือที่ฟาดลงบนหลังศีรษะอย่างแรง พร้อมกับเสียงดุ "อยากขี่กับผีสิ! รีบไสหัวกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลยนะ"
หลังจากขับวนชมวิวอยู่ครู่ใหญ่ เม็ดฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า โจวเยว่เซินจึงตัดสินใจพาลูกๆ ที่ยังคงสนุกไม่หนำใจกลับบ้านทันที
เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้าน กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารร้อนๆ ที่ปรุงสุกใหม่ก็ลอยโชยออกมาต้อนรับ
ถึงแม้ว่าสภาพอากาศภายนอกจะมืดครึ้มและเย็นเยียบเพราะสายฝน แต่บรรยากาศภายในครอบครัวกลับอบอวลไปด้วยความสุขอย่างน่าประหลาด ผมของโจวเยว่หานที่ยาวจนเริ่มปรกหน้าผาก ถูกกระแสลมตีจนปลิวไสวไปคนละทิศคนละทาง ดูแล้วช่างน่าขันยิ่งนัก
ทันทีที่เขาจอดรถและอุ้มลูกๆ ก้าวเท้าเข้าสู่ตัวบ้าน สายฝนที่เคยโปรยปรายก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วงราวกับฟ้ารั่ว
ทว่าภายในบ้านหลังเล็กกลับเป็นโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น แม้จะมีเพียงซือเนี่ยนอยู่ตามลำพัง แต่เธอก็ไม่ได้ปล่อยให้บ้านเงียบเหงา เสียงผู้ประกาศข่าวจากเครื่องเล่นวิทยุดังคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศให้บ้านดูมีชีวิตชีวา กลิ่นหอมที่ยั่วยวนชวนให้น้ำลายสออย่างรุนแรงลอยออกมาจากห้องครัว เด็กๆ ทุกคนต่างพร้อมใจกันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่โดยไม่ได้นัดหมาย
ฝีมือการทำอาหารของแม่เลี้ยงคนใหม่ช่างร้ายกาจ กลิ่นหอมที่โชยมานั้นปลุกเร้าความหิวโหยในกระเพาะของพวกเขาจนแทบทนไม่ไหว
โจวเยว่หานกำลังจะฉวยโอกาสวิ่งเข้าไปในครัวเพื่อแอบดูว่าวันนี้มีเมนูพิเศษอะไร แต่แล้วก็รู้สึกถึงแรงกระตุกที่คอเสื้อด้านหลัง ทำให้ต้องหยุดชะงัก
เด็กชายหันกลับไปมองด้วยความฉงน "พี่ฮะ ดึงคอเสื้อผมทำไมเหรอ"
โจวเยว่ตงมองน้องชายด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งรอยยิ้ม "แล้วการบ้านนายน่ะ... ทำเสร็จแล้วหรือยัง"
รอยยิ้มกว้างที่ประดับอยู่บนใบหน้าของโจวเยว่หานพลันหุบลงในพริบตา
เด็กชายก้มหน้างุดอย่างรู้สึกผิด นิ้วชี้เล็กๆ สองข้างเขี่ยกันไปมา "เอ่อ...ยังเลยฮะ"
"ถ้ายังก็รีบไปจัดการให้เสร็จสิ" น้ำเสียงของโจวเยว่ตงเข้มขึ้นเล็กน้อย
น้องชายของเขามักจะเป็นแบบนี้เสมอ ไม่เคยกระตือรือร้นเรื่องการเรียน ผลการเรียนจึงไม่ค่อยสู้ดีนัก ทุกครั้งที่ต้องทำการบ้าน เขาจะต้องคอยนั่งคุมอยู่ข้างๆ ถึงจะยอมทำจนเสร็จ พอได้ออกไปเล่นสนุกเพลิดเพลิน ก็ลืมเรื่องหน้าที่ของตัวเองไปเสียหมดสิ้น
ตั้งแต่จำความได้ พ่อแม่มักจะพร่ำสอนเขาเสมอว่า 'ความรู้คือสิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนโชคชะตาได้'
ด้วยเหตุนี้เอง แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคและความโชคร้ายมานับครั้งไม่ถ้วน โจวเยว่ตงก็ไม่เคยปริปากบ่นหรือกล่าวโทษโชคชะตาและผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะเขารู้ซึ้งแก่ใจดีว่าในโลกที่โหดร้ายใบนี้ การหวังพึ่งพาคนอื่นคือสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน มีเพียงลำแข้งของตัวเองเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งสุดท้ายได้
โจวเยว่หานทำได้เพียงส่งสายตาอ้อนวอนไปยังพี่ชาย แต่เมื่อเห็นว่าสีหน้าของพี่ไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนข้อให้เลยสักนิด เด็กชายจึงเดินคอตกกลับไปที่โต๊ะทำการบ้านอย่างจำยอม
เวลาที่พี่ใหญ่ทำหน้าขรึมทีไร มันช่างดูน่าเกรงขามไม่ต่างจากพ่อเลยจริงๆ
ซือเนี่ยนบรรจงจัดวางอาหารหน้าตาน่ารับประทานจนเต็มโต๊ะ แต่ทว่าโจวเยว่เซินกลับไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสฝีมือของเธอในมื้อนี้ เพราะสายฝนที่ตกหนักทำให้เขาต้องรีบกลับไปตรวจดูความเรียบร้อยที่ฟาร์มสุกร
ภายในบ้านไม่มีร่มแม้แต่คันเดียว หญิงสาวเห็นว่าเขาตั้งท่าจะเดินฝ่าฝนออกไปทั้งอย่างนั้น จึงรีบวิ่งเข้าไปในห้องนอนแล้วหยิบร่มของตัวเองออกมายื่นให้เขา
"เอาร่มไปด้วยนะคะ เดี๋ยวตากฝนแล้วจะไม่สบายเอา" เธอมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
ผู้ชายคนนี้ทำงานหนักเกินไปแล้ว เขาตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางและกลับบ้านดึกดื่นทุกวัน วันนี้ยังต้องสละเวลามาจัดการปัญหากับป้าหลิวเพราะกลัวว่าเธอจะถูกเอาเปรียบ พอกลับมาถึงบ้าน แทนที่จะได้พักผ่อน เขากลับพาเด็กๆ ไปขับรถเล่นอีกพักใหญ่เพื่อสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน
แน่นอนว่าการกระทำเช่นนั้นช่วยสานสัมพันธ์พ่อลูกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แต่ฟาร์มของเขาก็กำลังอยู่ในช่วงสำคัญที่ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ เวลาทุกนาทีที่เสียไป เขาจะต้องชดเชยมันด้วยการเบียดบังเวลาพักผ่อนของตัวเอง
ปัญหาพ่อแม่ที่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้ลูก เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในทุกยุคทุกสมัย ซือเนี่ยนเข้าใจในจุดนี้ดี
โจวเยว่เซินกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ แต่เมื่อเขาก้มลงสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ฉายแววกังวลอย่างจริงใจ ลูกกระเดือกของเขาก็ขยับขึ้นลงอย่างยากลำบาก สุดท้ายเขาก็ยื่นมือออกไปรับร่มคันนั้นมาถือไว้ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ผมอาจจะกลับดึกหน่อย พวกคุณกินข้าวกันก่อนได้เลยนะ ไม่ต้องรอ"
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับคำ
ทว่าในวินาทีที่ชายหนุ่มกางร่มคันนั้นออก... โลกทั้งใบของคนสองคนก็เหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ
ร่มคันเล็กสีชมพูหวานแหววที่ประดับประดาด้วยระบายลูกไม้ฟูฟ่อง ช่างดูไม่เข้ากับบุคลิกของเขาเลยแม้แต่น้อย
โจวเยว่เซินนิ่งไป...
ซือเนี่ยนเองก็เช่นกัน...
"เอ่อ...บางที รอให้ฝนซาลงอีกหน่อยแล้วค่อยไปน่าจะดีกว่านะคะ" ซือเนี่ยนเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน
ภาพของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำที่ยืนอยู่ใต้ร่มเด็กผู้หญิงคันจิ๋ว มันช่างดูขัดตาและพิลึกพิลั่นเกินกว่าจะบรรยายได้
โจวเยว่เซินเหลือบมองซือเนี่ยนแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงมองร่มในมือ แล้วพยักหน้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของเธอเป็นครั้งแรก "อืม"
แต่ยิ่งรอนานเท่าไหร่ สายฝนก็ยิ่งกระหน่ำเทลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ
ซือเนี่ยนได้แต่ลอบชำเลืองมองชายหนุ่มที่นั่งนิ่งด้วยท่วงท่าที่สง่างามเป็นระยะๆ
ส่วนเด็กๆ ทั้งสามก็มองหน้าพ่อกับแม่เลี้ยงสลับกันไปมาด้วยความงุนงง
เอ...ทำไมบรรยากาศระหว่างพ่อกับแม่เลี้ยงมันดูแปลกๆ จังเลยนะ
หลังจากเวลาผ่านไปอีกราวสองนาที โจวเยว่เซินก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "พวกคุณกินข้าวกันเถอะ ไม่ต้องรอผม"
สิ้นคำพูด เขาก็กางร่มคันเล็กของซือเนี่ยนออก แล้วก้าวเดินออกไปเผชิญหน้ากับม่านฝนที่โหมกระหน่ำ
คิ้วหนาได้รูปของเขาขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม จริงๆ แล้วเขาอยากจะบอกเธอว่าแค่ฝนตกแค่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก ร่างกายของเขาแข็งแรงเกินกว่าจะล้มป่วยลงง่ายๆ
แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยที่เธอมองมาเป็นระยะๆ นั้น ทำให้เขาไม่สามารถทำเป็นมองไม่เห็นได้
ถ้าหากเขาปฏิเสธน้ำใจของเธอ...เธอจะรู้สึกผิดหวังหรือเปล่า
ด้วยความคิดนั้น ชายหนุ่มผู้มีร่างกายสูงใหญ่ราวกับภูผาจึงจำต้องก้าวเดินออกไปพร้อมกับร่มคันเล็กที่ดูไม่เข้ากับตัวเองอย่างรุนแรง
ขณะนั้นเอง ชาวบ้านบางส่วนที่ยังกลับไม่ถึงบ้านและกำลังวิ่งฝ่าสายฝนอยู่ ก็เหลือบไปเห็นร่างของใครบางคนกำลังเดินสวนมาข้างหน้า ด้วยความอยากรู้จึงเงยหน้าขึ้นมอง
และในเสี้ยววินาทีต่อมา เท้าของชาวบ้านคนผู้นั้นก็เกิดลื่นไถล จนเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นโคลนอย่างหมดท่า
เมื่อตั้งสติได้และหันกลับไปมองอีกครั้ง ร่างสูงของชายที่กางร่มคันนั้นก็เดินห่างออกไปไกลแล้ว
ชาวบ้านคนนั้นอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
หากสายตาของเขาไม่ได้ฝาดเพี้ยนไปเพราะสายฝน...คนที่กางร่มสีชมพูลายดอกไม้คันจิ๋วนั่น...จะเป็นใครไปได้อีกนอกจากชายผู้ได้รับสมญานามว่าแข็งแกร่งและเป็นชายชาตรีที่สุดในหมู่บ้าน...โจวเยว่เซิน?
เขา...บอบบางขนาดนั้นเชียวหรือ
ถึงขั้นต้องกางร่มสีชมพูหวานแหวว แถมยังมีระบายลูกไม้ประดับอยู่อีกต่างหาก
หากเรื่องนี้ถูกเล่าขานออกไป คงได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในหมู่บ้านเป็นแน่!
ใครจะไปคาดคิดว่าภายใต้ท่าทีที่ดูเคร่งขรึมและเย็นชาของพี่ใหญ่โจว จะซุกซ่อนหัวใจอันแสนอ่อนหวานมุ้งมิ้งเอาไว้...
พายุฝนในค่ำคืนนั้นยาวนานต่อเนื่องจนกระทั่งถึงรุ่งสาง
อวี๋ตงที่เพิ่งจัดการงานของตัวเองเสร็จเรียบร้อย เดินหาวหวอดเข้ามาในห้องทำงานของโจวเยว่เซิน ปากก็บ่นกระปอดกระแปดไม่หยุด "ไอ้ฟ้าบ้าเอ๊ย! จะตกอะไรกันนักหนาก็ไม่รู้ ไม่รู้จักหยุดจักหย่อนเลยหรือไง เหนื่อยจนไส้จะขาดอยู่แล้ว พี่ใหญ่ ในห้องทำงานพี่มีร่มเหลือๆ บ้างไหม ผมขอยืมใช้สักคันสิ"
โจวเยว่เซินกำลังถอดเสื้อกล้ามที่เปียกโชกไปด้วยน้ำฝนออก เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้ออย่างสมบูรณ์แบบ
ภาพนั้นทำเอาอวี๋ตงถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยความอิจฉาริษยา
บ้าจริง อายุอานามก็ปาเข้าไปจะสามสิบแล้ว แต่ยังรักษาสภาพร่างกายได้ดีเยี่ยมขนาดนี้ ยังคิดจะเผื่อที่ให้คนอื่นได้หายใจหายคอบ้างไหมเนี่ย
โจวเยว่เซินหันหน้ามาเพียงเล็กน้อย มุมปากของเขายังคงคาบบุหรี่เอาไว้ แสงไฟสลัวขับเน้นให้ใบหน้าด้านข้างของเขาดูคมคายยิ่งขึ้นไปอีก
[จบบท]