บทที่ 68: อาการของชายสูงวัยยามหวั่นไหว
ซือเนี่ยนไม่คาดคิดว่าเขาจะเปลี่ยนประเด็นสนทนามาเรื่องนี้กะทันหัน สมองของเธอหยุดทำงานไปชั่วขณะ ก่อนจะประมวลผลได้และแย้มยิ้มออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
“ได้สิคะ”
ก็ในเมื่อเธอดั้นด้นมาถึงชนบทแห่งนี้ ก็เพื่อแต่งงานกับเขาไม่ใช่หรือ
โจวเยว่เซินมีสีหน้าประหลาดใจระคนคาดไม่ถึงที่เธอตอบตกลงอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
“ถ้าเราจดทะเบียนกันแล้ว คุณจะไม่มีโอกาสเปลี่ยนใจได้อีกนะ” น้ำเสียงของเขาทุ้มลึกกว่าเดิมขณะเอ่ยย้ำเตือน
“แล้วทำไมฉันต้องเปลี่ยนใจด้วยล่ะคะ” ซือเนี่ยนเลิกคิ้วถามกลับอย่างไม่จริงจังนัก
โจวเยว่เซินนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาดูครุ่นคิดอย่างหนัก “ผมมีลูกสามคน แถมอายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว”
“ก็ดีเลยสิคะ ฉันกลัวการมีลูกอยู่แล้ว อีกอย่างฉันก็ชอบคนอายุเยอะกว่า ได้ยินมาว่าผู้ใหญ่กว่ามักจะดูแลเอาใจใส่เก่ง” ซือเนี่ยนยิ้มตาหยีอย่างพอใจ
โจวเยว่เซินถึงกับไปไม่เป็น ทำไมความคิดความอ่านของผู้หญิงคนนี้ถึงได้แตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง หรือว่าสมัยนี้คนในเมืองเขาเปิดกว้างกันถึงขนาดนี้แล้ว
บรรดาผู้หญิงที่เคยมาดูตัวกับเขาก่อนหน้านี้ พอได้ยินว่าเขาไม่คิดจะมีลูกเพิ่มอีกต่างก็พากันถอยหนี ไม่ก็พยายามหว่านล้อมคะยั้นคะยอให้เขามีลูกของตัวเองให้ได้
มีเพียงเธอคนเดียวที่ไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดแม้แต่ครั้งเดียว การใช้ชีวิตร่วมกันแบบนี้มันทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างน่าประหลาด
ปลายนิ้วของโจวเยว่เซินขยับไหวเล็กน้อย เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่าฝ่ามือของตัวเองยังคงวางอยู่บนช่วงเอวคอดกิ่วของเธอ ท่าทางของคนทั้งสองในตอนนี้ช่างดูใกล้ชิดสนิทสนมเกินกว่าเหตุ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเสียอาการให้กับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่โจวเยว่เซินเองก็คาดไม่ถึง
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้นึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย สัมผัสยามโอบกอดร่างบางไว้ในอ้อมแขนเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน เพียงแค่ได้สัมผัสผิวเนื้อเนียนละเอียดเบาๆ ก็ทำเอาเขาชาวาบไปทั้งศีรษะ ความรู้สึกซาบซ่านที่แล่นตรงเข้าสู่สมองนั้นเป็นประสบการณ์ที่เขาไม่เคยพบเจอมาตลอดทั้งชีวิต
โจวเยว่เซินจับจ้องใบหน้างดงามหมดจดของซือเนี่ยน เธอดูเปล่งปลั่งและงดงาม เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมา ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ไร้ซึ่งที่ติ ยิ่งได้มองใกล้ๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าความงามของเธอนั้นสะกดสายตาจนน่าใจหาย
เธอเปรียบดั่งหงส์ในฝูงกา ไม่ใช่คนที่จะยอมจมปลักอยู่ในที่แบบนี้ แต่เธอก็ยอมรับในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยยอมรับในตัวเขาได้
แววตาของโจวเยว่เซินลุ่มลึกขึ้น “รอผมสักสองวันนะ พอผมจัดการเรื่องงานที่คั่งค้างอยู่ให้เสร็จเรียบร้อยแล้วจะรีบหาเวลาทันที”
ตอนนี้เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าการทุ่มเทให้กับงานจนเกินไปทำให้เขาต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง เขาทำร้ายความรู้สึกของลูกๆ มามากพอแล้ว และจะไม่มีวันทำร้ายจิตใจเธอซ้ำอีก
ซือเนี่ยนพยักหน้ารับคำ ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะโดยนิสัยแล้วเธอเป็นคนที่พร้อมปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์อยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำพูดของเขา เธอก็นึกถึงเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งขึ้นมาได้
“โจวเยว่เซิน ทะเบียนบ้านของฉันยังไม่ได้ย้ายกลับมาเลยค่ะ”
หากทะเบียนบ้านยังคงอยู่ที่บ้านตระกูลซือ การจดทะเบียนสมรสของพวกเขาก็จำต้องใช้ทะเบียนบ้านของบ้านหลังนั้น ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ เธอต้องรีบจัดการย้ายมันกลับมาโดยเร็วที่สุด
จริงๆ แล้วการย้ายทะเบียนบ้านไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร ขอเพียงแค่ทั้งสองฝ่ายให้ความร่วมมือก็เรียบร้อย แต่เมื่อพิจารณาจากท่าทีของคนบ้านนั้นที่ดูร้อนรนอยากจะรับลูกสาวตัวจริงกลับบ้านเต็มแก่ พวกเขาก็คงอยากจะย้ายชื่อเธอออกจากทะเบียนบ้านของตัวเองเช่นกัน ที่ยังไม่ได้เอ่ยปากขึ้นมาคงเป็นเพราะรู้สึกผิดที่ผลักไสให้เธอมาแต่งงานแทนนั่นแหละ
“ถึงตอนนั้นผมจะไปเป็นเพื่อนคุณเอง” โจวเยว่เซินเอ่ยขึ้น
จากเหตุการณ์ที่คนตระกูลซือบุกมาหาเรื่องถึงที่นี่ครั้งก่อน ทำให้เขาประเมินได้ว่าคนพวกนั้นคงไม่ใช่ประเภทที่จะเจรจาด้วยง่ายๆ และในเมื่อมันเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตคู่ของเขา โจวเยว่เซินก็ย่อมไม่ปล่อยปละละเลย
เมื่อซือเนี่ยนกลับมาถึงบ้าน ใบหน้าของเธอยังคงร้อนผ่าว โจวเยว่เซินเองก็เดินตามเข้ามาในบ้านด้วย เพราะได้ยินว่าลูกชายทั้งสองคนตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หลังจากที่ทั้งสองเปิดอกคุยกัน ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ก้าวหน้าไปอีกขั้นอย่างรวดเร็ว ทว่าบรรยากาศระหว่างคนสองคนก็พลอยอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ต้องอยู่ด้วยกันตามลำพัง ซือเนี่ยนก็มักจะเผลอคิดถึงภาพที่เธอนั่งอยู่บนตักของเขาเมื่อครู่อยู่เรื่อย
แม้จะยังไม่รู้จักนิสัยใจคอของโจวเยว่เซินดีพอ แต่เธอก็รู้ว่าชายสูงวัยคนนี้ไม่ใช่คนที่จะหวั่นไหวกับใครง่ายๆ การที่เขาไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องการจดทะเบียนสมรสเลย ซือเนี่ยนจึงเดาว่าเขาคงอยากให้เวลาเธอได้คิดทบทวนและมีโอกาสเปลี่ยนใจ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเธอเท่าที่ควร เธอยังคงเป็นตัวตนที่พร้อมจะเดินจากไปเมื่อไหร่ก็ได้สำหรับเขา
เดิมทีซือเนี่ยนคิดว่าหนทางในการพิชิตใจชายสูงวัยคนนี้คงจะอีกยาวไกล แต่ใครจะไปคาดคิดว่าการที่เขาเป็นฝ่ายเปิดเกมรุกโดยไม่ทันให้ตั้งตัว จะทำให้เธอถึงกับเสียหลักไปเหมือนกัน
ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาการของชายสูงวัยยามหวั่นไหวนั้นไม่ได้ทำให้เธอผิดหวังเลยแม้แต่น้อย ฮอร์โมนความเป็นชายของเขาพลุ่งพล่านจนน่าใจสั่น
แค่ได้นั่งบนตักของเขาก็ทำเอาเธอหน้าแดงหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำแล้ว แล้วถ้าหากความสัมพันธ์ของพวกเขาก้าวหน้าไปอีกขั้นล่ะ...
เดี๋ยวก่อนนะ นี่เธอกำลังคิดอะไรอยู่! ซือเนี่ยน เธอลืมไปแล้วหรือไงว่าโจวเยว่เซินน่ะ ‘นกเขาไม่ขัน’!
เรื่องของความรู้สึกน่ะจัดการไม่ยาก แต่เรื่องสมรรถภาพทางกายเนี่ยสิ...
ซือเนี่ยนนึกถึงชีวิตรักบนเตียงที่กำลังจะขาดหายไปแล้วก็พลอยรู้สึกเศร้าขึ้นมาจับใจ สำหรับผู้หญิงปกติธรรมดา การไม่มีชีวิตรักบนเตียงจะต่างอะไรกับการเป็นม่าย แถมยังเป็นม่ายที่เห็นสามีอยู่ตำตาแต่ทำอะไรไม่ได้อีกต่างหาก ช่างเป็นเรื่องที่น่าทรมานใจเสียจริง
ไม่ได้การแล้ว การรักษาอาการนี้จะชักช้าอยู่ไม่ได้เด็ดขาด
ซือเนี่ยนรีบหยิบเงินเก็บของตัวเองออกมานับ เธอตัดสินใจว่าจะทุ่มเงินก้อนโตเพื่อซื้อของบำรุงชั้นดีมาลองดูสักตั้ง ไม่ลงทุนลงแรงแล้วจะได้กำไรได้ยังไงกัน
ขณะที่ซือเนี่ยนกำลังง่วนอยู่กับการนับทรัพย์สินของตัวเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เธอรีบเก็บเงินเข้าที่แล้วขานรับ “เข้ามาได้ค่ะ”
ตอนแรกเธอนึกว่าจะเป็นเหยาเหยาเสียอีก แต่กลับกลายเป็นโจวเยว่เซินที่ก้าวเข้ามาในห้อง
หลังจากเหตุการณ์ที่เขาบังเอิญเห็นเธอในสภาพเปลือยเปล่าครั้งนั้น โจวเยว่เซินก็ดูจะระมัดระวังตัวมากขึ้น เขาจะเคาะประตูทุกครั้งและรอจนกว่าเธอจะอนุญาตจึงจะเปิดเข้ามา
ซือเนี่ยนเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน ก็เห็นว่าในมือของเขาถืออะไรบางอย่างอยู่
ทุกครั้งที่โจวเยว่เซินก้าวเข้ามาในห้องนี้แล้วเห็นเตียงใหญ่ของตัวเองถูกแทนที่ด้วยผ้าปูที่นอนลายดอกไม้สีชมพูหวานแหวว พร้อมด้วยม่านโปร่งบางราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย เขาก็ยังรู้สึกไม่ชินอยู่ดี ไหนจะกลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้หญิงที่อบอวลอยู่ทั่วห้องอีก
บนพื้นข้างเตียงยังมีพรมขนแกะผืนเล็กวางอยู่ เท้าขาวผ่องของหญิงสาวเหยียบย่ำลงบนนั้นก่อนจะสอดเข้าไปในรองเท้าแตะ ทุกอิริยาบถของเธอล้วนตกอยู่ในสายตาของเขา
“เจ้าใหญ่กับเจ้ารองเป็นยังไงบ้างคะ หายตกใจรึยัง” ซือเนี่ยนยังไม่ลืมภาพเด็กชายทั้งสองที่ตกใจจนหน้าซีดเผือด
โจวเยว่เซินพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินเข้ามาใกล้เธออีกสองก้าว ก่อนจะก้มหน้าลงสนทนาด้วย
“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”
เด็กทั้งสองคนก็คงเข้าใจผิดเหมือนกับเธอ คิดว่าเขาทำร้ายคนอื่นจนอาการสาหัสขนาดนั้นจริงๆ
ซือเนี่ยนลุกขึ้นไปดึงเก้าอี้จากโต๊ะหนังสือมาให้เขานั่ง ส่วนตัวเองก็ทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียง
โจวเยว่เซินเหลือบมองไปบนโต๊ะซึ่งมีหนังสือหนาๆ วางอยู่หลายเล่ม ด้านหน้ายังมีหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาต่อต่างประเทศเปิดค้างไว้อยู่
ช่วงหลังมานี้ กระแสการไปเรียนต่อต่างประเทศกำลังเป็นที่นิยมในเมือง ผู้ที่สำเร็จการศึกษากลับมาล้วนกลายเป็นที่ชื่นชมและเป็นต้นแบบให้ใครต่อใครอยากเจริญรอยตาม สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปทำให้การเรียนต่อต่างประเทศกำลังจะเข้าสู่ยุคที่รุ่งเรืองที่สุด ครอบครัวที่มีฐานะในเมืองต่างพากันส่งลูกหลานไปศึกษาต่อยังต่างแดน
หากซือเนี่ยนไม่ได้เดินทางมาที่ชนบทแห่งนี้ บางทีเธออาจจะมีโอกาสได้ไปเรียนต่อต่างประเทศเหมือนคนอื่นๆ
โจวเยว่เซินละสายตาจากหนังสือ ท่ามกลางความฉงนของซือเนี่ยน เขาล้วงหยิบสมุดบัญชีเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
เขายื่นมันออกมาเบื้องหน้าเธอ นิ้วมือเรียวยาว ข้อนิ้วคมชัด บนหลังมือปรากฏเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดแม้จะไม่ได้ออกแรงก็ตาม นิ้วมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักคีบสมุดบัญชีเล่มนั้นส่งให้เธอ
“นี่เป็นสมุดบัญชีของบ้าน เงินเก็บทั้งหมดที่ผมหามาได้ในช่วงหลายปีมานี้อยู่ในนี้หมดแล้ว ผมให้คุณ”
ซือเนี่ยนถึงกับนิ่งงัน
เธอมองสมุดบัญชีที่ผู้ชายยื่นมาให้พลางอ้าปากค้าง
“ให้ฉันเหรอคะ”
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับ “ปกติผมไม่ค่อยมีเวลา การจะให้เงินคุณทีละครั้งมันค่อนข้างยุ่งยาก สู้ผมเอาสมุดบัญชีให้คุณไปเลยจะดีกว่า อยากใช้อะไรก็ไปถอนเอาเอง จะได้ไม่ลำบาก”
[จบบท]