บทที่ 76: ปฏิบัติการมัดใจ
ความรู้สึกเจ็บหนึบแล่นปราดขึ้นมาในอกของโจวเยว่ตง เด็กชายพบว่าตนเองไม่กล้าแม้แต่จะปล่อยให้ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัวด้วยซ้ำ ความคิดที่ว่า...เธออาจจะไม่กลับมาอีก
อุตส่าห์มีผู้หญิงสักคนที่ยอมทำดีกับพวกเขา แต่เธอกลับไปบ้านของตัวเองเสียแล้ว
เท่าที่เคยได้ยินมา คนที่กลับบ้านแม่ มักจะมีเหตุผลอยู่ไม่กี่อย่าง ไม่ว่าจะทนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ไหว หรือไม่ก็เพราะมีปากเสียงกับพ่อ
อาจเป็นเพราะพ่อของเขาเป็นคนเย็นชาเกินไป เธอถึงได้ทนไม่ไหวจนต้องจากไปใช่ไหม
ภาพของแม่เลี้ยงคนก่อนที่เคยพร่ำบ่นว่าพ่อเป็นคนไร้ความรู้สึก ไม่เคยใส่ใจ ไม่แม้แต่จะนอนด้วยกัน มันต่างอะไรกับการเป็นม่าย ยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ หรือบางทีผู้หญิงคนนี้อาจจะรู้สึกไม่ต่างกัน เธอคงโกรธที่พ่อทำตัวเฉยเมยใส่ ถึงได้หนีกลับบ้านไปแบบนั้น
โจวเยว่ตงข่มตาหลับลงพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งที่เกาะกุมหัวใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น เด็กชายลืมตาตื่นก่อนฟ้าสาง เขามักจะตื่นเร็วกว่าน้องชายราวครึ่งชั่วโมงเพื่อลุกขึ้นมาจัดเตรียมอาหารเช้าเสมอ
สมัยก่อน ในครัวของพวกเขามีเครื่องปรุงอยู่ไม่กี่อย่าง การทำอาหารจึงเป็นไปตามยถากรรม แต่ปัจจุบันนี้มันต่างออกไป ในครัวกลับมีข้าวของเครื่องใช้ครบครันจนแทบไม่มีที่วาง
ซือเนี่ยนเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องความสะอาดและความเป็นระเบียบอย่างที่สุด แม้แต่ขวดเครื่องปรุงรสต่างๆ ก็ยังถูกจัดเรียงไว้อย่างสวยงาม ส่วนพื้นโต๊ะก็ถูกขัดถูจนขึ้นเงา
โจวเยว่ตงเทเส้นบะหมี่ลงในหม้อน้ำเดือด เขาพยายามเลียนแบบท่าทางของซือเนี่ยนตอนทำอาหารอย่างสุดความสามารถ
ซอสถั่วเหลืองหยดหนึ่งกระเด็นลงบนโต๊ะ โจวเยว่ตงรีบคว้าผ้าขี้ริ้วมาเช็ดออกจนสะอาดเอี่ยม แล้วนำไปซักให้เหมือนเดิม
โจวเยว่หานที่เพิ่งตื่นนอน เมื่อได้กลิ่นไข่เจียวหอมกรุ่นก็คิดไปว่าพี่สาวคนสวยกลับมาแล้ว เด็กชายจึงรีบวิ่งตึงตังลงจากชั้นบนมุ่งตรงไปยังห้องครัวด้วยความดีใจ
ทว่าภาพที่เห็นกลับเป็นแผ่นหลังของพี่ชายที่กำลังยืนตักเส้นบะหมี่อยู่หน้าหม้อใบใหญ่ ความผิดหวังฉายชัดขึ้นมาในดวงตาคู่เล็กทันที
ฝีมือทำอาหารของโจวเยว่ตงมีจำกัด ทุกเช้าเขาทำได้แค่ต้มมันเทศกับมันฝรั่งแล้วห่อไปกินที่โรงเรียน แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ที่บ้านมีทั้งนมผงและไข่ไก่มากมาย ซือเนี่ยนมักจะต้มไข่ให้พวกเขาทุกเช้าเสมอ
หลังจากสองพี่น้องจัดการบะหมี่รสชาติธรรมดาจนหมดชาม เขาก็ตักมันเทศกับไข่ต้มที่เหลืออยู่ในหม้อใส่ลงในปิ่นโตของแต่ละคน แล้วบรรจงปิดฝาอย่างแผ่วเบา ไม่เว้นแม้แต่หยดน้ำที่เกาะอยู่บนฝาปิ่นโตก็ยังถูกเช็ดออกจนแห้งสนิท ก่อนจะส่งให้น้องชาย
“พี่ใหญ่...วันนี้ผู้หญิงคนนั้นจะกลับมาไหม” โจวเยว่หานสอดปิ่นโตเข้าไปในกระเป๋านักเรียน พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
โจวเยว่ตงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมาตอบ “เรื่องนั้นคงต้องถามพ่อดู”
คำตอบนั้นทำเอาโจวเยว่หานถึงกับเงียบไป
เป็นจังหวะเดียวกับที่โจวเยว่เซินก้าวลงบันไดมาพอดี เขาจึงได้ยินบทสนทนาของลูกชายทั้งสองคนเข้าอย่างจัง
ชายหนุ่มอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ เขาคาดไม่ถึงเลยว่าซือเนี่ยนจะใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็สามารถซื้อใจลูกชายทั้งสองของเขาไปได้อย่างหมดจด
ผู้หญิงคนก่อนหน้านี้อยู่ที่นี่มาตั้งนาน แต่เด็กทั้งสองไม่เคยแสดงท่าทีผูกพันเช่นนี้ให้เห็นเลยสักครั้ง สำหรับคนน้องอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คนพี่นั้นเป็นเด็กที่โตเกินวัยและยากจะเข้าถึงมาแต่ไหนแต่ไร
เขามักจะตั้งกำแพงและระแวดระวังทุกคนที่เข้าใกล้ ราวกับลูกหมาป่าที่กำลังหวงแหนอาณาเขตของตัวเอง
แต่ครั้งนี้เขากลับไม่มีท่าทีต่อต้านใดๆ เลยสักนิด
เรื่องนี้ทำให้โจวเยว่เซินรู้สึกทึ่งอยู่ไม่น้อย ดูเหมือนว่าเวลาที่เขาไม่อยู่ ซือเนี่ยนคงจะดูแลเด็กๆ ได้ดีเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก
ความคิดของซือเนี่ยนที่ว่าการเอาชนะใจน้องสาวและน้องชายก็เท่ากับการเอาชนะใจโจวเยว่ตงนั้นดูเหมือนจะได้ผลดีเกินคาด
“ไปกันเถอะ เดี๋ยวพ่อไปส่งที่โรงเรียน” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำขณะเดินลงมาถึงชั้นล่าง
เด็กชายทั้งสองรีบก้าวตามแผ่นหลังกว้างของผู้เป็นพ่อไป
“พ่อครับ คุณครูบอกว่าจะมีประชุมผู้ปกครอง ให้พ่อกับแม่ไปร่วมประชุมที่โรงเรียนด้วยครับ”
โจวเยว่หานปีนขึ้นไปนั่งซ้อนด้านหน้าบนรถมอเตอร์ไซค์คันเก่งของพ่ออย่างคุ้นเคย เด็กชายซุกตัวเข้าหาอกอุ่นๆ ที่แข็งแกร่งนั้น เขารักสัมผัสนี้เหลือเกิน มันช่างอบอุ่นและให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก ทุกครั้งที่เขาไปโรงเรียนด้วยท่านี้ เพื่อนๆ ต่างก็พากันมองด้วยความอิจฉา เมื่อได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ความประหม่าก็ค่อยๆ เลือนหายไป เขาจึงกล้าที่จะเอ่ยปากพูดคุยกับพ่อมากขึ้น
โจวเยว่เซินนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะถามกลับ “เมื่อไหร่ล่ะ”
“วันจันทร์หน้าครับ”
ชายหนุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงทุ้มของเขาดังแข่งกับเสียงเครื่อง “วันจันทร์พ่อต้องไปส่งของ”
สีหน้าของโจวเยว่หานสลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่แล้วประโยคถัดมาของพ่อก็ทำให้ความหวังของเขาสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง “แต่ให้แม่ของลูกไปแทนก็ได้”
“แม่เหรอครับ” โจวเยว่หานทวนคำนั้นเบาๆ ราวกับเป็นคำศัพท์ใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ใช่ พ่อจะแต่งงานกับเธอ ต่อไปนี้เธอจะเป็นแม่ของพวกลูก” โจวเยว่เซินอธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง
เขากำลังเป็นกังวลว่าลูกๆ อาจจะยังยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ และเตรียมจะหาคำพูดมาอธิบายเพิ่มเติม แต่แล้วลูกชายตัวน้อยในอ้อมแขนก็เอ่ยถามขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“พ่อครับ...ผมเรียกเธอว่าแม่ได้จริงๆ เหรอครับ”
โจวเยว่เซินพยักหน้ารับ “แน่นอนสิ”
“แล้ว...เธอจะไม่โกรธเหรอครับ” โจวเยว่หานยังคงไม่มั่นใจ
“ไม่หรอก”
“ถ้าอย่างนั้น...เธอจะไปประชุมผู้ปกครองให้ผมได้ไหมครับ” แค่คิดว่าถ้าเพื่อนๆ ได้รู้ว่าเขามีแม่ที่สวยขนาดนี้ เขาจะต้องกลายเป็นคนที่เจ๋งที่สุดในโรงเรียนอย่างแน่นอน
ใบหน้าเล็กๆ ของโจวเยว่หานแดงก่ำขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
“อืม...” ถึงคราวที่โจวเยว่เซินต้องเงียบไปบ้าง ซือเนี่ยนบอกว่าจะกลับไปแค่สองวัน แต่ก็ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะกลับมาเมื่อไหร่กันแน่
เขาก้มลงมองใบหน้าเล็กๆ ของลูกชายที่กำลังแหงนมองเขาด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง หลังจากลังเลอยู่เพียงครู่เดียว เขาก็ตัดสินใจ “พรุ่งนี้เป็นวันหยุด พ่อจะพาพวกลูกไปหาเธอที่บ้าน พอไปถึงก็ลองถามดูเองแล้วกัน”
“เย้!”
เพียงได้ยินว่าจะได้ไปบ้านของซือเนี่ยน โจวเยว่หานก็โห่ร้องออกมาด้วยความดีใจอย่างเก็บไม่อยู่
โจวเยว่เซินมองลูกชายแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว เขาไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะหลงรักซือเนี่ยนได้มากขนาดนี้ คนน้องเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย แค่มีคนทำดีด้วยนิดหน่อยก็พร้อมจะมอบหัวใจให้ทั้งดวง
ส่วนคนพี่ แม้จะนิ่งเงียบไม่พูดอะไร แต่สัมผัสจากวงแขนที่โอบกอดเอวของเขาอยู่กลับกระชับแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
น่าเสียดายที่โจวเยว่เซินไม่มีโอกาสได้เห็น โจวเยว่ตงซึ่งซบหน้าอยู่กับแผ่นหลังกว้างของพ่อ แม้จะไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา แต่ดวงตาที่เคยฉายแววแข็งกร้าวราวกับหมาป่า บัดนี้กลับทอประกายสดใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เจ้าต้าหวงผู้น่าสงสารได้แต่มองตามทุกคนในบ้านที่ทยอยกันออกไปจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับไปทิ้งตัวนอนลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก ในอ้อมแขนของมันยังคงกอดกระดูกหมูชิ้นโปรดที่ซือเนี่ยนเคยให้ไว้จนขึ้นเงาวับ มันแลบลิ้นเลียริมฝีปากสองสามครั้ง ก่อนจะหลับตาลงพักผ่อน
***
ซือเนี่ยนเองก็ไม่แน่ใจว่าเธอได้รับอิทธิพลจากเด็กๆ บ้านโจวมาหรืออย่างไร ระยะหลังมานี้เธอจึงตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่เป็นประจำ
วันนี้ก็เช่นกัน ขณะที่แม่หลินเพิ่งจะลุกขึ้นมาเตรียมอาหารเช้าให้ลูกชายฝาแฝด เธอก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
แม่หลินเห็นลูกสาวก็อดแปลกใจไม่ได้ “เนี่ยนเนี่ยน ตื่นแล้วเหรอลูก ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อยล่ะ”
“หนูตื่นแล้วค่ะแม่”
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นน้องชายฝาแฝดที่กำลังนั่งกินบะหมี่อยู่บนเก้าอี้เตี้ยๆ ในครัว ภาพนั้นทำให้เธอนึกถึงสองพี่น้องโจวเยว่ตงกับโจวเยว่หานขึ้นมาจับใจ แม้ที่บ้านจะมีทุกอย่างพร้อม แต่เด็กทั้งสองก็ยังต้องตื่นมาต้มมันเทศกับมันฝรั่งกินกันเองทุกเช้า
ตอนนี้เธอไม่อยู่บ้าน ป่านนี้สองคนนั้นก็คงจะทำอะไรง่ายๆ กินกันตามประสาเหมือนเดิม
ความคิดนั้นทำให้เธอรู้สึกสงสารเด็กทั้งสองขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
ซือเนี่ยนตั้งใจไว้ว่าหากเธอสนิทสนมกับเจ้าตัวเล็กทั้งสองมากกว่านี้เมื่อไหร่ เธอจะต้องสอนให้พวกเขาทำอาหารให้เป็นให้ได้ ผู้ชายที่ทำอาหารเป็นและรู้จักดูแลบ้านช่อง จะหาภรรยาในอนาคตได้ง่ายกว่าคนอื่นเป็นไหนๆ
จะไปมัวสนใจเรื่องการวิจัย หรือเรื่องอันธพาลอะไรนั่นให้เสียเวลาทำไมกัน
หลินเฟิงกับหลินอวี่ได้แต่นั่งมองพี่สาวอย่างเงียบๆ และระแวดระวัง นี่เป็นเพียงครั้งที่สองเท่านั้นที่ซือเนี่ยนกลับมาเยี่ยมบ้าน ระยะเวลาที่ไม่เจอกันทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยห่างเหินอยู่แล้ว ยิ่งดูแปลกหน้ามากขึ้นไปอีก
บรรยากาศของความเงียบเข้าครอบงำสามพี่น้องที่ไม่เคยได้พูดคุยกันอย่างจริงจังเลยสักครั้ง
แม่หลินเห็นท่าไม่ดีจึงรีบดึงให้ซือเนี่ยนนั่งลง ก่อนจะลุกไปลวกบะหมี่ชามโตมาให้ พร้อมกับเพิ่มไข่ไก่ให้อีกหนึ่งฟองเป็นพิเศษ
ซือเนี่ยนมองไข่ในชามของตัวเองสลับกับชามของน้องชายทั้งสองที่ไม่ปรากฏวี่แววของไข่แม้แต่ซีกเดียวแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ครอบครัวอื่นมักจะรักลูกชายมากกว่าลูกสาว แต่ทำไมพอมาถึงบ้านหลิน กลับกลายเป็นว่าให้ความสำคัญกับลูกสาวมากกว่าลูกชายไปได้
[จบบท]