บทที่ 81: การปรากฏตัวที่ไม่คาดฝัน
ทำไมเด็กสองคนนี้ถึงให้ความรู้สึกคล้ายกันจังนะ
หลินเฟิงเหลือบมองโจวเยว่ตงอีกครั้งแล้วก็ต้องแปลกใจ แม้จะอยู่ในวัยเดียวกัน แต่โจวเยว่ตงกลับให้ความรู้สึกที่โตเกินวัยอย่างน่าประหลาด
เด็กชายขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด เขาไม่เหมือนน้องชายที่ยังสับสนกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เมื่อพี่สาวแต่งงานกับพ่อของโจวเยว่ตง ก็หมายความว่าพี่สาวกลายเป็นแม่เลี้ยงของเขา และนั่นก็หมายความว่า ตัวเขากลายเป็นผู้ใหญ่ของโจวเยว่ตงไปแล้ว
โจวเยว่ตงอายุมากกว่าเขาตั้งหนึ่งปี แต่กลับต้องมาเรียกเขาซึ่งอยู่แค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ว่าน้าชายอย่างนั้นหรือ
แล้วเขาควรจะรับไหว้ดีหรือไม่
หลินเฟิงผู้มีความคิดอ่านเกินวัยเริ่มครุ่นคิดถึงเรื่องราวในอนาคตอย่างจริงจัง
ขณะที่เด็กแต่ละคนต่างมีความคิดในใจ แม่หลินก็เชิญโจวเยว่เซินเข้าไปในตัวบ้าน พร้อมกับกำชับให้ลูกชายทั้งสองดูแลพี่น้องตระกูลโจวให้ดี
“ห้ามรังแกพี่ใหญ่กับพี่รองนะ เข้าใจไหม” ก่อนจะเดินลับเข้าไปในบ้าน เธอยังไม่วายหันกลับมากำชับเสียงเข้ม
ทันทีที่ผู้ใหญ่ลับสายตา หลินอวี่ผู้ซุกซนก็ก้าวออกมายืนเท้าสะเอว มองเด็กชายสองคนที่ตัวเล็กกว่าพลางเชิดคางขึ้นถาม “นี่ ทำไมแม่ฉันต้องเรียกพวกเธอว่าพี่ใหญ่กับพี่รองด้วย”
โจวเยว่หานมองเขาอย่างงุนงง ก่อนจะหันไปสบตาพี่ชาย เมื่อเห็นว่าพี่ไม่ตอบ เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใสซื่อ “เพราะใครๆ ก็บอกว่าพ่อของพวกเราเป็นพี่ใหญ่ พวกเราเป็นลูกชาย ก็เลยถูกเรียกว่าพี่ใหญ่กับพี่รองไปด้วย”
คำตอบนั้นทำให้หลินเฟิงรู้สึกอิจฉาที่สองพี่น้องมีพ่อที่ดูองอาจผ่าเผยและน่าเกรงขาม
ยิ่งเมื่อเห็นน้องสาวหน้าตาน่ารักในอ้อมแขนของทั้งสองคน ความอิจฉาก็ยิ่งทวีคูณ จนเผลอพึมพำออกมา “ฉันจะให้พ่อกับแม่มีน้องสาวน่ารักๆ แบบนี้ให้ได้เลย”
โจวเยว่หานได้ยินดังนั้นจึงชูน้องสาวในอ้อมแขนขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “พ่อแม่ของฉันไม่ต้องลำบาก ฉันก็มีน้องสาวแล้ว เห็นไหมล่ะ”
คำพูดนั้นทำเอาหลินอวี่โกรธจนลมออกหู “ก็แค่น้องสาวไม่ใช่หรือไง เดี๋ยวฉันจะให้แม่มีให้ดูเดี๋ยวนี้แหละ”
พูดจบเขาก็วิ่งกระทืบเท้าเข้าไปในบ้าน แล้วตะโกนเสียงดังลั่น “แม่ครับ! แม่!”
แม่หลินซึ่งกำลังพูดคุยกับลูกสาวและลูกเขยอยู่ถึงกับสะดุ้ง เมื่อถูกเสียงดังของลูกชายขัดจังหวะ เธอก็ยกมือฟาดลงบนแผ่นหลังของเขาไปหนึ่งที “เจ้าเด็กบ้า ตะโกนโหวกเหวกอะไรกัน”
“แม่ครับ รีบมีน้องสาวให้ผมหน่อย ผมอยากมีน้องสาว” หลินอวี่บอกด้วยน้ำเสียงเจือความน้อยใจ
คำพูดนั้นทำให้ผู้เป็นแม่หน้าแดงก่ำ อยากจะจับลูกชายตัวดีกลับเข้าไปในท้องแล้วหลอมสร้างขึ้นมาใหม่เสียจริง
“เจ้าเด็กโง่ คิดว่าน้องสาวอยากจะมีก็มีได้เลยหรือไง รีบออกไปเล่นข้างนอกเลยนะ”
แค่ลูกชายสองคนนี้ เธอก็มีตอนอายุมากแล้ว หากจะมีอีกสักคนตอนนี้คงไม่วายถูกชาวบ้านนินทาจนหูชาเป็นแน่
หลินอวี่เดินคอตกออกจากบ้านด้วยความผิดหวัง หัวใจของเขาราวกับแตกสลาย
คนอื่นมีทั้งรถมอเตอร์ไซค์และน้องสาว แต่เขากลับไม่มีอะไรเลยสักอย่าง
เหตุใดโลกนี้จึงมีคนที่น่าสงสารอย่างเขาอยู่ด้วยนะ
ขณะที่หลินอวี่กำลังจมอยู่กับความเศร้า เสียงแตรของรถยนต์ก็ดังขึ้นที่หน้าประตู
เขามองออกไปอย่างสงสัย ก่อนจะเห็นหลินซือซือ พี่สาวบุญธรรมที่เคยทอดทิ้งพวกเขาก้าวลงมาจากรถเก๋งคันงาม
หลินซือซือในวันนี้แตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง เธอสวมชุดเดรสสไตล์ตะวันตก รองเท้าหนังเล็กกะทัดรัด บนศีรษะยังมีหมวกประดับดอกไม้ ส่วนบนใบหน้าก็แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแปลกตา ดูคล้ายตัวตลกในคณะละครสัตว์
จากอีกฟากของรถ ชายหนุ่มในเครื่องแบบทหารก็ก้าวลงมาด้วยท่าทางน่าเกรงขาม
หลินอวี่สะดุ้งเฮือก ความเศร้าเมื่อครู่เลือนหายไปจนหมดสิ้น เขารีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้านพร้อมกับตะโกนเสียงดังอีกครั้ง “แม่ครับ! แม่!”
การถูกขัดจังหวะซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้แม่หลินโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เธอกำลังจะยกมือขึ้นสั่งสอนลูกชายตัวดีให้หลาบจำ แต่แล้วเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
“แม่คะ หนูมาเยี่ยมค่ะ”
แม่หลินเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นลูกสาวบุญธรรมในชุดที่สวยงามเป็นพิเศษ
เธอดูแลเอาใจใส่ลูกสาวคนนี้มาอย่างดี แม้ผิวจะคล้ำแดดไปบ้าง แต่ก็ยังคงงดงามกว่าหญิงสาวคนอื่นในหมู่บ้าน และมักจะได้รับคำชมอยู่เสมอ
เมื่อได้เครื่องแต่งกายที่ทันสมัยมาช่วยเสริม ก็ยิ่งทำให้เธอดูโดดเด่นขึ้นไปอีก
หากเป็นสถานการณ์ปกติ แม่หลินคงจะตื่นตะลึงในความงามของลูกสาวบุญธรรมคนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่หลังจากได้เห็นความงามสะกดตาของลูกสาวแท้ๆ แล้ว พอมามองหลินซือซืออีกครั้งก็รู้สึกว่ามันดูประดักประเดิดเกินงามไปหน่อย การแต่งกายของเธอดูไม่เข้ากับบุคลิกของเธอเลยแม้แต่น้อย
ยังไม่ทันที่แม่หลินจะทันได้ตั้งตัว ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในเครื่องแบบทหารก็ก้าวตามหลังหลินซือซือเข้ามา รูปลักษณ์และท่วงท่าของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ใช่คนธรรมดา
ความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในหัวทำให้สีหน้าของเธอเปลี่ยนไป ก่อนจะได้ยินเสียงของหลินซือซือเอ่ยขึ้น “อ้าว บังเอิญจังเลยค่ะ พี่ซือเนี่ยนก็อยู่ด้วย พวกเราตั้งใจมารับพี่ไปในเมืองค่ะ”
ซือเนี่ยนเพิ่งจะลวกบะหมี่ชามร้อนๆ ให้โจวเยว่เซินเสร็จ เธอกำลังนั่งอยู่ตรงข้ามเขาเมื่อเห็นคนทั้งสองเดินเข้ามา
ก่อนหน้านี้หลินซือซือเคยมาประกาศกร้าวว่าจะพาฟู่หยางมาเพื่อไปถ่ายรูปแต่งงานด้วยกันกับเธอ
ในตอนแรกซือเนี่ยนคิดว่าด้วยความรังเกียจที่ฟู่หยางมีต่อเจ้าของร่างเดิม เขาคงไม่มีทางยอมมาด้วยอย่างแน่นอน แต่ไม่คาดคิดว่าหลินซือซือจะทำสำเร็จจริงๆ
สมแล้วที่เป็นนางเอกของเรื่อง สามารถทำให้พระเอกยอมทำอะไรพิเศษให้ได้ขนาดนี้ ซือเนี่ยนอดที่จะนับถือในความสามารถของเธอไม่ได้
ปฏิกิริยาของซือเนี่ยนไม่ได้เป็นไปอย่างที่หลินซือซือคาดหวัง ไม่มีความอิจฉาริษยาหรือความตื่นตระหนกใดๆ ทั้งสิ้น เธอไม่ได้ลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ เธอเพียงใช้ตะเกียบคีบไข่ดาวที่ทอดเตรียมไว้ก่อนแล้วใส่ลงในชามของโจวเยว่เซิน ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล “ได้สิ พอดีเรากำลังจะเข้าเมืองเหมือนกัน เชิญนั่งก่อน”
เธอพูดด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับเป็นเจ้าของบ้าน
โจวเยว่เซินใช้มือข้างเดียวถือตะเกียบ กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายของซือเนี่ยนลอยมาแตะจมูกยามที่เธอขยับตัว เขาคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก สันกรามคมคายขยับขึ้นลงขณะเคี้ยว สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ดูจริงใจไร้การเสแสร้ง
หลินซือซือกัดฟันกรอด เธอเชื่อว่าซือเนี่ยนกำลังแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกรู้สา และเธอจะคอยดูว่าจะทนไปได้อีกนานแค่ไหน
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน ฟู่หยางก็เห็นภาพซือเนี่ยนนั่งส่งยิ้มให้โจวเยว่เซิน ดวงตาของเธออ่อนโยนราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ
เขาคงจะเสียสติไปแล้วแน่ๆ ไม่เช่นนั้นเหตุใดภาพตรงหน้าจึงทิ่มแทงหัวใจของเขาได้ถึงเพียงนี้
ท่าทีของซือเนี่ยนนั้นตรงกันข้ามกับที่เขาคาดการณ์ไว้อย่างสิ้นเชิง ไม่มีความตกใจแม้แต่น้อย ราวกับว่าเธอรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความรู้สึกพ่ายแพ้ที่ไม่คาดคิดนี้ทำให้ในใจของเขาปั่นป่วนอย่างรุนแรง
แล้วเขาก็หันไปมองชายผู้นั้น ซึ่งดูแล้วอายุอานามน่าจะมากกว่าเขาเสียอีก
เธอพอใจผู้ชายแบบนี้จริงๆ งั้นเหรอ หรือว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงการแสดงเพื่อตั้งใจยั่วโมโหและแก้แค้นที่เขาเคยเมินเฉยต่อเธอ
ฟู่หยางขมวดคิ้วมุ่น ไม่สามารถยอมรับภาพที่เธอปรนนิบัติชายอื่นต่อหน้าต่อตาเขาได้
สายตาที่จ้องมองอย่างไม่ปิดบังนั้น ทำให้โจวเยว่เซินต้องละสายตาจากซือเนี่ยนแล้วปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตาผ่านเครื่องแบบทหารบนร่างของฟู่หยางอย่างเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น
แววตาเช่นนี้ทำให้ฟู่หยางต้องหรี่ตาลง เขาสัมผัสได้ถึงรังสีคุกคามอันตรายที่ไม่น่าพึงประสงค์ ซึ่งเป็นรังสีที่หาไม่ได้จากคนทั่วไป นอกจากทหารผ่านศึกที่กรำศึกมาอย่างโชกโชนเท่านั้น และบัดนี้เขากลับสัมผัสมันได้จากชายผู้นี้
ฟู่หยางพิจารณาชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่สบายใจที่เพิ่มทวีขึ้น
“ในเมื่อพวกคุณยังจะกินข้าวกันต่อ งั้นพวกเราไปก่อนดีกว่า ผมมีธุระต้องทำ ไม่มีเวลามานั่งรออะไรชักช้าอยู่ที่นี่หรอก” เขาประกาศด้วยท่าทีหยิ่งผยองเช่นเคย
เขาจะทำให้ซือเนี่ยนได้เห็นความแตกต่างระหว่างเขากับผู้ชายคนนั้นอย่างชัดเจน
หากเขาจะไป เธอย่อมต้องทนไม่ไหวและรีบตามเขาไปอย่างแน่นอน
ฟู่หยางกลับไปที่รถด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม หลินซือซือรีบเดินตามไปติดๆ
ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากถามอะไร ฟู่หยางก็หันหน้ามา แต่สายตาของเขากลับมองเลยผ่านเธอไปยังด้านนอกรถ
ซือเนี่ยนกำลังเดินออกมา
เธอสวมกางเกงยีนส์เรียบๆ กับรองเท้าหนังคู่โปรด
โจวเยว่เซินเดินตามหลังออกมา ในมือของเขาถือกระเป๋าสะพายของเธอ
ภาพที่ดูขัดแย้งแต่กลับลงตัวอย่างน่าประหลาดนั้นทำให้หลินซือซือรู้สึกแสบตาขึ้นมาเล็กน้อย
ฟู่หยางสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยท่าทีคล้ายจะประชด
หลินซือซือแสร้งทำเป็นกระวนกระวาย แต่ในใจกลับลิงโลด
ในเมื่อฟู่หยางไม่ยอมให้พวกเขาขึ้นรถ ก็คงต้องเดินเข้าเมืองกันเองแล้วสินะ
เธอหันไปมองปฏิกิริยาของซือเนี่ยนโดยสัญชาตญาณ แต่กลับเห็นว่าทั้งสองคนเดินไปยังอีกทิศทางหนึ่ง
หลินซือซือยืนนิ่งงัน ขณะที่ฟู่หยางจ้องมองภาพในกระจกหลังไม่วางตา
วินาทีต่อมา ภาพในกระจกหลังก็ปรากฏรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งที่จอดอยู่ริมถนนและถูกขัดล้างจนสะอาดเอี่ยม
โจวเยว่เซินใช้มือเพียงข้างเดียวอุ้มซือเนี่ยนขึ้นไปนั่งบนรถอย่างง่ายดาย
[จบบท]