บทที่ 87 เสียงเรียกจากหัวใจของเสี่ยวหาน
“เมื่อสักครู่เธอเรียกน้าว่าอะไรนะ” น้ำเสียงของซือเนี่ยนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
โจวเยว่หานที่ยืนอยู่ตรงหน้าถึงกับตัวแข็งทื่อไปทั้งตัว เพิ่งจะรู้ตัวว่าเสียงที่เล็ดลอดออกมาเมื่อครู่นี้คือคำว่า “แม่” ที่เขาเฝ้าพร่ำเรียกอยู่ในใจมาตลอด ความรู้สึกร้อนรนแผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าพ่อจะเคยบอกให้เขาเรียกผู้หญิงคนนี้แบบนั้นได้ แต่เขาก็ไม่เคยมีความกล้าพอที่จะเอ่ยมันออกมาเลยสักครั้งเดียว
คำสั้นๆ ที่ทั้งแปลกหน้าแต่กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดใจนี้ เขาทำได้เพียงแค่ทบทวนมันซ้ำไปซ้ำมาอยู่ภายในความคิดของตัวเองเท่านั้น
ใครจะคิดว่าคำง่ายๆ เพียงแค่พยางค์เดียวจะเอื้อนเอ่ยออกมาได้ยากเย็นแสนเข็ญถึงเพียงนี้
ใบหน้าเล็กๆ ของโจวเยว่หานซีดขาวลงอย่างเห็นได้ชัด ความกลัวเกาะกุมหัวใจของเขาจนสั่นสะท้าน เขากลัวเหลือเกินว่าแม่เลี้ยงคนใหม่จะรู้สึกรังเกียจเขาขึ้นมา
ภาพความทรงจำในอดีตที่เขาเคยทำตัวน่ารังเกียจและนิสัยเสียสารพัดย้อนกลับเข้ามาในหัว โดยเฉพาะเรื่องที่เขาเป็นต้นเหตุทำให้เธอต้องถูกย่าหลิวผลักจนล้มลงไปกองกับพื้น
ไม่ใช่แค่เรื่องนั้น แต่คนอื่นๆ ในหมู่บ้านต่างก็ไม่ชอบพวกเขา แถมยังมองว่าพวกเขาเป็นภาระและตัวถ่วงของพ่ออีกด้วย
ดวงตาคู่เล็กที่สั่นระริกของเขาเหลือบไปมองพี่ชายราวกับจะขอความช่วยเหลือ
โจวเยว่ตงยืนขบกรามของตัวเองจนเป็นสันนูน เขาไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แต่ภายในใจของเขาก็รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดไม่ต่างจากน้องชาย ตอนที่ได้ยินเสียงเรียกขานนั้นดังออกมา
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดลงอย่างน่าอึดอัด
แม้แต่โจวเสี่ยวเหยาที่กำลังนอนเล่นอยู่บนโซฟาก็ยังรับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น หนูน้อยหยุดเคี้ยวขนมปังกรอบในมือแล้วหันมามองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
ซือเนี่ยนมองเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันของเด็กทั้งสองคนก็ตระหนักได้ในทันทีว่าปฏิกิริยาของเธออาจทำให้พวกเขาตกใจ เธอจึงรีบย่อตัวลงแล้วยื่นมือไปลูบศีรษะของลูกชายคนรองอย่างแผ่วเบา เส้นผมสั้นๆ ที่เพิ่งขึ้นใหม่ให้สัมผัสที่แข็งเล็กน้อย เธอยังรับรู้ได้ถึงความตึงเครียดที่ส่งผ่านมาทางหนังศีรษะของเขา
เด็กน้อยกำลังหวาดกลัวอย่างแท้จริง
เธอจึงปรับเปลี่ยนน้ำเสียงของตัวเองให้อ่อนโยนลงกว่าเดิมก่อนจะเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม “เสี่ยวหาน เรียกแม่อีกสักครั้งได้ไหมครับ”
โจวเยว่หานเบิกตากว้างขึ้นกว่าเดิม ม่านตาของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง “มะ...แม่ครับ”
“เด็กดีมาก” ซือเนี่ยนกล่าวชมพร้อมกับหยิบลูกอมออกมาจากกระเป๋าเพื่อมอบให้เขาเป็นรางวัล
ถึงแม้ว่าที่บ้านจะมีลูกอมที่ซื้อเก็บไว้แล้วก็ตาม แต่ซือเนี่ยนก็ไม่เคยให้เด็กๆ กินบ่อยนัก เพราะเธอรู้ดีว่าการกินของหวานมากเกินไปจะส่งผลเสียทำให้ฟันผุได้
เธอจะมอบให้เป็นรางวัลแค่เพียงคนละสองเม็ดก็ต่อเมื่อพวกเขาช่วยทำงานบ้านเท่านั้น
เด็กทั้งสองคนก็เป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายมาก ต่อให้เธอจะวางลูกอมทิ้งไว้บนตู้ ถ้าเธอไม่อนุญาต พวกเขาก็จะไม่แอบหยิบไปกินเองโดยเด็ดขาด เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับการอบรมสั่งสอนของโจวเยว่เซิน ถึงเขาจะไม่ใช่คนละเอียดอ่อนอะไรนัก แต่เรื่องการสอนลูกนั้นเขาทำได้ดีอย่างไม่มีที่ติ
โจวเยว่หานรู้สึกดีใจจนทำอะไรไม่ถูก เขายื่นมือทั้งสองข้างออกไปรับลูกอมนมยี่ห้อต้าไป๋ทู่ที่อยู่ในมือของซือเนี่ยนอย่างนอบน้อม
“แล้วเสี่ยวหานรู้ไหมว่าเห็ดในป่าตรงไหนมีเยอะที่สุด” ซือเนี่ยนเอ่ยถามพลางลูบศีรษะของเขาอีกครั้ง
โจวเยว่หานพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน เขาขยับเข้าไปใกล้เธออีกสองก้าว ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายแห่งความหวัง “แม่ครับ ผมรู้ทาง ผมพาแม่ไปได้นะ”
“ได้สิ งั้นเสี่ยวหานไปกับแม่นะ”
หัวใจของซือเนี่ยนพองโตจนแทบจะละลาย เด็กน้อยที่เธอใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อพิชิตใจช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน ในที่สุดเธอก็ได้เข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่ที่รักลูกสุดหัวใจก็วันนี้เอง
“แม่จ๋า แม่จ๋า” เสียงเรียกของเด็กน้อยอีกคนที่อยู่บนโซฟาทำให้ซือเนี่ยนต้องหันไปมอง หนูน้อยกำลังอ้าแขนออกกว้างเพื่อรอให้คนไปอุ้ม
ปากเล็กๆ นั่นกำลังพยายามออกเสียงเรียกเธออย่างไม่ชัดถ้อยชัดคำ
เวลาว่างซือเนี่ยนมักจะสอนให้โจวเสี่ยวเหยาเรียกแม่ แต่หลังจากที่หนูน้อยทำสำเร็จในครั้งแรก เธอก็ไม่เคยเรียกแม่อีกเลย ไม่น่าเชื่อว่าเสียงเรียกของพี่ชายคนรองจะเป็นตัวกระตุ้นให้น้องสาวเรียกเป็นไปด้วย
โจวเยว่ตงรีบเดินเข้าไปอุ้มน้องสาวขึ้นมาแนบอก พร้อมกับแอบชำเลืองมองซือเนี่ยนเป็นระยะ
ลึกๆ แล้วเขาก็อยากจะไปกับเธอด้วย แต่ความเขินอายทำให้เขาไม่กล้าที่จะเอ่ยปากขอ
ตามแผนเดิมซือเนี่ยนตั้งใจจะให้ลูกชายคนรองไปเป็นเพื่อนแค่คนเดียวก็เพียงพอแล้ว เพราะการปีนเขาไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งต้องพาโจวเสี่ยวเหยาไปด้วยก็ยิ่งเพิ่มความลำบากมากขึ้นไปอีก แต่พอได้สบเข้ากับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของโจวเยว่ตง คำปฏิเสธที่เตรียมไว้ก็พลันหายไปจนหมดสิ้น
“เสี่ยวตง งั้นลูกจูงมือน้องนะ เราจะไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ”
ดวงตาของโจวเยว่ตงเปล่งประกายเจิดจ้า เขาพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น
ซือเนี่ยนพาเด็กน้อยทั้งสามคนเดินตรงไปยังประตู แต่ยังไม่ทันจะก้าวพ้นธรณีประตู ต้าหวงก็ลุกขึ้นยืนขวางทางไว้
ซือเนี่ยน: “...” ให้ตายเถอะ นี่มันจะไม่มีวันจบสิ้นใช่ไหม
แต่เมื่อได้เห็นเจ้าสุนัขตัวใหญ่ที่ถูกล่ามโซ่เหล็กพยายามดึงตัวเองให้เดินมาทางนี้พร้อมกับกระดิกหางไปมาอย่างน่าสงสาร หัวใจของซือเนี่ยนก็อ่อนยวบลงอย่างช่วยไม่ได้
หลายวันที่ผ่านมาพวกเขาไม่อยู่บ้าน ต้าหวงคงจะเหงามากที่ต้องอยู่บ้านตามลำพัง แถมยังถูกล่ามไว้ที่หน้าประตูทุกวันอีก ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนาจริงๆ
ด้วยเหตุนี้ซือเนี่ยนจึงตัดสินใจโบกมือเป็นสัญญาณ ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงจึงได้ฤกษ์ออกเดินทางกันทั้งบ้าน!
ทันทีที่โซ่ถูกปลดออก ต้าหวงก็แสดงความดีใจด้วยการส่ายหางอย่างร่าเริงแล้ววิ่งวนไปรอบๆ ตัวทุกคน
โจวเยว่ตงกับโจวเยว่หานรักเจ้าสุนัขตัวนี้มาก พวกเขาถึงกับช่วยกันอุ้มโจวเสี่ยวเหยาขึ้นไปขี่บนหลังของมันอย่างสนุกสนาน
โจวเยว่หานวิ่งกลับเข้าไปในบ้านแล้วหยิบตะกร้าใบเล็กสำหรับใส่ของป่าออกมา
“แม่ครับ ผมช่วยถือเอง” ดวงตาทั้งสองข้างของเขาส่องประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงตะวันบนฟากฟ้าเสียอีก
ซือเนี่ยนยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าตอบรับ หลังจากล็อกประตูบ้านเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดก็มุ่งหน้าไปยังภูเขาใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน
เมื่อคืนนี้ฝนเพิ่งตกหนักไป ทำให้ในภูเขายามนี้ยังคงอบอวลไปด้วยไอหมอก แม้ว่าตอนนี้จะไม่ใช่เวลาเช้าแล้ว แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังคงขะมักเขม้นอยู่กับการทำงานในไร่นา
ซือเนี่ยนเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าครอบครัวของโจวเยว่เซินดูเหมือนจะไม่ได้ทำอาชีพเกษตรกรรม
ในยุคสมัยที่แทบทุกครัวเรือนยังคงทำไร่ไถนาเพื่อเลี้ยงชีพ แต่โจวเยว่เซินกลับไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องนี้เลยสักครั้ง มันทำให้เธออดสงสัยไม่ได้ จริงๆ แล้วซือเนี่ยนค่อนข้างชอบชีวิตแบบเรียบง่าย เธอฝันอยากจะมีสวนผักผลไม้เล็กๆ เป็นของตัวเอง
หมู่บ้านซิ่งฝูตั้งอยู่ติดกับเชิงเขา ส่วนบ้านของตระกูลโจวก็อยู่ไม่ไกลจากทางเข้าหมู่บ้านมากนัก ทำให้การเดินทางไปยังตีนเขาใช้เวลาเพียงไม่นาน
แต่สภาพอากาศบนภูเขากลับชื้นแฉะอย่างไม่น่าเชื่อ นี่ขนาดเป็นเวลาเที่ยงวันแล้วก็ยังเต็มไปด้วยหมอกหนา ตอนแรกเธอยังกังวลว่าเด็กๆ จะเดินไม่ไหว แต่กลายเป็นว่าคนที่หมดแรงก่อนใครเพื่อนคือตัวเธอเอง
หลังจากปีนขึ้นมาได้เพียงไม่นาน ซือเนี่ยนก็เหนื่อยหอบจนเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นเต็มใบหน้า ไอหมอกที่ลงจัดทำให้เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่เปียกชื้นไปหมด
ในขณะที่เด็กชายทั้งสองคนกับสุนัขหนึ่งตัวที่รับหน้าที่ดูแลโจวเสี่ยวเหยาซึ่งเดินนำหน้าไปก่อนนั้นกลับไม่มีใครแสดงอาการเหนื่อยหอบออกมาเลยแม้แต่น้อย
ซือเนี่ยนต้องใช้มือเท้าสะเอวเพื่อพยุงตัวเองให้ยืนนิ่งๆ แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ จังหวะเดียวกันกับที่เด็กๆ ซึ่งอยู่ข้างหน้าหันกลับมามอง เธอจึงรีบยืดตัวตรงแล้วแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากเดินต่อไปอีกประมาณสิบกว่านาที ในที่สุดพวกเขาก็ขึ้นมาถึงยอดเขา เธอใช้หลังมือปาดเหงื่อออกจากใบหน้าแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ บนภูเขาแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติมากมาย ยิ่งในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวแบบนี้ยิ่งสามารถพบเห็นพืชพรรณนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นลูกไหนป่า ผักป่า ผลไม้ป่า หรือแม้แต่เห็ดต่างๆ
แต่น่าเสียดายที่ผลไม้ป่าอย่างลูกไหนและแอปเปิลที่เห็นได้ชัดเจนนั้นถูกเด็กๆ ในหมู่บ้านเก็บไปจนเกลี้ยงแล้ว ซือเนี่ยนยังสังเกตเห็นต้นตั่งเซินซึ่งเป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ก็ถูกขุดรากถอนโคนไปจนหมด
เฮ้อ ชาวบ้านที่นี่ไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย ของดีๆ แบบนั้นที่ไหนจะเหลือรอดมาถึงมือเธอได้
แต่โชคยังดีที่เห็ดซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของเธอยังคงมีให้เห็นอยู่ทั่วไป นั่นอาจเป็นเพราะช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยว ทุกคนต่างก็ยุ่งอยู่กับงานในไร่นาจนไม่มีเวลาขึ้นเขามาเก็บเห็ด
ขณะที่เธอกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บเห็ดอย่างขะมักเขม้นอยู่นั้น เสียงกรีดร้องของลูกชายคนรองที่ดังมาจากอีกฟากหนึ่งก็ทำให้เธอต้องสะดุ้งสุดตัว
ซือเนี่ยนตกใจจนหัวใจแทบวาย เธอรีบลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งตรงไปยังต้นเสียงทันที
“เกิดอะไรขึ้นเสี่ยวหาน”
“แม่ครับ ต้าหวงกัดกระต่ายตายแล้ว!” โจวเยว่หานที่น้ำตาคลอเบ้าชี้ไปยังกระต่ายป่าตัวอ้วนพีที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย
ซือเนี่ยนถึงกับตกตะลึง
กระต่ายป่าตัวนี้มีขนาดใหญ่มาก น้ำหนักของมันน่าจะอยู่ที่ประมาณ 6-7 จินเป็นอย่างน้อย
ต้าหวงใช้เวลาเพียงแค่งับเดียวก็ปลิดชีพมันได้อย่างง่ายดาย ไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้มันได้ดิ้นรนต่อสู้
ตอนนี้มันยังคงใช้คมเขี้ยวกัดคอของกระต่ายไว้อย่างแน่นหนา ไม่ว่าโจวเยว่หานจะพยายามห้ามปรามอย่างไรมันก็ไม่ยอมปล่อย
ต้าหวงสืบเชื้อสายมาจากสุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์ป่า ความดุร้ายจึงเป็นสัญชาตญาณที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดของมัน แม้ว่าจะถูกมนุษย์เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก แต่เมื่อได้กลับคืนสู่ป่า สัญชาตญาณนักล่าของมันก็ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้เผชิญหน้ากับสัตว์ป่า
ท่าทางแยกเขี้ยวขู่คำรามของมันในยามนี้ดูน่ากลัวจนน่าขนลุก
ซือเนี่ยนรีบดึงตัวลูกชายคนรองเข้ามาหลบอยู่ข้างหลังเธอ ความรู้สึกเสียใจถาโถมเข้ามาในใจที่ตัดสินใจปล่อยให้ต้าหวงออกมาด้วย
เธอกลัวว่าภาพที่ต้าหวงกำลังจะฉีกทึ้งร่างของกระต่ายอย่างเลือดเย็นจะกลายเป็นฝันร้ายที่ติดตาเด็กๆ ไปตลอดชีวิต เธอจึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วตวาดออกไปเสียงดัง “ต้าหวง ปล่อยเดี๋ยวนี้!”
และสิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น ต้าหวงที่เมื่อสักครู่ยังไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของโจวเยว่หานกลับยอมคลายเขี้ยวออกจากคอของกระต่ายในทันทีที่ได้ยินเสียงของเธอ มันเดินเข้ามาคลอเคลียที่ขาของเธออย่างออดอ้อน
ซือเนี่ยนยื่นมือไปลูบหัวของมันอย่างแผ่วเบา เสียงครางต่ำๆ ที่ดังออกมาจากลำคอของมันทำให้เธอรู้สึกว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยคนหนึ่ง ความกังวลในใจจึงค่อยๆ คลายลง
เธอหยิบซากกระต่ายโยนใส่ลงไปในตะกร้า แต่ยังไม่ทันที่จะได้หันกลับไปเก็บเห็ดต่อ ต้าหวงก็ใช้ปากคาบที่ขากางเกงของเธอแล้วออกแรงดึงเบาๆ ไปยังอีกทิศทางหนึ่ง
ซือเนี่ยนเดินตามแรงดึงของมันไปอย่างว่าง่าย ไม่นานนักต้าหวงก็หยุดลงที่เนินดินแห่งหนึ่งแล้วเริ่มใช้ขาหน้าตะกุยดินออกอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานโพรงกระต่ายก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา
ลูกกระต่ายสีขาวตัวเล็กๆ สามสี่ตัวกำลังนอนเบียดเสียดกันอย่างน่าสงสาร
ซือเนี่ยน: “...”
ท้ายที่สุดซือเนี่ยนก็ตัดสินใจจับลูกกระต่ายที่น่าสงสารทั้งสามสี่ตัวใส่ลงไปในตะกร้าอย่างเลือดเย็นแล้วแบกกลับบ้าน
เห็ดอะไรนั่นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วสำหรับเธอ เพราะคืนนี้เมนูเด็ดของบ้านคือกระต่ายผัดพริก!
ครอบครัวของเธอเดินทางกลับมาถึงบ้านด้วยความร่าเริง แต่แล้วรอยยิ้มของทุกคนก็ต้องจางหายไปเมื่อได้เห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังยืนรออยู่บริเวณหน้าประตู
[จบบท]