บทที่ 88 กลัวเพื่อนลำบาก แต่ก็กลัวเพื่อนได้ดีเกินหน้า
ซือเนี่ยนถึงกับต้องกระพริบตาถี่ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าภาพที่เห็นตรงหน้าไม่ใช่ภาพลวงตา ไม่อย่างนั้นแล้วฟู่เชียนเชียนจะมายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ที่หน้าประตูบ้านของเธอในตอนนี้ได้อย่างไรกัน
“ฟู่เชียนเชียน?” เธอตัดสินใจเอ่ยทักออกไปเพื่อยืนยันความจริง
หญิงสาวที่ยืนหันหลังให้ประตูอยู่นานสองนานสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะยอมหันกลับมาเผชิญหน้า และทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร ใบหน้าของเธอก็ฉายแววตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด “ซือเนี่ยน! นี่บ้านเธอจริงๆ เหรอเนี่ย!”
ซือเนี่ยนกวาดสายตามองบ้านหลังใหญ่โตของตัวเองสลับกับสีหน้าเหมือนคนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอีกฝ่าย ก่อนจะเผยรอยยิ้มของผู้ชนะออกมา
“ใช่แล้วล่ะ ทำไมเหรอ”
สีหน้าของฟู่เชียนเชียนย่ำแย่ลงถนัดตา เธออุตส่าห์วาดภาพในหัวไว้เสียดิบดีว่าป่านนี้ซือเนี่ยนคงจะระหกระเหินไปแต่งงานอยู่กระท่อมปลายนา ใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้นอยู่ในบ้านดินเก่าๆ นอนบนเตียงไม้ผุๆ พังๆ สมกับสภาพคนถูกไล่ออกจากบ้าน
นี่เธอถึงกับลงทุนควักเงินซื้อของดีๆ ติดไม้ติดมือมาเพียบ ก็เพื่อจะมาหัวเราะเยาะเย้ยหยันให้สมใจโดยเฉพาะ แต่สิ่งที่เห็นกลับตาลปัตรไปหมด
ใครจะไปคาดคิดว่าหลังจากที่ลงทุนเดินทางฝ่าดงเข้ามาถึงหมู่บ้านป่าเขาแห่งนี้ พอเอ่ยปากถามไถ่ชาวบ้าน ทุกคนเป็นต้องพร้อมใจกันชี้มาที่บ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าที่ตั้งเด่นเป็นสง่าสะดุดตาตั้งแต่ยังไม่ทันจะก้าวเข้าหมู่บ้านดีด้วยซ้ำ!
ฟู่เชียนเชียนได้แต่ยืนจ้องมองบ้านหลังนี้ตาไม่กระพริบ แม้ตัวบ้านจะไม่ได้สูงชะลูดเสียดฟ้า แต่ขนาดพื้นที่ใช้สอยกลับกว้างใหญ่ไพศาลจนน่าตกใจ เธอถึงกับนิ่งพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ...
ต้องยอมรับว่าฐานะทางบ้านของเธอก็ไม่ได้ดีมาตั้งแต่เกิด อย่างน้อยๆ บ้านเกิดของบรรพบุรุษก็อยู่ในชนบทแบบนี้เหมือนกัน ทุกช่วงเทศกาลสำคัญก็ต้องกลับไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ แต่บ้านที่นั่นเทียบกับบ้านของซือเนี่ยนแล้ว...ช่างดูซอมซ่อจนน่าอายสิ้นดี
พอนึกย้อนไปถึงวันที่ซือเนี่ยนบอกเธอว่าชีวิตตอนนี้ก็ ‘ค่อนข้างดี’ เธอยังนึกปรามาสอีกฝ่ายในใจอยู่เลย แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองช่างดูเหมือนตัวตลกที่น่าสมเพชไม่มีผิด
ณ วินาทีนี้ สภาพจิตใจของฟู่เชียนเชียนคงหนีไม่พ้นสำนวนที่ว่า ‘กลัวเพื่อนลำบาก แต่ก็กลัวเพื่อนได้ดีเกินหน้า’
ซือเนี่ยนมองท่าทางของอีกฝ่ายแล้วก็อดยิ้มขำในใจไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกสะใจลึกๆ ที่ผุดขึ้นมาอย่างน่าประหลาด บางทีอาจจะเป็นเพราะความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่ยังฝังแน่นอยู่ก็เป็นได้ เพราะทั้งสองคนเปรียบเสมือนคู่ปรับตลอดกาลที่ไม่เคยลงรอยกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ชนิดที่ว่าถ้าอีกฝ่ายเจอเรื่องซวยๆ ก็สามารถเก็บไปนอนฝันดีได้สามวันเจ็ดวันเลยทีเดียว
ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้เธอเองก็จะรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาเหมือนกัน
“แล้วนี่เธอมาหาฉันถึงที่นี่ มีธุระสำคัญอะไรหรือเปล่า?” ซือเนี่ยนเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ เพราะดูยังไงฟู่เชียนเชียนก็ไม่น่าจะดั้นด้นมาไกลถึงที่นี่เพียงเพื่อมาเยี่ยมเยียนเฉยๆ แน่ ต้องมีเรื่องสำคัญอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลัง
แต่เรื่องงานเธอก็จัดการขายให้อีกฝ่ายไปจนจบสิ้นกระบวนความแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องพึ่งพาเธออีกนี่นา
ฟู่เชียนเชียนพยักหน้ารับคำ
ซือเนี่ยนเหลือบไปเห็นเหงื่อที่ไหลท่วมหน้าผากของอีกฝ่าย จึงเดินนำไปเปิดประตูบ้าน “งั้นก็เข้ามาคุยกันข้างในก่อนสิ อากาศข้างนอกมันร้อน”
ฟู่เชียนเชียนเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปในบริเวณบ้านอย่างว่าง่าย สายตาของเธอก็สอดส่ายสำรวจไปทั่วบริเวณด้วยความอยากรู้อยากเห็น ตัวบ้านดูยังใหม่เอี่ยมเหมือนเพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน
และเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้องนั่งเล่น เธอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเป็นครั้งที่สอง
ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ โซฟา เรียกได้ว่าเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ควรจะมีในบ้านของคนเมือง ที่นี่กลับมีครบครันทุกอย่าง...นี่มันยิ่งกว่าเศรษฐีซ่อนรูปเสียอีก!
ขนาดบ้านของตระกูลซือเองยังไม่มีโทรทัศน์จอใหญ่ขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ!
ยัยคนนี้มันจะโชคดีเกินไปแล้วนะ! ตอนอยู่ที่บ้านพักทหาร ท่ามกลางคู่แข่งมากมาย เธอยังอุตส่าห์แย่งชิงพี่ชายของฉันไปได้ก็ว่าแน่แล้ว นี่พอระเห็จมาอยู่บ้านนอกคอกนา ก็ยังอุตส่าห์หาครอบครัวที่ฐานะดีที่สุดในแถบนี้เจออีก
จู่ๆ เธอก็นึกถึงคำพูดของผู้ใหญ่ที่เคยได้ยินตอนเด็กๆ ว่าซือเนี่ยนมีโหงวเฮ้งดี เป็นลักษณะของคนมีบุญวาสนาและจะช่วยส่งเสริมสามี ตอนนั้นเธอยังแอบเบ้ปากใส่ด้วยความไม่เชื่อ แต่ตอนนี้...เธอชักจะเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว
เรื่องส่งเสริมสามีอะไรนั่นเธอไม่รู้ แต่เรื่องมีบุญวาสนานี่เห็นจะจริงแท้แน่นอน
ระหว่างที่ฟู่เชียนเชียนกำลังตกอยู่ในภวังค์ ซือเนี่ยนก็เดินกลับออกมาจากห้องครัวพร้อมกับถ้วยซุปถั่วเขียวในมือ
ช่วงนี้อากาศร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ ซือเนี่ยนจึงชอบทำเครื่องดื่มเย็นๆ ติดตู้เย็นไว้เสมอ โชคดีที่บ้านของโจวเยว่เซินมีตู้เย็น เธอเลยมักจะต้มซุปถั่วเขียวหม้อใหญ่เผื่อไว้ดื่มให้ชื่นใจได้ตลอดวัน
เธอยื่นถ้วยซุปถั่วเขียวให้ฟู่เชียนเชียนที่ยังคงยืนตะลึงตาค้างอยู่กลางห้อง
ด้วยความที่กระหายน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ฟู่เชียนเชียนจึงรับถ้วยไปดื่มโดยอัตโนมัติ และในอึกแรกนั้นเอง ความเย็นเฉียบก็แล่นปราดขึ้นไปถึงสมองทันที
เธอจึงรีบซดตามเข้าไปอีกสองอึกใหญ่ๆ “ทำไมมันเย็นขนาดนี้ล่ะ?” เธอถามด้วยความประหลาดใจ
ซือเนี่ยนยกถ้วยของตัวเองขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสบายๆ ของเธอดูราวกับกำลังละเลียดชารสเลิศ จนทำให้ซุปถั่วเขียวธรรมดาๆ ในมือดูสูงค่าขึ้นมาถนัดตา
“ที่บ้านมีตู้เย็นน่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
ฟู่เชียนเชียนอ้าปากค้างไปเลย นี่มันจะหรูหราเกินไปแล้ว! ทั้งบ้านหลังใหญ่ โทรทัศน์ วิทยุ แล้วนี่ยังมีตู้เย็นอีกเหรอ! หรือว่าหมู่บ้านในชนบทสมัยนี้จะพัฒนาไปไกลขนาดนี้แล้ว?
“เธอนี่มันแน่จริงๆ เลยนะ! ตอนแรกฉันเห็นท่าทางไม่อยากจะยอมของหลินซือซือแล้ว ก็นึกว่าเธอต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่ซะอีก!”
ซือเนี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ถ้าจะพูดให้ถูก การที่ฉันมีชีวิตดีๆ แบบนี้ได้ ก็ต้องขอบคุณยัยนั่นเลยล่ะ”
ฟู่เชียนเชียนนึกแล้วก็อดสมเพชหลินซือซือขึ้นมาไม่ได้ บ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าขนาดนี้กลับไม่อยากอยู่ ดันดิ้นรนจะไปอาศัยอยู่ในบ้านพักข้าราชการเก่าๆ โทรมๆ ในค่ายทหารแทน สมองทำด้วยอะไรกันแน่นะ
พอพูดถึงหลินซือซือ เธอก็นึกถึงธุระสำคัญที่ตั้งใจมาในวันนี้ได้ทันที “จริงสิ ที่ฉันมาวันนี้ ก็เพราะมีเรื่องเกี่ยวกับหลินซือซือนี่แหละจะมาบอก” สีหน้าของเธอดูเหมือนกำลังสนุกกับเรื่องเดือดร้อนของคนอื่นเต็มที่
ซือเนี่ยนขมวดคิ้ว “หลินซือซือ?”
ฟู่เชียนเชียนพยักหน้าหงึกๆ พร้อมกับทำหน้ากระซิบกระซาบ “ยัยนั่นทะเลาะกับพี่ชายฉันน่ะสิ!”
ซือเนี่ยนกลับทำหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก “แล้วยังไง? พวกเขาจะทะเลาะกันก็เรื่องของเขาสิ จะมาบอกฉันทำไม?”
นี่มันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยหรือ?
ฟู่เชียนเชียนถึงกับชะงักไป “นี่...เธอไม่ดีใจหน่อยเหรอ?”
ซือเนี่ยนถามกลับด้วยความงุนงง “แล้วทำไมฉันต้องดีใจด้วยล่ะ?”
คราวนี้ฟู่เชียนเชียนถึงกับพูดไม่ออกไปเลย ถ้าการที่ซือเนี่ยนทำท่าทีเย็นชาใส่พี่ชายของเธอในครั้งก่อนเป็นเพียงแค่การแสดงละครตบตาคนอื่นหรือแค่กำลังน้อยใจอยู่ล่ะก็...มาถึงตอนนี้ เธอมั่นใจได้เลยว่าซือเนี่ยนหมดความสนใจในตัวพี่ชายของเธออย่างสิ้นเชิงแล้วจริงๆ!
ให้ตายเถอะ! ดูจากท่าทางของพี่ชายเธอแล้ว เธอยังนึกว่าซือเนี่ยนจะขาดเขาไม่ได้เสียอีก!
ฟู่เชียนเชียนยกซุปถั่วเขียวขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่เพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะพูดต่อ “เออ...ก็จริงของเธอ แต่ว่าตอนนี้ทั้งคนที่บ้านซือแล้วก็ที่บ้านฉันน่ะ พากันเข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็นต้นเหตุยุแยงให้พี่ชายฉันกับหลินซือซือทะเลาะกัน พวกเขากำลังเตรียมจะมาหาเรื่องเธออยู่พอดี...”
อันที่จริงแล้ว จุดประสงค์ที่เธอมาในวันนี้ไม่ได้มีแค่การมาแจ้งข่าวร้ายของคู่อริเท่านั้น แต่เป็นเพราะทางบ้านซือรู้เรื่องนี้เข้าแล้ว และปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือของซือเนี่ยน
ก็แหงล่ะ วันนั้นซือเนี่ยนก็ไปกับพวกเขาด้วย ก่อนหน้าที่เธอจะไป ทั้งสองคนก็ยังดูรักกันดีอยู่เลย แต่พอเธอโผล่ไปเท่านั้นแหละ ทั้งคู่ก็ทะเลาะกันบ้านแตกจนถึงขั้นไม่ได้ถ่ายรูปแล้วพากันกลับทันที
แถมหลินซือซือยังตีโพยตีพายว่าจะถอนหมั้นให้ได้ โดยให้เหตุผลว่าซือเนี่ยนกับพี่ชายของเธอยังตัดกันไม่ขาด เธอยอมเป็นฝ่ายถอยไปเองดีกว่าจะไปเป็นมารหัวใจใคร เรื่องนี้เลยกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านไปทั่วทั้งค่ายทหารว่าซือเนี่ยนอาฆาตแค้นที่ถูกไล่ออกจากบ้าน เลยพยายามจะกลับมาแก้แค้นหลินซือซือกับตระกูลซือเพราะยังตัดใจจากพี่ชายของเธอไม่ได้
ตอนนี้ชื่อเสียงของซือเนี่ยนในค่ายทหารป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
ด้วยเหตุนี้ ฟู่เชียนเชียนจึงตั้งใจจะมาส่งข่าวเตือนให้ซือเนี่ยนเตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้า แต่ใครจะไปคิดว่าพอมาถึงแล้วจะพบว่าชีวิตของซือเนี่ยนไม่ได้น่าอดสูอย่างที่เธอจินตนาการไว้เลยแม้แต่น้อย
ไม่เพียงแต่จะไม่น่าสงสาร แต่ดูเหมือนจะสุขสบายดีเสียด้วยซ้ำ ผิดกับภาพลักษณ์ผู้หญิงขี้อิจฉาใจอำมหิตที่เขาลือกันลิบลับ
พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ซือเนี่ยนก็ถึงกับมุมปากกระตุก
ดูเหมือนว่ายัยหลินซือซือคนนี้จะทนเห็นเธอมีความสุขไม่ได้เลยจริงๆ ตั้งแต่ที่เธอทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างนี้ เธอยังไม่เคยคิดจะไปหาเรื่องอีกฝ่ายก่อนเลยสักครั้ง มีแต่ฝั่งนั้นที่คอยหาเรื่องมาให้เธอได้ปวดหัวอยู่เรื่อย ราวกับว่าตัวเธอเป็นบ่อเงินบ่อทองที่สามารถตักตวงผลประโยชน์ได้ไม่รู้จักจบสิ้น
ครั้งล่าสุดก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเป็นพวกเขาสองคนที่ออกปากชวนเธอไปเองแท้ๆ ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่นเธอก็แทบจะไม่ได้ปริปากคุยกับฟู่หยางเกินสองประโยคด้วยซ้ำ แล้วนี่มันกลายมาเป็นว่าเธอไปทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
นี่มันจงใจหาเรื่องกันชัดๆ!
“เป็นไงล่ะ ฉันมีน้ำใจพอไหม อุตส่าห์ดั้นด้นมาเตือนเธอถึงที่ ไม่งั้นนะพอพวกเขาบุกมาถึงตัว เธอจะไม่มีแม้แต่ที่จะยืนร้องไห้เลยคอยดู” ฟู่เชียนเชียนเชิดหน้าพูดอย่างไว้ฟอร์ม
“แต่แน่นอนนะ ฉันไม่ได้เป็นห่วงเธอหรอก แค่เห็นแก่ที่เธออุตส่าห์ขายงานให้ฉัน เลยสงสารหรอกน่า ถึงได้ยอมลำบากมาถึงนี่”
ซือเนี่ยนเหลือบมองท่าทางหยิ่งผยองของอีกฝ่ายแล้วก็อดนึกขำไม่ได้ ช่างถอดแบบมาจากฟู่หยางไม่มีผิดเพี้ยน แต่ฟู่เชียนเชียนเป็นแค่คนหยิ่งในศักดิ์ศรี ในขณะที่ฟู่หยางนั้นทะนงตนจนน่าหมั่นไส้
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นถุงกระดาษที่ฟู่เชียนเชียนวางไว้บนโต๊ะอย่างใช้ความคิด ในนั้นมีทั้งผลไม้และลูกอมอยู่เต็มถุง...ปากอย่างใจอย่างจริงๆ
[จบบท]