บทที่ 90: จูบที่แสนดึงดัน
สุดท้ายฟู่เชียนเชียนก็ไม่ได้หน้าด้านพอที่จะเอ่ยปากขอบะหมี่เพิ่มอีกสักชาม
หญิงสาวทำได้เพียงลุกขึ้นแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ ในใจยังคงนึกถึงรสชาติของบะหมี่ชามนั้นไม่หาย กลิ่นหอมยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูกและรสชาติอันเข้มข้นก็ยังอ้อยอิ่งอยู่ในปาก
ก่อนหน้านี้เธอเชื่อมาตลอดว่าซือเนี่ยนเป็นแค่ผู้หญิงที่มีดีแค่หน้าตาสวยๆ เท่านั้น แต่หลังจากที่ซือเนี่ยนย้ายออกไป เธอก็ได้เรียนรู้ความจริงบางอย่าง ว่าผู้หญิงที่เคยเป็นเหมือนพี่น้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาคนนี้ มีความสามารถมากกว่าที่เธอเคยประเมินไว้ต่ำต้อยนัก อย่างน้อยก็ดีกว่าหลินซือซือคนนั้นมากมายนัก
***
ส่วนทางด้านซือเนี่ยน เธอหิ้วปิ่นโตมาถึงฟาร์มหมูในช่วงสายของวัน อากาศวันนี้ค่อนข้างดีทำให้เธอมาถึงเร็วกว่าปกติ ทุกคนในฟาร์มยังคงขะมักเขม้นกับงานของตัวเอง ยังไม่มีใครได้หยุดพักทานมื้อเที่ยง บรรดาภรรยาของคนงานคนอื่นๆ ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา
หญิงสาวเดินตรงไปยังห้องทำงานของโจวเยว่เซินทันที ประตูไม้บานเก่าถูกแง้มเอาไว้เพียงเล็กน้อย พอให้เห็นว่ามีคนอยู่ข้างใน เธอจึงตัดสินใจยกมือขึ้นเคาะเบาๆ และในเวลาไม่นานก็มีเสียงขานรับดังออกมา แต่ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับไม่ใช่เสียงทุ้มต่ำที่เธอคุ้นเคย
อวี๋ตงที่นั่งอยู่ในห้องถึงกับดีดตัวลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นว่าเป็นใครมาเยือน "อ้าว พี่สะใภ้ มาส่งข้าวให้หัวหน้าเหรอครับ"
ซือเนี่ยนไม่ค่อยสนิทกับอวี๋ตงมากนัก แต่พอจะรับรู้ได้จากท่าทีที่เขามีต่อโจวเยว่เซินว่าทั้งสองคนน่าจะเป็นหุ้นส่วนที่ทำงานร่วมกันมานาน
"ใช่ค่ะ แล้ว...เขาไปไหนเหรอคะ ไม่ได้อยู่ที่นี่เหรอ"
"เมื่อคืนคนเฝ้ายามดันปิดประตูไม่สนิท ลูกหมูเลยวิ่งเตลิดออกไปกันยกใหญ่ กว่าจะไล่จับกลับมาได้ก็ปาเข้าไปเมื่อเช้านี่เอง ตอนนี้หัวหน้ากำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่ในโรงงานนู่นเลยครับ พี่รีบไปดูเถอะ"
อวี๋ตงเล่าพลางนึกถึงภาพตอนโจวเยว่เซินโมโหขึ้นมาจนต้องเผลอหดคอด้วยความกลัว โชคดีที่ช่วงสองวันนี้เขามีธุระต้องออกไปข้างนอก ไม่อย่างนั้นคนโสดที่เดินผ่านไปมาอย่างเขาก็คงโดนหางเลขไปด้วยแน่ๆ แค่ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาพี่ใหญ่ก็ยุ่งจะแย่อยู่แล้ว ไหนจะตื่นแต่เช้ามืดมาจัดการเรื่องหมู ไหนจะต้องขับรถไปส่งของเองอีก พอมาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น มีหรือที่เขาจะไม่โกรธ
การที่ลูกหมูวิ่งหนีออกไปก็เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวมากพอแล้ว แต่เรื่องที่ยุ่งยากยิ่งกว่าคือชาวบ้านบางคนที่จับลูกหมูได้กลับทำเนียนยึดไปเป็นของตัวเองเสียนี่ จะไปทวงคืนก็คงเป็นเรื่องยาก นี่จึงกลายเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของฟาร์ม การจัดเวรยามในตอนกลางคืนจึงไม่ใช่แค่การป้องกันขโมยเท่านั้น แต่ยังเป็นการป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่ออีกด้วย
ซือเนี่ยนถึงกับไปไม่เป็นเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้ พลันความรู้สึกผิดก็แล่นเข้ามาในใจทันที ช่วงหลายวันที่ผ่านมาโจวเยว่เซินมักจะไปไหนมาไหนกับเธอตลอด ทั้งเรื่องที่บ้านตระกูลหลินอีก ทำให้เขาต้องเสียเวลาไปไม่น้อย จากคนที่เคยทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับงาน ตอนนี้เขากลับยอมสละเวลาส่วนตัวมาให้เธอ ซึ่งมันก็มากพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าเขาใส่ใจเธอแค่ไหน แล้วยังเรื่องของเธอกับหลี่หมิงจวินคนนั้นที่ทำให้ทั้งสองต้องมาผิดใจกัน จนตอนนี้เขาก็ต้องกลับมาขับรถส่งของด้วยตัวเองอีกครั้ง พอคิดมาถึงตรงนี้ เธอก็รู้สึกสงสารเขาจับใจ
"เขาอยู่ที่ไหนเหรอคะ เดี๋ยวฉันไปดูเอง"
อวี๋ตงรีบชี้ทางให้เธอไปยังโรงเรือนอีกฝั่งหนึ่งของฟาร์ม ที่นั่นมีหลังคามุงจากง่ายๆ บนพื้นดินมีเตาไฟขนาดใหญ่ที่ฝังหม้อเหล็กเอาไว้
เพียงแค่เดินเข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจางๆ ลอยมาแตะจมูก ที่นี่คือลานสำหรับชำแหละหมูโดยเฉพาะ โจวเยว่เซินนับว่าเลือกทำเลได้ดีเยี่ยม เพราะด้านหลังฟาร์มมีลำธารสายเล็กๆ ไหลผ่าน ทำให้การใช้น้ำสะดวกสบาย บริเวณทางเข้าจึงถูกชำระล้างจนสะอาดสะอ้าน
ทันทีที่เดินเข้าไปใกล้ เธอก็เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ยืนเรียงแถวกันเป็นกระดาน ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาด้วยท่าทีสำนึกผิด ไม่ต่างอะไรจากลูกสะใภ้ที่กำลังถูกแม่สามีดุด่า โจวเยว่เซินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าพวกเขา แม้จะไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร แต่แววตาและน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเย็นชานั้นก็ทรงพลังพอที่จะทำให้ทุกคนหวาดกลัวจนแทบหยุดหายใจ
คงมีใครสักคนในกลุ่มนั้นที่เหลือบมาเห็นการมาถึงของเธอเข้าพอดี เขาจึงรีบส่งสายตามาขอความช่วยเหลือทันที และคนที่ฉลาดที่สุดในกลุ่มก็ตัดสินใจตะโกนขึ้นมาว่า
"พี่สะใภ้มาแล้วครับ"
สีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความกดดันของโจวเยว่เซินพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาหันขวับกลับมามอง ก็เห็นซือเนี่ยนยืนนิ่งอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะละสายตากลับไปสั่งให้ทุกคนแยกย้ายไปพักทานข้าว แล้วจึงหมุนตัวเดินตรงมาหาเธอ
เหล่าคนงานต่างพากันลอบเช็ดเหงื่อที่ซึมออกมาด้วยความโล่งอก ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังซือเนี่ยนราวกับจะขอบคุณที่เธอมาช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้ได้ทันเวลา ซือเนี่ยนเองก็รู้สึกเก้อเขินขึ้นมาไม่น้อย ความจริงเธอไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาขัดจังหวะเลยสักนิด เพียงแค่ต้องการจะสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ เท่านั้น ไม่คิดว่าการปรากฏตัวของเธอจะถูกสังเกตเห็นได้ง่ายขนาดนี้
"คุณมาได้ยังไงครับ" เขาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำดังเดิม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงแดดที่แผดจ้าในวันนี้หรือเปล่าที่ทำให้ซือเนี่ยนรู้สึกว่าผิวของเขาดูคล้ำลงไปถนัดตา สันคิ้วที่คมเข้มอยู่แล้วยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีก ยามที่เขาทำหน้านิ่งๆ แบบนี้มันช่างดูน่ากลัวเสียจริง
"ฉันเอาของกินมาให้ค่ะ ได้ยินอวี๋ตงบอกว่าคุณอยู่ที่นี่" ซือเนี่ยนตอบกลับไปพลางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง "ฉันได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ"
"ไม่เป็นไรมากหรอกครับ ยังเหลืออีกแค่ไม่กี่ตัวที่ยังหาไม่เจอ" โจวเยว่เซินตอบ ในยุคที่เนื้อหมูมีราคาแพงแบบนี้ ลูกหมูตัวเล็กๆ ก็ถือว่ามีมูลค่าไม่น้อย ชาวบ้านบางคนก็เลี้ยงหมูไว้ขายเช่นกัน พอเลี้ยงจนโตเต็มวัยก็สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ หากลูกหมูของเขาถูกใครอุ้มไปเลี้ยงเองจริงๆ ก็คงยากที่จะได้คืน
"แล้วนี่คุณจะทานอะไรก่อนไหมคะ ฉันต้มบะหมี่กระดูกหมูมาให้ เดี๋ยวถ้าทิ้งไว้นานกว่านี้เส้นจะอืดหมด ไม่อร่อยนะคะ" ซือเนี่ยนเสนอ
"ครับ" เขารับคำสั้นๆ
ทั้งสองเดินกลับมาที่ห้องทำงาน อวี๋ตงคงจะออกไปพักแล้ว ซือเนี่ยนเปิดปิ่นโตออกมา แม้ว่าเส้นบะหมี่จะเริ่มอืดไปบ้างแล้ว แต่กลิ่นหอมของน้ำซุปก็ยังคงยั่วยวนใจอยู่ โชคยังดีที่เธอตักน้ำซุปแยกมาอีกชั้นหนึ่ง เพราะกลัวว่ามันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริงๆ
โจวเยว่เซินคว้าผ้าขนหนูผืนเล็กมาซับเหงื่อบนใบหน้า ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะทำงาน แต่ยังไม่ทันจะได้ทานไปถึงสองคำ เสียงของอวี๋ตงก็ดังแหวกอากาศมาจากด้านนอก "พี่ใหญ่ครับ ของพร้อมแล้ว จะออกเดินทางเมื่อไหร่ดี"
ซือเนี่ยนชะงักไปเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปยังโจวเยว่เซินเป็นเชิงถาม
ชายหนุ่มเหลือบมองเธอเพียงเล็กน้อยก่อนจะอธิบาย "พอดีบ่ายวันนี้มีของล็อตด่วนต้องไปส่ง ผมอาจจะกลับดึกหน่อย พวกคุณทานข้าวกันได้เลย ไม่ต้องรอ" พูดจบเขาก็ก้มหน้าก้มตาจัดการบะหมี่ในชามอย่างรวดเร็ว ซดน้ำซุปจนเกลี้ยง แล้วยกขวดน้ำขึ้นดื่มรวดเดียว ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมตัวออกไปทำงานต่อ
ซือเนี่ยนรีบลุกขึ้นยืนตามทันที เมื่อเห็นว่าเขาเดินนำหน้าไปแล้วสองก้าว เธอจึงตัดสินใจเอ่ยปากเรียกเขาไว้ "โจวเยว่เซิน"
ฝีเท้าของเขาหยุดชะงัก ก่อนที่ร่างสูงจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธออีกครั้ง "มีอะไรเหรอครับ"
"คุณขับรถดีๆ นะคะ แล้วก็หาเวลาพักผ่อนบ้าง" ซือเนี่ยนพูดด้วยความเป็นห่วงอย่างสุดซึ้ง ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาต้องตื่นตั้งแต่ตีสามตีสี่เพื่อมาทำงานที่ฟาร์ม แล้วยังกลับบ้านดึกดื่นทุกคืน เวลาพักผ่อนแทบจะไม่มี หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ต่อให้ร่างกายแข็งแรงปานเหล็กกล้าก็คงมีวันพังลงมาได้ เธอเดินเข้าไปใกล้เขาอีกสองก้าว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเดิม
"ฉันจะคุยกับแม่ ให้ท่านรีบเรียกพี่ชายกลับมาช่วยงานค่ะ"
โจวเยว่เซินนิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบจับจ้องเข้าไปในดวงตาของเธออย่างลึกซึ้ง มือที่กำลังจะผลักประตูเปิดออกชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจหมุนตัวกลับมาหาเธออีกครั้ง พร้อมกับปิดประตูดังปัง
หัวใจของซือเนี่ยนเต้นระรัว เธอเงยหน้าขึ้นเตรียมจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกโจวเยว่เซินก้มลงมาประกบริมฝีปากอย่างไม่ทันตั้งตัว ซือเนี่ยนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เสียงประท้วงอู้อี้ดังอยู่ในลำคอ พยายามจะเบือนหน้าหนี แต่กลับถูกมือใหญ่ของเขาล็อกท้ายทอยเอาไว้แน่น บังคับให้เธอต้องรับจูบนั้นแต่โดยดี
โจวเยว่เซินยอมถอนริมฝีปากออกห่างเพียงเล็กน้อย แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า "คราวหน้าอย่ามองผมด้วยสายตาแบบนี้อีกนะครับ" เพราะมันทำให้เขาไม่อยากจากเธอไปไหนเลย
ริมฝีปากของซือเนี่ยนบวมเจ่อเล็กน้อยและฉ่ำวาว เธอยังคงตกอยู่ในภวังค์ ไม่ทันได้ประมวลผลอะไร สมองรับรู้ได้เพียงสัมผัสหยาบกร้านจากฝ่ามือของเขาที่กำลังลูบไล้ผิวเนื้ออ่อนไหวบริเวณต้นคอ ความรู้สึกซาบซ่านพลันแล่นปราดไปทั่วทั้งร่าง เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยแรงปรารถนาของเขา และในวินาทีนั้นเอง ซือเนี่ยนก็พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง
เขาไม่เคยเอ่ยปากบอกรักเธอเลยสักครั้ง แต่ทุกการกระทำของเขามันชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ มันบ่งบอกว่าเขาก็มีใจให้เธอเช่นกัน
ความคิดนั้นทำให้ซือเนี่ยนทำอะไรลงไปโดยไม่ทันยั้งคิด เธอไม่สนใจสายตาที่เหมือนจะคาดโทษของเขาอีกต่อไป ก่อนจะยกแขนทั้งสองข้างขึ้นโอบรอบลำคอแกร่ง แล้วเป็นฝ่ายรุกเข้าไปจูบเขาเสียเอง
แววตาของโจวเยว่เซินลุ่มลึกลงกว่าเดิม เขาก้มลงบดเบียดริมฝีปากกับเธออีกครั้งอย่างดึงดัน ซือเนี่ยนรู้สึกราวกับว่าลิ้นของเธอกำลังถูกรุกล้ำอย่างหนักหน่วง ไม่ต่างอะไรจากปลาตัวน้อยที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในกระแสน้ำเชี่ยวกราก มือใหญ่ของเขายังคงประคองท้ายทอยของเธอไว้แน่น ทำให้เธอต้องเงยหน้ารับจูบที่แสนเร่าร้อนนั้นจนลืมไปเลยว่าพวกเขากำลังอยู่ในห้องทำงาน ก่อนจะเผลอหลุดเสียงครางหวานออกมาอย่างไม่รู้ตัว
[จบบท]