บทที่ 23: แลกเปลี่ยนความอร่อย
กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อตุ๋นจากบ้านของคุณย่าเฮ่อลอยฟุ้งกระจายออกไปไกลแสนไกลตั้งนานแล้ว บริเวณใกล้เคียงที่ไม่ห่างออกไปนักมีเพื่อนบ้านอาศัยอยู่ร่วมกันสามครอบครัว
ทุกครอบครัวต่างก็ทำเมนูเนื้อวัวตุ๋นกินกันถ้วนหน้า ทว่ากลับไม่มีบ้านไหนเลยที่จะทำออกมาได้มีกลิ่นหอมหวนชวนหิวเหมือนกับฝีมือจากบ้านของคุณย่าเฮ่อ
“แม่จ๋า แม่ไปดูที่บ้านของคุณย่าสามให้หน่อยสิ กลิ่นมันหอมชวนหิวมากเลย” เฮ่ออันเหวินแทบจะประคองชามข้าวในมือเอาไว้ไม่อยู่เพราะความหิวโหย
คุณป้าสี่เหลียนแสดงสีหน้าลำบากใจออกมา แต่ละครอบครัวในหมู่บ้านแห่งนี้ต่างก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เนื้อสัตว์เพียงเล็กน้อยที่หามาได้ของครอบครัวตัวเอง เธอก็ยังไม่กล้าตัดใจแบ่งปันให้คนอื่นกิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่จะคาดหวังให้คนอื่นนำเนื้อสัตว์มาแบ่งให้ครอบครัวตัวเองกิน
เมื่อมองดูท่าทางอยากกินของลูกชายและสามีที่แสดงออกมา เธอจึงจำใจก้าวเดินไปหยิบชามขนาดกลางออกมาหนึ่งใบ ตักเนื้อสัตว์ใส่ลงไปจนเต็มปริ่มชาม แล้วถือเดินออกไปนอกบ้าน
“ฉันจะลองไปดูที่บ้านคุณย่าสามของลูกหน่อยก็แล้วกัน” เธอเองก็ถูกกลิ่นหอมนั้นยั่วน้ำลายจนรู้สึกอยากกินเหมือนกัน
ฝีมือการทำอาหารของคุณอาสามหอมอร่อยขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่บ้านของคุณป้าสี่เหลียนเพียงครอบครัวเดียว อีกสองครอบครัวที่อยู่ใกล้เคียงกันก็มีสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกคล้ายคลึงกัน
เพียงแต่พวกเขาไม่ได้รักลูกชายมากเท่ากับคุณป้าสี่เหลียน จนกล้าตักเนื้อสัตว์ของครอบครัวตัวเองหนึ่งชามเต็มเพื่อนำไปแลกเนื้อสัตว์ของคนอื่นกลับมากิน
แน่นอน สิ่งที่ต้องระวังคือมีความเป็นไปได้ที่จะแลกของกินกลับมาไม่ได้
คุณป้าสี่เหลียนเดินแกมวิ่งมุ่งหน้าไปที่บ้านของคุณย่าเฮ่อ ประตูบ้านเปิดแง้มเอาไว้ เธอจึงเดินเข้าไปด้านใน ส่งเสียงเรียกคนที่อยู่ด้านใน “คุณอาสาม คุณอาสามอยู่บ้านไหมคะ”
คุณย่าเฮ่อได้ยินเสียงเรียกของสี่เหลียน จึงรีบดื่มน้ำซุปในชามจนหมดเกลี้ยง แล้วขานรับคนที่อยู่ด้านนอก “ฉันอยู่ในห้องครัวนี่แหละ เธอเดินเข้ามาสิ”
คุณป้าสี่เหลียนฟังไม่ออกถึงน้ำเสียงของคุณอาสามว่าเป็นอย่างไร เมื่อเดินมาถึงที่แล้ว ก็ทำได้เพียงฝืนใจเดินเข้าไปหา
“คุณอาสามกินข้าวหรือยังคะ ฉันเพิ่งผัดเนื้อวัวเสร็จ เลยตักมาให้คุณอาสามลองชิมนิดหน่อยค่ะ” คุณป้าสี่เหลียนสนทนาพร้อมกับเดินเข้าไปในห้องครัว
เมื่อมองเห็นอาหารที่อยู่ในหม้อและบนโต๊ะ เธอจึงรู้สึกเกรงใจขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “คุณอาสาม พวกคุณก็ทำเมนูเนื้อวัวเหมือนกันเหรอคะ”
เมื่อเห็นว่ามีลูกหลานนึกถึง คุณย่าเฮ่อก็ต้องรู้สึกดีใจเป็นธรรมดา ถึงแม้ในชามใบนั้นจะมีเนื้อสัตว์ไม่มากนัก แต่ก็นับว่าเป็นน้ำใจที่งดงาม
“ใช่แล้วล่ะ มื้อเที่ยงถ้าไม่ทำกินสักหน่อย ปล่อยทิ้งไว้จนถึงช่วงบ่ายเดี๋ยวจะมีกลิ่นเหม็นเอาได้” หญิงชราขยับม้านั่งตัวยาวออก เพื่อให้สี่เหลียนเข้ามานั่งพัก
“ครอบครัวของพวกเธอกินข้าวกันหรือยัง ถ้ายังไม่ได้กินก็มากินที่นี่ด้วยกันสักหน่อยสิ” คุณย่าเฮ่อไม่ใช่คนประเภทที่รับเอาของคนอื่นเพียงอย่างเดียวโดยไม่ยอมมอบสิ่งใดตอบแทน
เธอมองดูเหมยเสวี่ยครั้งหนึ่ง เหมยเสวี่ยมีนิสัยหวงของกินก็จริง แต่ตอนนี้เธอเริ่มชื่นชอบคุณย่าคนนี้มากขึ้นทุกวัน
ดังนั้นจึงใช้ชามใบใหญ่ตักเอ็นวัวขึ้นมาจนเต็มชาม ด้านบนโรยด้วยต้นหอมและผักชีเพิ่มความหอม
รสชาตินั้น ยอดเยี่ยมเกินจะบรรยาย
“เธอเองก็ซื้อมาไม่มาก นำมาให้ฉันแล้วที่บ้านจะพอกินไหมล่ะ” คุณย่าเฮ่อสอบถามด้วยความกังวล
“พอค่ะ พอกิน คุณอาสามกินอยู่ก็กินไปก่อนเถอะ ฉันก็จะกลับไปกินข้าวที่บ้านเหมือนกัน เนื้อวัวนี้ไม่ได้กินมาหลายปีแล้วเหมือนกันค่ะ” คุณป้าสี่เหลียนลุกขึ้นเตรียมตัวจะเดินออกไป
เหมยเสวี่ยเดินเข้ามาในเวลานี้ “คุณป้าสี่เหลียน ขอบคุณที่มาเยี่ยมคุณย่านะคะ มื้อเที่ยงบ้านของเราไม่ได้กินเนื้อวัว เอ็นวัวพวกนั้นฉันนำไปตุ๋นเป็นน้ำซุปพร้อมกับกระดูก คุณป้าก็นำกลับไปชิมสักหน่อยสิคะ”
ชามของเหมยเสวี่ยใบนั้นไม่เล็กเลย นำกลับไปแบ่งกันกินในครอบครัวก็ยังได้เอ็นวัวตั้งหลายชิ้น
“แบบนี้จะทำได้ยังไง ของพวกนี้เป็นของดี เธอสามารถใช้บำรุงร่างกายให้คุณอาสามได้มาก ฉันไม่รับเอาไว้หรอกค่ะ” ปากเอื้อนเอ่ยออกไปแบบนั้น แต่สายตากลับจดจ้องมอง
จะอธิบายอย่างไรดี มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์
“พูดมากจังเลย บอกให้เอาไปก็เอาไปสิ ทำไมยังไม่รับไปอีก ไม่กลัวว่าจะลวกมือของเสี่ยวเสวี่ยหรือ” ชามใบใหญ่ขนาดนั้น คุณย่าเฮ่อก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่สำหรับน้ำใจของคนอื่น การตอบแทนกลับไปก็เป็นเรื่องที่สมควร
“ฮ่าฮ่า งั้นคุณอาสาม เสี่ยวเสวี่ย ฉันก็จะไม่เกรงใจพวกคุณแล้วนะคะ”
หลังจากที่คุณป้าสี่เหลียนได้รับกลิ่นหอมที่เฝ้าคิดถึงแล้ว ก็ถือชามเดินกลับไปที่บ้าน ไม่นำชามของครอบครัวตัวเองกลับมาด้วยซ้ำ
เหมยเสวี่ยทำหน้างงงวย
คุณย่าเฮ่อกลับหัวเราะร่าออกมา “เอาล่ะ รีบนั่งลงเถอะ เธอลองชิมดูฝีมือของคุณป้าสี่เหลียนของเธอทำกับข้าวได้ค่อนข้างดีเลยนะ” พูดจบ คุณย่าเฮ่อก็คีบเนื้อวัวชิ้นหนึ่งใส่เข้าปากเพื่อลิ้มรสชาติ
เนื้อวัวถูกหั่นเป็นชิ้นไม่ใหญ่มาก มีขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือ ล้วนเป็นชิ้นบางๆ
“อืม รสชาติไม่เลวเลย”
เหมยเสวี่ยก็ลองชิมดู หลับตาลงเพื่อลิ้มรสชาติอาหารสักพัก “จริงด้วยค่ะ คุณป้าสี่เหลียนทำได้อร่อยมากเลย เพียงแต่เผ็ดไปหน่อย คุณย่ากินให้น้อยลงหน่อยนะคะ กินเข้าไปแล้วอาจจะทำให้ร้อนในได้ง่ายค่ะ”
“เธออยากจะกินให้เยอะเองละสิ ได้ ย่าจะให้เธอทั้งหมดเลย” อาหารจานนี้มันเผ็ดเกินไปจริงๆ หญิงชราเองก็ค่อนข้างจะกินไม่ไหว
น้ำซุปหนึ่งชามก่อนอาหาร บำรุงกระเพาะและบำรุงร่างกายให้แข็งแรง
คุณป้าสี่เหลียนไม่รู้สึกว่าครอบครัวตัวเองเสียเปรียบ ถือชามที่ใส่เอ็นวัวเดินกลับบ้านด้วยความเบิกบานใจ
ฝีเท้าก้าวเดินเร็วกว่าตอนที่มาตั้งหลายส่วน
หลังจากเดินทางถึงบ้าน กลิ่นหอมนั้นก็ลอยเข้าไปในจมูกของคนทั้งสาม กลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนทำให้คนค่อนข้างจะทนไม่ไหว
“แม่เก่งมากเลย สามารถเอาของดีมาจากที่นั่นของคุณย่าสามได้จริงๆ ด้วย” เฮ่ออันเหวินมีใบหน้าเปี่ยมสุข
“เด็กคนนี้นี่ อะไรเรียกว่าเอามา นี่คือของที่คุณย่าสามของลูกมอบให้มา ลูกอยากกินไม่ใช่หรือ รีบกินสิ” ครอบครัวตัวเองก็ส่งเนื้อวัวไปให้ส่วนหนึ่งเหมือนกัน ไม่ได้ทำให้คุณอาสามเสียเปรียบแต่อย่างใด
ถ้าหากเดินทางไปขอด้วยมือเปล่า เธอทำเรื่องน่าเกลียดแบบนี้ไม่ลงจริงๆ
เฮ่ออันเหวินไม่ใช่คนที่ไม่รู้ความ สาเหตุหลักคืออาหารสิ่งนี้มันมีกลิ่นหอมมากเกินไป “แม่ แม่ก็กินด้วยสิครับ แม่ก็กินด้วย” ชายหนุ่มคีบเอ็นวัวชิ้นใหญ่ใส่ลงในชามของแม่ตัวเอง
เฮ่อเจิ้งสี่เห็นว่าลูกชายคีบเนื้อให้แม่คนเดียว ไม่ได้คีบแบ่งให้ตัวเอง จึงกระแอมออกมาหนึ่งเสียง “อะแฮ่ม”
“พ่อก็กินด้วยสิครับ”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อาหารที่เติมน้ำจากมิติเข้าไปมันมีกลิ่นหอมหวนชวนรับประทานจริงๆ ครอบครัวสามคนแบ่งกันกินจนหมดเกลี้ยง แต่ก็ยังรู้สึกไม่หนำใจ ถึงอย่างนั้นก็รู้จักความพอดี
เรื่องราวแทรกเล็กน้อยไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือเหมยเสวี่ยและคุณย่าเฮ่อ หลังจากกินอิ่มดื่มน้ำจนเพียงพอ ก็เริ่มต้นลงมือทำเนื้อวัวแห้ง
หญิงชราต้องการเก็บของดีเอาไว้ให้หลานชายส่วนหนึ่ง มีเนื้อวัวมากมายขนาดนี้ ประจวบเหมาะกับที่เหมยเสวี่ยทำเนื้อสัตว์แห้งเป็น เนื้อสัตว์แห้งเหล่านี้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน รอจนกระทั่งอันเจ๋อกลับมาก็ยังมีของอร่อยให้กิน
เหมยเสวี่ยไม่รู้เลยว่าสิ่งของของตัวเองถูกคุณย่าคิดถึงเพื่อมอบให้กับคนอื่น ใช่แล้ว ในใจของเธอ เฮ่ออันเจ๋อก็คือคนอื่น เป็นคนแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคยกันมาก่อน
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยถึงช่วงสี่ถึงห้าโมงเย็น เหมยเสวี่ยถึงได้นำเนื้อสัตว์แห้งทั้งหมดไปตากแดด พรุ่งนี้ถ้าหากฝนไม่ตก ตากแดดสักสองวันเนื้อสัตว์แห้งเหล่านี้ก็จะเสร็จสมบูรณ์
แน่นอน ฝนตกเธอก็ไม่กลัว สามารถใช้โอกาสนี้กินเนื้อสัตว์เหล่านี้จนหมดเกลี้ยงได้เช่นกัน
กล่าวถึงอีกด้านหนึ่ง เฮ่ออันเจ๋อทำงานอยู่ในทีมขนส่งแห่งหนึ่ง ทำงานมาได้หนึ่งปีกว่าแล้ว เนื่องจากเขาเรียนรู้การขับรถ ขับรถได้ค่อนข้างมั่นคง การขนส่งสินค้าก็ไม่เคยเกิดเรื่องผิดพลาด
สิ่งนี้ทำให้คนในทีมมองเห็นข้อดีของเขาค่อนข้างมาก เมื่อหลายวันก่อนเขาลางานกลับบ้าน ขบวนรถที่เดิมทีเขาควรจะเป็นคนนำกลับเกิดเรื่องขึ้นมากะทันหัน
สิ่งนี้ทำให้ทีมสูญเสียสินค้าไปไม่น้อยเลย
ทันทีที่เขากลับมาทำงานก็ถูกหัวหน้าเรียกตัวเข้าไปในห้องทำงาน สอบถามเขาว่ารู้หรือไม่ว่ากลุ่มคนที่ทำการปล้นสินค้าคือใคร
ปกติแล้วเขาจะเป็นคนวิ่งรถขนส่งเส้นทางนั้น วิ่งมานานขนาดนี้ คิดว่าก็น่าจะรู้จักผู้คนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
เฮ่อจวินฉี ชื่อที่เขาใช้ในทีมขนส่งคือเฮ่อจวินฉี เป็นชื่อบนทะเบียนบ้าน การทำงานที่นี่ก็ต้องลงทะเบียนข้อมูลทะเบียนบ้านเป็นธรรมดา
วิ่งรถขนส่งเส้นทางนั้นมาหนึ่งปี ย่อมต้องรู้จักผู้คนบ้างเป็นธรรมดา เพียงแต่เรื่องการปล้นสินค้าในขนาดใหญ่แบบนี้เขาไม่รู้จริงๆ เขาต้องไปสืบดูสักหน่อย
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถฝากข้อความไปที่บ้านได้ รีบพาดึงคนในขบวนรถเดินทางไปยังสถานที่ที่เกิดเรื่อง
สินค้าหลายคันรถเหล่านั้นหากต้องชดใช้ เกรงว่าเถ้าแก่ก็คงจะบาดเจ็บหนักไม่เบา
“จวินฉี นายไม่รู้จริงๆ หรือว่าคนกลุ่มนี้ปรากฏตัวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่” ชายร่างใหญ่หลายคนที่ตามมาด้วย มาถึงสถานที่เกิดเหตุได้สองวันแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถสอบถามข่าวคราวอะไรออกมาได้เลย
พวกเขาก็ร้อนใจเหมือนกัน แจ้งความกับตำรวจแล้วด้วย แต่ตำรวจก็ไม่มีวิธีหารถยนต์และสินค้าที่หายไปพบ แล้วจะมีวิธีอะไรอีก
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ช่วงเวลานี้บ้านเมืองด้านนอกวุ่นวายจริงๆ
เฮ่อจวินฉีส่ายหน้าปฏิเสธ “ผมลองถามคนเหล่านั้นดูแล้วครับ พวกเขาต่างก็ไม่รู้ว่ากลุ่มคนร้ายมาจากที่ไหน ก่อนหน้านี้ไม่เคยพบเห็นมาก่อน พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น พวกเขาก็เคยตรวจสอบดู แต่ทั้งรถและสินค้าทั้งหมดอันตรธานหายไปแล้วครับ”
[จบบท]