บทที่ 5: ความลับในนาข้าว
ตลอดเส้นทางดินลูกรังที่ทอดยาวไปยังทุ่งนา ไม่ใช่ว่าจะไม่มีชาวบ้านคนอื่นผ่านมาเห็นพวกเธอ ทว่าการมีหญิงชราผู้มีบารมีเดินนำหน้าอยู่ด้วย ทำให้กลุ่มคนที่ชอบจับกลุ่มคุยกันไม่กล้าเปิดปากส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ด้วยเกรงกลัวว่าหญิงชราจะหมดความอดทนแล้วเดินตรงเข้าไปตบตีสั่งสอน
แต่คล้อยหลังเมื่อคนทั้งสองเดินลับสายตาไป ชาวบ้านเหล่านั้นก็ยังคงจับกลุ่มซุบซิบนินทากันตามประสาอยู่ดี
แน่นอนว่าถ้อยคำเหล่านั้น เหมยเสวี่ยและคุณย่าล้วนไม่ได้ยิน เมื่อไม่ได้ยินก็ย่อมไม่รับรู้เรื่องราวให้รำคาญใจ
ในที่สุดทั้งสองก็เดินทางมาถึงไร่นาของครอบครัว หญิงชราเดินตากแดดมาตลอดทางจนรู้สึกเหนื่อยล้า เธอจึงตัดสินใจทรุดตัวลงนั่งพักผ่อนบนก้อนหินใหญ่ใต้ร่มไม้ริมคันนา
“พักสักหน่อยเถอะเสี่ยวเสวี่ย เดินมาตั้งไกล เหนื่อยแล้วใช่ไหม”
พอนั่งลงจัดแจงเสื้อผ้าเรียบร้อย หญิงชราก็หยิบขวดน้ำที่พกติดตัวมาด้วยขึ้นมาดื่มไปหนึ่งอึกใหญ่เพื่อดับกระหาย
เหมยเสวี่ยไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าแต่อย่างใด ร่างกายของเธอยังคงแข็งแรงดี เธอไม่รีบร้อนที่จะลงมือทำงาน จึงนั่งลงบนพื้นหญ้าข้างๆ คุณย่า
“คุณย่าคะ ต้นกล้าบ้านเราโตดีจังเลยค่ะ”
ภาพสีเขียวขจีเต็มท้องทุ่งที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ทำให้คนที่ได้มองรู้สึกเบิกบานใจและสดชื่น
แต่ใครจะไปรู้ถึงความเป็นจริงที่ซ่อนอยู่
“ดีอะไรกันล่ะ เธอพอมองดูฝั่งตรงข้ามสิ ต้นกล้าบ้านเราไม่อวบเลยสักนิด”
ใครๆ ในหมู่บ้านตระกูลเฮ่อต่างก็รู้กันดีว่าชาวนาลงนาปลูกข้าวมาสองเดือนแล้ว ต้นกล้าบ้านคนอื่นเริ่มอวบอ้วนและตั้งท้องออกรวงกันหมด ส่วนต้นข้าวของบ้านพวกเธอยังคงตั้งลำตรงแหน่ว ผอมแห้ง ไม่เห็นวี่แววว่าจะตั้งท้องเลยสักนิด
นี่คืออาการของพืชที่ขาดปุ๋ยบำรุงอย่างรุนแรง
เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงสองเดือนก็จะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว การเจริญเติบโตที่ล่าช้าของต้นข้าวในนาบ้านพวกเธอ ทำให้หญิงชราร้อนใจอยู่ลึกๆ
สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะเธอลงมือปลูกข้าวช้ากว่าคนอื่นไปหนึ่งเดือนเต็ม ลองคำนวณเวลาดูแล้ว พอถึงช่วงปลายเดือนแปดก็คงใกล้จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวพอดี
หลังเดือนแปดผ่านพ้นไป อากาศก็จะเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูฝน ถ้าหากจัดการเก็บเกี่ยวรวงข้าวไม่ทัน ครึ่งปีหลังที่เหลือก็จะไม่มีเสบียงอาหารเอาไว้กินผ่านฤดูหนาวอย่างแน่นอน
เรื่องปัญหาการขาดปุ๋ย
สำหรับปัญหานี้ เหมยเสวี่ยไม่รู้สึกหวาดกลัวหรือกังวลเลยสักนิด เพราะน้ำพุมิติวิเศษของเธอคือปุ๋ยบำรุงพืชผลที่ดีที่สุดในโลกใบนี้
แต่หญิงชราเพียงแค่อยากจะหยอกล้อเสี่ยวเสวี่ยเล่นสนุกๆ เพื่อคลายเครียดเท่านั้น
เมื่อเห็นหลานสะใภ้มีสีหน้าร้อนใจ หญิงชราก็หัวเราะร่วนออกมาอย่างไม่เกรงใจ
“ฮ่าฮ่า เสี่ยวเสวี่ยดูทำหน้าตกใจเข้าสิ ย่าทำนามาทั้งชีวิต จะกลัวไม่มีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ยังไง”
เห็นคุณย่ามีอารมณ์ซุกซนสนุกสนานขนาดนี้ เหมยเสวี่ยจะทำอะไรได้นอกจากยิ้มรับ
ก็ต้องตามใจคนแก่สิคะ
“ใช่ค่ะ คุณย่าเก่งที่สุดเลย”
หลังจากหยุดพักผ่อนรับลมเย็นๆ จนหายเหนื่อย หญิงชราก็ไม่เกรงใจเสี่ยวเสวี่ยอีกต่อไป อันที่จริงหากเธอต้องการจัดการงานถอนหญ้าในนาทั้งสี่แปลงนี้ให้เสร็จสิ้นด้วยตัวคนเดียว อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาตรากตรำทำงานถึงหนึ่งถึงสองวันเต็ม
คนเราพอแก่ตัวลง ร่างกายก็เสื่อมถอย มือเท้าก็เชื่องช้าลงไปมาก ไม่กระฉับกระเฉงว่องไวเหมือนสมัยสาวๆ
“เห็นนี่ไหม พวกที่ต้นโตกว่าต้นกล้าพวกนี้คือวัชพืช ในนาเรามีต้นพวกนี้ขึ้นแซมอยู่ไม่น้อยเลย ต้องลงไปถอนวัชพืชข้างในออกมาให้หมด”
หญิงชราเริ่มสอนเสี่ยวเสวี่ยให้รู้จักวิธีการทำงานในนา
เสี่ยวเสวี่ยกวาดสายตามองและแยกแยะออกได้ในพริบตา ของสิ่งนั้นหน้าตาคล้ายต้นข้าวสาลี แต่พอมองดูดีๆ ก็ไม่ใช่ข้าวสาลี เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นต้นอะไรกันแน่
“ได้ค่ะคุณย่า”
เมื่อได้รับมอบหมายงานอย่างชัดเจน เหมยเสวี่ยก็พับแขนเสื้อและลงมือทำงานทันที
เธอตัดสินใจเริ่มทำจากนาแปลงล่างสุดก่อน ค่อยๆ ถอนหญ้าไล่ขึ้นไปทีละแปลง วิธีนี้คุณย่าจะได้ยืนทำงานอยู่แปลงบน ไม่ต้องเดินวิ่งขึ้นวิ่งลงคันนาให้ลำบาก
เหตุผลหลักที่เธอเลือกทำแบบนี้คือกลัวว่าตัวเองทำงานถอนหญ้าเป็นครั้งแรก จะทำได้เชื่องช้าไม่รวดเร็วเท่าคุณย่า แล้วจะทำให้ผู้สูงอายุต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงมาช่วยจนเหน็ดเหนื่อย
มองดูแผ่นหลังเล็กๆ ของเสี่ยวเสวี่ยที่เดินลุยโคลนออกไป หญิงชรารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก เด็กรุ่นใหม่อาจจะดูบอบบางไปสักหน่อย แต่ข้อดีของเด็กคนนี้คือทำงานจริงจังไม่สำออย
เหมยเสวี่ยลองมองสำรวจดูสภาพดินในที่นา ก็เป็นอย่างที่หญิงชราพูดบ่นไว้จริงๆ นานี้ดินค่อนข้างแข็งและไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ในนายังมีน้ำขังอยู่เป็นแอ่งๆ เหมยเสวี่ยจึงถอนวัชพืชไปพลาง แอบหยดน้ำพุมิติลงในแอ่งน้ำในนาไปพลาง
เนื่องจากในนายังมีน้ำขัง จึงไม่จำเป็นต้องคอยหยดน้ำวิเศษลงไปใต้รากต้นกล้าทุกต้นให้เสียเวลา เพียงแค่ปล่อยหยดน้ำพุมิติลงผสมในน้ำที่ขังอยู่ในนา น้ำเหล่านั้นก็จะซึมซาบและคอยหล่อเลี้ยงบำรุงต้นข้าวพวกนี้ด้วยตัวเอง
เดินไปตามคันนาทีละแปลง เหมยเสวี่ยก้มตัวดึง ยืดตัวขึ้น ทิ้งวัชพืช สามท่าทางนี้เชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหลเป็นจังหวะ
การกระทำของเธอนั้นรวดเร็วและเด็ดขาด ไม่ทำให้เสียเวลาการทำงานเลยสักนิด
เวลาผ่านไปไม่นาน เธอก็จัดการถอนวัชพืชในนาแปลงแรกจนสะอาดหมดจด แล้วเดินขึ้นไปลุยงานแปลงต่อไป
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอตาฝาดคิดไปเองหรือเปล่า เธอรู้สึกเหมือนต้นกล้าสีเขียวพวกนี้กำลังเอนไหวเอ่ยขอบคุณเธอ อิอิ เธอมีรอยยิ้มประดับเต็มหน้าแล้วมุ่งมั่นลุยแปลงต่อไป
นาทั้งหมดมีสี่แปลง สองชั่วโมงต่อมาเหมยเสวี่ยก็จัดการงานเสร็จไปถึงสามแปลง ส่วนหญิงชราก็ถอนวัชพืชในนาแปลงใหญ่ที่สุดที่อยู่ด้านบนสุดจนสะอาดสะอ้านแล้วเช่นกัน
เหมยเสวี่ยยังต้องการโปรยน้ำพุมิติออกไปให้ทั่วถึง เธอจึงเดินลุยโคลนลงนาอีกครั้ง เริ่มกวาดสายตามองหาอาหารดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในดิน
เมื่อเห็นการกระทำประหลาดของเธอ หญิงชราก็ตกใจมาก
“เสี่ยวเสวี่ยรีบขึ้นมา อย่าขุดดินนะ เดี๋ยวจะทำให้รากต้นข้าวตายหมด”
ท่าทางคุ้ยเขี่ยนั้นคุ้นตาชาวนาเหลือเกิน เห็นได้ชัดเจนว่าเธอกำลังคุ้ยหาปลาไหลนาในดินโคลน
ในนามีสัตว์พวกนี้ซ่อนตัวอยู่เยอะแยะ แต่ตอนนี้ข้าวยังไม่โตเต็มที่ ยังไม่ถึงเวลาคุ้ยหา หญิงชราร้อนใจเป็นอย่างมากกลัวต้นข้าวเสียหาย
เหมยเสวี่ยเพียงแค่ทำท่าทางแหวกกอข้าวไปอย่างนั้น เธอจำเป็นต้องออกแรงคุ้ยหาที่ไหนกัน พอน้ำพุมิติกลิ่นหอมหวานไหลออกมา สัตว์พวกนี้ก็พากันเลื้อยทะลวงโคลนมาหาเธอเอง
ในนาแปลงล่าง เธอใช้มือเปล่าจับปลาไหลมาได้ไม่น้อย แต่ตัวเล็กๆ เธอเลือกปล่อยกลับลงนาไปหมด เก็บไว้แต่ตัวใหญ่ๆ อวบอ้วน แล้วใช้ต้นหญ้าเหนียวๆ ร้อยเหงือกพวกมันไว้ด้วยกันทีละตัว
“คุณย่าคะ ฉันไม่ได้คุ้ยดินในนาเลยค่ะ ปลาไหลนาพวกนี้โผล่หัวออกมาเองทั้งนั้น”
กลัวคุณย่าจะกังวลเรื่องต้นข้าว เหมยเสวี่ยจึงโปรยน้ำพุมิติจำนวนมากทิ้งไว้ที่จุดเดียว จากนั้นก็เดินขึ้นคันนา ไม่เดินลุยลงนาอีก
หญิงชราไม่อยากจะเชื่อคำพูดนั้น จึงเดินไปดูให้เห็นกับตาตรงหน้าเหมยเสวี่ย เมื่อเห็นปลาไหลนาตัวโตที่ดิ้นอยู่ข้างเท้าเธอ หญิงชราก็ตกใจมาก
“สวรรค์ นี่มันเรื่องอะไรกัน”
หญิงชราทำนามาทั้งชีวิต เพิ่งเคยเห็นภาพเหตุการณ์แปลกประหลาดแบบนี้เป็นครั้งแรก
เหมยเสวี่ยทำหน้าซื่อตาใส
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ อาจจะเป็นเพราะเนื้อของฉันหอมเกินไปมั้งคะ พวกมันถึงได้พากันเลื้อยมามารุมล้อมขาฉันเต็มไปหมดเลย”
เห็นเธอยังทำท่าทีพูดเล่นติดตลก หญิงชราก็รู้ว่าหลานสะใภ้ไม่ได้ตกใจกลัวสัตว์พวกนี้
“เธอนี่นะ มัวแต่พูดเล่น รีบจับสิ ตอนเย็นบ้านเราจะได้มีเนื้อกิน”
อิอิ เหมยเสวี่ยดีใจเป็นอย่างมากที่จะได้กินของอร่อย
หลังจากแอบโปรยน้ำพุมิติเสร็จเรียบร้อย เหมยเสวี่ยก็หิ้วพวงปลาไหลนาตัวใหญ่เดินตามคุณย่ามาที่คันนาด้านบน
“คุณย่าคะ ฝั่งที่ฉันยืนอยู่เมื่อกี้ก็มีปลาไหลอีกไม่น้อยเลย ไปเถอะค่ะ พวกเรารีบเอากลับไปบ้านกัน”
เธอรีบบอกเร่งเร้าเพราะกลัวพวกมันจะขาดใจตายเพราะโดนหญ้าร้อยเหงือกเอาไว้
หญิงชราตกใจ เมื่อนึกย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์น่าเหลือเชื่อเมื่อครู่ เธอก็ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี คำว่าไม่น้อยของเด็กคนนี้มันหมายถึงจำนวนเท่าไหร่กันแน่
เมื่อเห็นปลาไหลนาถูกร้อยเป็นพวงๆ วางกองอยู่บนพื้นดิน หญิงชราก็สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ
“พรุ่งนี้เช้าเตรียมตัวไปตลาดกัน”
ของสดเยอะแยะขนาดนี้ คนในบ้านแค่ไม่กี่คนจะกินหมดได้ยังไง
เหมยเสวี่ยไม่เข้าใจความคิดของผู้ใหญ่
“ทำไมล่ะคะ”
เธอถามด้วยใบหน้าสงสัยปนเสียดาย
“เอาไปขายสิ เยอะขนาดนี้ เธอกินหมดเหรอ ไม่กลัวกินจนอ้วกแตกหรือไง”
คนในหมู่บ้านชนบทได้กินของหาตามทุ่งนาอยู่บ่อยๆ จึงไม่ได้รู้สึกชอบกินสัตว์พวกนี้เป็นพิเศษ
แน่นอนว่าถ้าครอบครัวไหนยากจนไม่มีเงิน ก็ย่อมไม่มีสิทธิ์เลือกกินอาหาร
แต่ของพวกนี้คนในเมืองชอบนัก มักขายได้ราคาดีเสมอ ได้มาเยอะขนาดนี้ เอาไปแลกน้ำมันพืชได้เป็นถังเลยทีเดียว
“อ้าว ขายให้คนอื่นหมดเลยเหรอคะ”
เหมยเสวี่ยรู้สึกเสียดายของอร่อยอยู่ลึกๆ
เธออยากกินเนื้อปลาไหลพวกนี้ นี่มันของสดจากธรรมชาติแท้ๆ ไม่มีการกลายพันธุ์จากสารเคมีเลยสักนิด แค่ดมกลิ่นโคลนคาวๆ ก็รู้สึกล่วงหน้าได้เลยว่าเนื้อต้องหอมหวานมากแน่ๆ
“ใช่ ขายให้หมดเลย ย่าไม่เหลือไว้ให้เธอหรอก ปล่อยให้เธออยากกินจนตายไปเลย”
หญิงชราพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง แต่คำพูดประโยคนี้ช่างตลกขบขันจนคนฟังกลั้นยิ้มแทบไม่อยู่
“คุณย่าคะ คุณย่าล้อฉันเล่นอีกแล้ว”
ระดับเธอแล้วทำไมจะฟังน้ำเสียงล้อเลียนไม่ออก
นิสัยแบบนี้เหมือนกับอาจารย์ของเธอในอดีตไม่มีผิด ซุกซนชอบแกล้งคนจริงๆ
“เอาล่ะ เลิกเล่นแล้วเอาปลาไหลพวกนี้ใส่ลงถังไว้ เอาหญ้าปิดทับอย่าให้คนอื่นเห็น ถ้าถึงเวลาชาวบ้านทุกคนแห่พากันมาคุ้ยหาปลาไหลนาในนาของเรา ปีนี้พวกเราจะได้กินข้าวไหม”
หญิงชราเป็นคนรอบคอบและระมัดระวังตัวเสมอ
“ค่ะ เชื่อฟังคุณย่าทุกอย่างเลย”
เหมยเสวี่ยยิ้มรับคำสอน
เธอจัดการรองน้ำใส่ถังเล็กน้อยเพื่อหล่อเลี้ยง แล้วแอบเจือปนน้ำพุมิติลงไปอีกหน่อย รับรองได้เลยว่าปลาไหลพวกนี้มีชีวิตรอดไปจนถึงเช้าวันพรุ่งนี้แน่นอน
วันนี้ทำงานเสร็จและเลิกงานเร็วกว่าปกติ ย่าหลานสองคนเดินถืออุปกรณ์กลับบ้านไปพลาง พูดคุยหัวเราะกันไปพลางอย่างมีความสุข
ระหว่างทางเดินกลับก็บังเอิญเดินสวนกับคนในหมู่บ้านตระกูลเฮ่อหลายคน แต่ทุกคนเห็นแก่หน้าคุณย่าเฮ่อผู้อาวุโส จึงพากันเดินเข้ามาไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบเหมยเสวี่ย โชคดีที่ทุกคนล้วนแสดงท่าทีเป็นมิตร
บรรยากาศสงบสุขราวกับว่าการรวมกลุ่มซุบซิบนินทาเมื่อสองวันก่อนไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่เหมยเสวี่ยก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจคนพวกนี้นัก บนใบหน้าของเธอยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี
ที่เธออารมณ์ดีเป็นเพราะเธอรู้สึกพึงพอใจกับผลงานปลาไหลนาในมือต่างหาก
“คุณป้าใหญ่ ตอนนี้สบายแล้วนะคะ เสี่ยวเสวี่ยเก่งจริงๆ ถึงกับมาช่วยคุณป้าทำงานในนาได้ด้วย”
ผู้หญิงที่เอ่ยทักทายคือพี่สะใภ้ย่ง เธอเป็นหลานสะใภ้สายตรงของบ้านคุณย่าเฮ่อ แต่เธอขึ้นชื่อว่าเป็นคนปากหอยปากปูที่สุดในหมู่บ้าน
ปกติแล้วคนที่คุณย่าเฮ่อไม่ชอบหน้าที่สุดก็คือหลานสะใภ้คนนี้ ตอนที่อีกฝ่ายเพิ่งแต่งเข้าบ้านมาช่วงปีแรกๆ เธอยังเคยมีปากเสียงทะเลาะวิวาทกับคุณย่าเฮ่อด้วยซ้ำ
[จบบท]