ซูอ้าวเทียนรีบเอ่ยต่อในทันที "ในเมื่อเหยาเอ๋อร์เต็มใจจะไปเรียนที่สำนักศึกษาด้วยตนเอง เช่นนั้นพ่อก็ย่อมดีใจเป็นล้นพ้นอยู่แล้ว"
ซูจิ่งเหยารู้สึกตื่นเต้นอยู่ลึก ๆ ในใจ ทว่าบนใบหน้ายังคงเรียบเฉยพลางเอ่ยตอบกลับไป "ขอบพระคุณท่านพ่อ ลูกขอตัวลาเจ้าค่ะ"
ซูอ้าวเทียนพยักหน้ารับคำ ซูจิ่งเหยาจึงหมุนตัวเดินถอยออกไป
หากคิดจะเอาชีวิตรอดอยู่บนโลกใบนี้ เธอจำเป็นต้องทำความเข้าใจโลกใบนี้ให้ถ่องแท้เสียก่อน อีกทั้งบิดาของเธอผู้นี้ยังเป็นถึงมหาแม่ทัพใหญ่ที่กุมกองกำลังทหารไว้ในมือถึงสามแสนนาย แม้จะกล่าวว่าองค์ฮ่องเต้ทรงรักใคร่โปรดปรานบิดาของเธอเป็นอย่างยิ่ง ทว่าในใต้หล้าแห่งนี้ย่อมต้องมีพวกคนถ่อยสารเลวแฝงตัวอยู่เสมอ
และเธอกับจิ่งเหยียนก็เป็นบุตรธิดาเพียงสองคนของท่านพ่อ มันจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีพวกคนชั่วคิดใช้พวกเธอเป็นเครื่องมือเพื่อข่มขู่และบีบบังคับบิดาของเธอ
หากจำไม่ผิด สำนักศึกษาจะเปิดภาคเรียนในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ช่วงเวลาหนึ่งเดือนนี้ เธอจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมอย่างเต็มที่ และที่สำคัญคือต้องรีดไขมันส่วนเกินบนร่างนี้ออกไปให้ได้
แม้ว่าเธอจะเป็นถึงมือสังหารอันดับหนึ่ง ทว่าก้อนเนื้อไขมันเหล่านี้ มักทำให้ท่วงท่าและการเคลื่อนไหวของเธอเชื่องช้าลงไปมาก ความยืดหยุ่นและความคล่องตัวก็ลดฮวบลงไปด้วย ดังนั้นไขมันเหล่านี้ต้องถูกกำจัดออกไปให้สิ้นซาก
ซูจิ่งเหยาคิดพลางเดินกลับไปยังห้องพักของตน ในเวลานี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการอาบน้ำชำระล้างร่างกายสักรอบ!
———————————
เธอเรียกใช้สาวใช้สองคน เพียงไม่นานน้ำร้อนและถังอาบน้ำขนาดใหญ่พิเศษก็ถูกยกเข้ามาด้านใน
"คุณหนู น้ำร้อนเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ" สาวใช้ทั้งสองก้มหน้าลงต่ำ พลันเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ซูจิ่งเหยาพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเอ่ยปากสั่ง "อืม พวกเจ้าออกไปเถอะ"
ถึงแม้เธอจะเป็นคนจากยุคปัจจุบัน ทว่าอย่างไรเสียเธอก็ไม่ชอบใจนักหากต้องมีคนคอยปรนนิบัติอาบน้ำให้ หรือมาเห็นเรือนร่างของเธอ
สาวใช้ทั้งสองหันมาสบตากันแวบหนึ่ง ทว่าก็มิได้เอ่ยปากซักไซ้สิ่งใดมากความ พวกนางถอยออกไปอย่างชาญฉลาดและว่าง่าย
ซูจิ่งเหยาชอบใจในจุดนี้ยิ่งนัก สาวใช้สองคนนี้ช่างรู้ความและเชื่อฟังดีจริง ๆ
———————————
หลังจากอาบน้ำชำระล้างร่างกายเสร็จสิ้น ซูจิ่งเหยาก็เดินไปนั่งลงที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ทว่าเธอกลับพบว่าบนโต๊ะเครื่องแป้งนั้นขาดกระจกไปบานหนึ่ง เพียงพริบตาเดียว ความทรงจำอันเลวร้ายบางอย่างก็ผุดวาบขึ้นมาในห้วงคำนึงของเธอ
ที่แท้สาวใช้สองคนที่เคยคอยปรนนิบัติซูจิ่งเหยาคนก่อน มักชอบพูดจาถากถางหัวเราะเยาะซูจิ่งเหยาว่าทั้งอ้วนทั้งน่าเกลียดอยู่เป็นประจำ และด้วยความที่ซูจิ่งเหยาคนเดิมมีนิสัยอ่อนแอขี้ขลาด แม้แต่บ่าวไพร่สองคนก็ยังไม่กล้าลงทัณฑ์สั่งสอน หลังจากถูกปฏิบัติอย่างเลวร้ายเช่นนี้มานานหลายปี ซูจิ่งเหยาจึงไม่กล้าส่องกระจกอีกเลยนับแต่นั้นมา ส่วนสาวใช้สองคนนั้นก็ยิ่งได้ใจและทวีความกำเริบขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขนาดแอบกินอาหารมื้อหลักของคุณหนู และมิได้เห็นเธออยู่ในสายตาในฐานะคุณหนูของบ้านเลยแม้แต่น้อย
ต่อมาเรื่องนี้ถูกจิ่งเหยียนจับได้โดยบังเอิญ จิ่งเหยียนจึงรอจนกระทั่งท่านพ่อกลับมาแล้วนำเรื่องนี้ไปฟ้อง ซึ่งวิธีจัดการของท่านพ่อในตอนนั้นคือปล่อยให้เธอเป็นผู้ลงทัณฑ์บ่าวรับใช้สองคนนั้นด้วยตนเอง
ทว่าช่างน่าเวทนาที่ร่างเดิมของซูจิ่งเหยียนั้นมีจิตใจอ่อนโยนและขี้สงสารจนเกินไป สุดท้ายเธอก็ยอมปล่อยตัวสาวใช้สารเลวสองคนนั้นไป ปัจจุบันพวกนางจึงยังคงทำงานอยู่ในจวนในฐานะบ่าวไพร่ชั้นต่ำที่คอยใช้แรงงานทั่วไป
ส่วนสาวใช้สองคนเมื่อสักครู่นี้ เป็นคนที่ท่านพ่อช่วยเสาะหามาให้เธอ ซึ่งกิริยามารยาทและการวางตัวช่างแตกต่างจากสาวใช้สองคนก่อนหน้าราวฟ้ากับเหว
สาวใช้สองคนเมื่อครู่ มีนามว่า เหลิ่งซวง และ หานลู่
ซูจิ่งเหยามิใช่คนธรรมดาทั่วไป สาวใช้สองคนเมื่อสักครู่ เพียงมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่ามิใช่สาวใช้บ้าน ๆ ทั่วไป ข้อแรกคือท่วงท่าการขยับตัวของพวกนางช่างคล่องแคล่วและเด็ดขาด ไม่มีอาการรีรอหรือเก้ ๆ กัง ๆ ให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ข้อที่สองคือพวกนางรู้ใจและประสานงานกันได้ดีเยี่ยม เพียงสบตากันแวบเดียวก็สามารถสื่อสารเข้าใจกันได้แล้ว ด้วยเหตุนี้ ซูจิ่งเหยาจึงมั่นใจอย่างเด็ดขาดว่า สาวใช้สองคนนี้... ดีไม่ดีอาจมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่ด้วยเป็นแน่!
———————————
ซูจิ่งเหยายกยิ้มขึ้นมาบาง ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระจกบานหนึ่งออกมาจากอีกมุมหนึ่ง กระจกบานนี้มีขนาดกะทัดรัดพกพาง่ายและมีความประณีตงดงามยิ่งนัก รอบขอบกระจกถูกสลักเป็นลวดลายดอกโบตั๋น (หมู่ตาน) ดอกเล็ก ๆ กระจกบานนี้คือของขวัญวันคล้ายวันเกิดที่บิดาของเธอมอบให้ตอนที่เธอมีอายุได้สิบขวบ ซึ่งแฝงความหมายอันลึกซึ้งไว้ว่า อยากให้เธอมีความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นข้อบกพร่องหรือข้อดี ก็จงยืดอกยอมรับมันอย่างกล้าหาญ และห้ามหันหลังหดหัวหนีเด็ดขาด!
ซูจิ่งเหยายกกระจกลายดอกโบตั๋นบานนี้ขึ้นมา พลางส่องมองใบหน้าของตน
ทว่าเธอก็ต้องรีบวางกระจกลงในทันที... ผิวพรรณของร่างนี้ขาวเนียนละเอียดเป็นอย่างยิ่ง ต่อให้ไม่ต้องประทินผิวด้วยเครื่องแป้งหรือชาดใด ๆ ก็ยังดูขาวใสและมีน้ำมีนวลยิ่งกว่าสตรีคนอื่น ๆ เสียอีก
ทว่าสิ่งที่น่าเศร้าก็คือ กระจกบานนี้กลับส่องให้เห็นใบหน้าของเธอได้เพียง 'หนึ่งในสามส่วน' ของใบหน้าทั้งหมดเท่านั้น
เมื่อเผชิญกับผลลัพธ์เช่นนี้ ซูจิ่งเหยาจึงไม่รู้ว่าจะแสดงปฏิกิริยาเช่นไรดี
เธอได้แต่ยื่นมือออกไป ลูบไล้ใบหน้าของตนเองเงียบ ๆ ...มันให้ความรู้สึกเนียนนุ่มสบายมือดีแท้ ๆ เพียงแต่ว่า... เธอกลับไม่ชอบใจมันเอาเสียเลย!
— จบตอนที่ 5 —