กู้เซี่ยงหยางสูญเสียการทรงตัว ร่างถลาไปข้างหน้าอย่างแรง แต่ประสาทสัมผัสกลับเฉียบคมผิดปกติ
เขามองเห็นก้อนหินที่มีเหลี่ยมคมกริบอยู่เบื้องหน้าอย่างชัดเจน หากกระแทกเข้าไป มันจะกรีดหน้าเขาจนเหวอะ หรือไม่ก็ทิ่มทะลวงดวงตาจนบอด
ร่างกายทรยศต่อการควบคุมของสมอง ฉุดกระชากเขาลงสู่พื้นอย่างไร้ปรานี ภาพตัวเองเสียโฉมตาบอดลอยมาตรงหน้า
ไอเย็นยะเยือกพุ่งวาบจากก้นกบขึ้นสู่กลางกระหม่อม เลือดในกายแข็งตัว เขาแทบจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดยามหินแหลมทิ่มแทงลูกตาได้ล่วงหน้าแล้ว
ในวินาทีสุดท้าย พลังปราณอันน้อยนิดที่สะสมอยู่ในกายระเบิดออกมาเพื่อชิงการควบคุมร่างกลับคืนมา
กู้เซี่ยงหยางใช้มือทั้งสองข้างยันพื้นไว้อย่างสุดแรง ลูกตาของเขาอยู่ห่างจากยอดหินแหลมเพียงแค่ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น!
"พี่!" กู้เซี่ยงหงตกใจแทบสิ้นสติ รีบถลันเข้ามาประคองด้วยมือไม้ที่สั่นเทา
กู้เซี่ยงหยางอาศัยแรงจากมือน้องสาวพยุงตัวลุกขึ้น ใจยังสั่นรัวด้วยความหวาดกลัว อีกนิดเดียวเขาคงต้องกลายเป็นไอ้ตาเดียวไปตลอดชีวิตแน่ๆ
"หินนี่มาจากไหนเนี่ย! โชคดีนะที่ไม่เป็นอะไร ไม่งั้นแย่แน่ๆ" กู้เซี่ยงหงเองก็เห็นหินก้อนนั้น เธอใจหายวาบยิ่งกว่าเดิม
ทางเดินไปนานี่ปกติจะถูกถากถางจนสะอาดสะอ้าน แม้แต่ก้อนดินแข็งๆ ยังแทบไม่มี แล้วหินก้อนใหญ่ที่แหลมคมขนาดนี้โผล่มาได้ยังไง
กู้เซี่ยงหงรีบยกหินก้อนนั้นไปทิ้งไกลๆ เพราะกลัวว่าจะมีใครมาสะดุดเข้าอีก
กู้เซี่ยงหยางมั่นใจมากว่าเมื่อกี้เขาเดินตามปกติ ไม่ได้เตะโดนอะไรเลย แต่ขาทั้งสองข้างกลับขัดกันเองอย่างไร้สาเหตุ
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าการเสียหลัก คือกระแสแห่งความเกลียดชังอันเย็นเยียบที่พุ่งเข้าใส่เขาในวินาทีนั้น ราวกับลิ่มน้ำแข็งที่ปักลงบนร่าง
เขารีบหันกลับไปมอง เห็นเพียงม่านซิ่วเหลียนกับกู้เจินเจินที่หยุดยืนห่างออกไปห้าก้าว
ม่านซิ่วเหลียนเห็นเขาเกือบจะหน้าแหก ก็ยืนเยาะเย้ยถากถาง: "คนบางคนมันไม่กตัญญู เดินดีๆ ยังล้มได้ นี่แหละนะที่เขาเรียกว่าสวรรค์ลงโทษ สมควรโชคร้ายแล้ว"
พูดจบเธอก็แค่นเสียงเหอะ อุ้มกู้เจินเจินเดินเชิดหน้าผ่านพวกเขาไป
กู้เซี่ยงหงโกรธจนตัวสั่น อ้าปากจะเข้าไปเถียงกับย่า
"ไปเถอะ อย่าไปสายเลย" กู้เซี่ยงหยางขัดขึ้นเสียก่อน
กู้เซี่ยงหงจูงมือน้องอีกสองคนพลางบ่นพึมพำ: "พี่ใหญ่เกือบจะหน้าแหกแท้ๆ ย่าไม่ช่วยไม่ว่ายังจะมาพูดจาถากถางอีก เกินไปจริงๆ"
กู้เซี่ยงหยางตบไหล่น้องสาว: "จำไว้นะ ต่อไปอยู่ห่างๆ พวกเขาไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้บอกพี่ก่อน"
สีหน้าของเขาเคร่งขรึมราวกับกำลังสั่งเสียเรื่องสำคัญ
กู้เซี่ยงหงอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า แม้จะไม่เข้าใจความหมายนัก แต่เธอก็รู้ว่าพี่ชายไม่มีทางทำร้ายพวกเขาแน่
กู้เซี่ยงหยางกำหมัดแน่น ความหวาดกลัวตอนที่ร่างกายเสียการควบคุมยังคงหลงเหลืออยู่
เขาไม่มีทางจำผิดแน่ๆ เมื่อครู่นี้ร่างกายของเขามีปัญหา มันถูกพลังลึกลับบางอย่างเข้าควบคุม
【เสี่ยวว่าน เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น กู้เจินเจินก็เป็นผู้ทะลุมิติเหมือนกันเหรอ ยัยเด็กนั่นมีระบบหรือเปล่า?】
【ตรวจสอบเสร็จสิ้น ไม่พบร่องรอยของระบบ】
【พบความผิดปกติในวิญญาณของกู้เจินเจิน ตัดสินได้ว่าเป็นผู้ทะลุมิติ】
กู้เซี่ยงหยางหน้าถอดสี เป็นผู้ทะลุมิติสินะ แต่ในเมื่อกู้เจินเจินไม่มีสูตรโกง แล้วเมื่อกี้เขาเสียการควบคุมได้ยังไง
【ตรวจอีกรอบ ยัยนั่นต้องมีปัญหาแน่ๆ】
【ตรวจสอบซ้ำเสร็จสิ้น ไม่มีระบบ ไม่มีมิติ ไม่มีสูตรโกงใดๆ】
【กู้เจินเจินมีค่าโชคลาภ สูงมาก ตัดสินเบื้องต้นว่าเป็น 'บุตรแห่งโชคชะตา' ของโลกใบนี้】
กู้เซี่ยงหยางเม้มปากแน่น แม้โชคลาภจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่มันสำคัญมาก คนที่ได้รับการปกป้องจากเจตจำนงแห่งโลกจะมีชีวิตที่ราบรื่นเสมอ
ชาติก่อนเขาเพียรพยายามบำเพ็ญตบะอย่างหนัก จนถึงขั้นได้รับใบอนุญาตกลายเป็นปีศาจจากรัฐบาล แต่สุดท้ายก็ยังถูกสายฟ้าฟาดตาย
นี่แหละคือจุดจบของคนที่ไม่เป็นที่รักของเจตจำนงแห่งโลก โลกไม่อนุญาตให้เขามีตัวตนอยู่ต่อไป
กู้เซี่ยงหยางแค้นจนเขี้ยวสั่น: 【บุตรแห่งโชคชะตาแล้วไงล่ะ หมายความว่ายัยนั่นอยากให้ใครซวยคนนั้นก็ต้องซวย พวกเราพี่น้องต้องยอมเป็นวัวเป็นควายให้ยัยนั่น ไม่งั้นต้องมีจุดจบอนาถงั้นเหรอ! ยัยนั่นคู่ควรเหรอ! พ่อจะซัดให้ร่วงเลยคอยดู!】
ตอนนี้เขาพอจะรู้แล้วว่าทำไมเจ้าของร่างเดิมถึงต้องหนีไป ยอมยกขยับร่างกายให้ปีศาจต้นสนแดงอย่างเขา เพราะถึงจะเกิดใหม่ก็ยังสู้บุตรแห่งโชคชะตาไม่ได้นี่เอง
【โฮสต์ โปรดสงบสติอารมณ์แล้วค่อยหาทางออก ความมุทะลุวู่วามไม่ใช่บุคลิกของคุณ คุณกำลังถูกผลกระทบครอบงำ】
กู้เซี่ยงหยางสูดหายใจลึก พยายามระงับโทสะ
เขาค้นหาความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม และพบสิ่งผิดปกติในไม่ช้า
กู้เจินเจินตั้งแต่เกิดมาดวงดีมากจริงๆ แต่ก็จำกัดอยู่แค่การได้กินไข่เพิ่มไม่กี่ฟอง หรือขึ้นเขาไปแล้วเจอกับไก่ป่าบ้าง ซึ่งความถี่ก็ไม่ได้บ่อยนัก
ถ้าเป็นบุตรแห่งโชคชะตาจริงๆ ชีวิตกู้เจินเจินก็ดูจะอัตคัดไปหน่อยนะ
แต่พอขุดลึกลงไป กู้เซี่ยงหยางก็พบเรื่องประหลาด
ทุกครั้งที่กู้เจินเจินดวงดี มักจะมีคนโชคร้ายเสมอ บางครั้งเป็นบ้านลุงใหญ่ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นบ้านของพวกเขา
ครั้งที่หนักที่สุด กู้เจินเจินเก็บไก่ป่ากลับบ้านได้ อู๋ไหลตี้ เลยพาพวกเขาไปแอบต้มผักป่ากินกันเอง แต่กลับกินผิดชนิดจนท้องร่วงกันยกบ้าน
ตอนนั้นม่านซิ่วเหลียนด่าอู๋ไหลตี้ว่าเป็นตัวซวย ด่าลูกๆ ว่าเป็นพวกตะกละ ไม่ยอมให้ไปหาหมอ แม่ลูกหกคนต้องใช้ร่างกายทนเอาเองจนรอดมาได้
แต่อู๋ไหลตี้ที่เป็นคนชนบทโดยกำเนิด จะไม่รู้จักผักป่าได้ยังไง?
ก่อนหน้านี้ไม่มีใครเชื่อมโยงเรื่องพวกนี้เข้าด้วยกัน แต่พอมาเจอเรื่องเมื่อกี้ กู้เซี่ยงหยางอดสงสัยไม่ได้ว่า ดวงดีของกู้เจินเจินนั้น 'ขโมย' มาจากคนอื่น!
【สมกับที่เป็นปีศาจต้นสนแดง โฮสต์ของข้าฉลาดจริงๆ】
【จากการตรวจสอบเชิงลึกของห้างสรรพสินค้าหมื่นภพ ค่าโชคลาภของกู้เจินเจินสูงกว่าคนปกติเพียงเล็กน้อย เธอเป็นบุตรแห่งโชคชะตา 'สายเติบโต'】
【โลกใบนี้ละโมบมาก มันเหวี่ยงแหเลี้ยงปลาไว้ทั่ว กู้เจินเจินก็แค่ปลาตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง】
【เธอมีโชคดี แต่การจะเสพโชคดีนั้นต้องมีค่าตอบแทน ดูเหมือนว่าญาติที่มีสายเลือดเชื่อมโยงกับเธอจะเป็นคนจ่ายค่าตอบแทนนั้นแทนเธอ】
ที่แท้ก็เป็นแค่ "ปลาหลีฮื้อดำ" (ตัวซวยแฝงโชค) รุ่นกึ่งสำเร็จรูปนี่เอง!
กู้เซี่ยงหยางกัดฟันกรอด: 【ตรรกะเฮงซวยอะไรเนี่ย ผลประโยชน์ยัยนั่นเอาไป แต่ความซวยพวกเราต้องรับไว้เอง!】
ของที่กู้เจินเจินเอากลับบ้าน พวกเขาไม่ได้กินสักคำ ทุกอย่างตกเป็นของตาแก่ยายแก่กับบ้านอาสามหมด
【โฮสต์ไม่ต้องกังวล มีวิธีแก้】
【การจะรับเคราะห์แทนบุตรแห่งโชคชะตามีเงื่อนไขอยู่ ยิ่งระยะใกล้ ยิ่งสายเลือดชิด ยิ่งทำได้ง่าย】
【ตราบใดที่คุณอยู่ห่างจากกู้เจินเจินและคอยระแวดระวัง ก็จะหลีกเลี่ยงได้】
พูดง่ายแต่ทำยาก ตอนนี้พวกเขายังนอนบ้านเดียวกันเลยนะ!
กู้เซี่ยงหยางสีหน้าเคร่งเครียด ดูเหมือนเขาต้องรีบสืบให้รู้ว่าทำไมปู่กับย่าถึงพยายามรั้งพวกเขาไว้ และต้องรีบแยกบ้านให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้กู้เจินเจินมาทำร้ายได้อีก
ไม่อย่างนั้น ตัวเขายังพอฝึกพลังปราณไว้ป้องกันตัวได้ แต่น้องๆ ของเขาไม่มีทางฝึกได้ ได้แต่ต้องรับเคราะห์โชคร้ายไปวันๆ
【เดี๋ยวนะ แกบอกว่าเจตจำนงแห่งโลกเหวี่ยงแหเลี้ยงปลาไว้ งั้นนอกจากกู้เจินเจินแล้ว ยังมีบุตรแห่งโชคชะตาคนอื่นอีกเหรอ?】
【ชัวร์ปาบ】
กู้เซี่ยงหยางเริ่มรู้สึกไม่ดี: 【แล้วผมล่ะ ผมก็เป็นผู้ทะลุมิติ แถมยังมีห้างสรรพสินค้าหมื่นภพ ผมเป็นบุตรแห่งโชคชะตาด้วยไหม?】
【โฮสต์ครับ บุตรแห่งโชคชะตาคือปลาที่เจตจำนงแห่งโลกเป็นคนเลือก คุณอยากเป็นหนึ่งในล้านตัวในบ่อเลี้ยงของมันเหรอ?】
กู้เซี่ยงหยางส่ายหัวทันที: 【งั้นไม่เอาดีกว่า ผมอยากเป็นหนึ่งเดียวในใจแกก็พอ】
【โฮสต์ ห้างสรรพสินค้าหมื่นภพอยู่เหนือทุกสูตรโกง การที่คุณใช้พลังปราณจนหมดเพื่อผูกวิญญาณกับเสี่ยวว่านคือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด】
【ถ้ามีสูตรโกงอื่นปรากฏขึ้น เสี่ยวว่านสามารถเขมือบพวกมันได้ และโฮสต์ก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วย】
【เพราะฉะนั้น ลุยไปข้างหน้าเลยครับโฮสต์ที่รักของข้า】
กู้เซี่ยงหยางกะพริบตาปริบๆ เขาสัมผัสได้ถึงความคาดหวังและความอยากเห็นโลกวุ่นวายจากน้ำเสียงของระบบ
แต่ในเมื่อได้ผลประโยชน์ เขาก็ไม่เกรงใจละนะ
กู้เซี่ยงหยางเงยหน้าขึ้นมองกู้เจินเจินที่นั่งเล่นร้อยพวงมาลัยหญ้าอยู่บนคันนา ในใจเริ่มรู้สึกเสียดาย... ทำไมยัยนี่ไม่มีสูตรโกงนะ ถ้ามี เสี่ยวว่านจะได้เริ่มมื้ออาหารสักที
________________________________________
กู้เจินเจินใช้ฟางข้าวจากปีที่แล้วมาร้อยพวงมาลัย ฝีมือหยาบบิดๆ เบี้ยวๆ ช่วงนี้อากาศยังหนาว ในนามันไม่มีอะไรให้เล่น เธอเลยต้องทำแบบนี้ฆ่าเวลา
ในใจเธออยากอยู่บ้านมากกว่า บ้านอุ่นกว่า ไม่ต้องโดนลมพัด แถมยังมีอะไรให้แอบกินบ่อยๆ
แต่เสียดายที่ม่านซิ่วเหลียนไม่วางใจให้เธออยู่บ้านคนเดียว เลยต้องกระเตงเธอมาด้วย
ทันใดนั้น กู้เจินเจินก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว
เธอขมวดคิ้วแล้วเงยหน้าขึ้น จ้องเขม็งไปทางกู้เซี่ยงหยาง แต่เห็นสี่พี่น้องกำลังก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่ได้มองมาที่เธอเลยสักนิด
"หรือว่าฉันจะคิดไปเอง?" กู้เจินเจินรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
เธอมองกู้เซี่ยงหยางด้วยสายตาเคลือบแคลง ดวงแข็งดีนักนะ เมื่อกี้ยังหลบพ้นมาได้ เหอะ... หลบได้ครั้งหนึ่ง จะหลบได้ครั้งที่สองที่สามหรือเปล่า คอยดูเรื่องสนุกได้เลย
แววตาของกู้เจินเจินดูเหนือกว่าคนอื่น เธอปักใจเชื่อว่าตัวเองคือนางเอกสายโชคลาภ (ปลาคาร์ปนำโชค) ในนิยายยุค 60 ใครก็ตามที่ขวางทางเธอจะต้องซวยซ้ำซวยซ้อน
________________________________________
ตลอดบ่าย ภายใต้เสียงปลุกระดมของกู้เจี้ยนกั๋ว สมาชิกหน่วยต่างตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง
เมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้นตอนห้าโมงครึ่ง สมาชิกที่ดูเหมือนขยันเมื่อกี้ต่างรีบโกยอ้าววิ่งไปที่โรงอาหารคอมมูนทันที เพราะกลัวว่าถ้าช้าไปก้าวเดียวของกินจะหมด
กู้เซี่ยงหงก็ตะโกน: "พี่ใหญ่! เจ้าสามเจ้าสี่! วิ่งเร็ว!"
กู้เซี่ยงหยางวิ่งตามไปโดยสัญชาตญาณ พลางคิดว่าในเมื่อโรงอาหารมีการปันส่วนให้ทุกคนอยู่แล้ว จะวิ่งกันทำไม
พอค้นความทรงจำดูถึงได้คำตอบ... ใครไปถึงก่อนจะได้น้ำแกงส่วนที่ "ข้น" กว่า ได้โว่วโถวลูกใหญ่กว่า ถ้าไปช้าก็ได้แต่ซดน้ำใสๆ
กู้เซี่ยงหยางคว้าน้องสองคนมาอุ้ม แล้วติดสปีดใส่เกียร์หมาทันที
สี่พี่น้องเข้าโรงอาหารไปเป็นกลุ่มแรกๆ
ในโรงอาหาร ถังไม้ใบใหญ่สี่ใบถูกวางเรียงไว้ ข้างในคือน้ำแกงผักป่า สีเขียวอี๋ดูแย่ยิ่งกว่าตอนเที่ยงเสียอีก
ส่วนโว่วโถวก็แบบเดิม นึ่งจนร้อนแต่แข็งโป๊กเหมือนเดิม
"พี่คะ ชามกับตะเกียบค่ะ" กู้เซี่ยงหงไปหยิบมาให้แล้ว
กู้เซี่ยงหยางได้ยินเสียงหัวเราะคิกคัก ก้มลงมองกู้เซี่ยงอันกับกู้เซี่ยงหนิงที่ยืนตัวเปียกเหงื่อแต่แอบยิ้มกริ่ม
"ขำอะไรกัน?"
"วันนี้พวกเราวิ่งเร็วมากครับ รับรองได้ซดน้ำแกงข้นๆ แน่" กู้เซี่ยงอันบอกยิ้มๆ
กู้เซี่ยงหนิงเงยหน้ามอง: "พี่ใหญ่แรงเยอะจัง เมื่อกี้วิ่งไวสุดๆ เลยค่ะ"
กู้เซี่ยงหยางลูบหัวน้องๆ อย่างเอ็นดู พอพวกเขาวิ่งไว อีกเดี๋ยวก็ได้คิวแล้ว
"เซี่ยงหยางหายดีแล้วเหรอ? ถ้ายังป่วยก็พักบ้างนะ อย่าฝากความหวังไว้กับวัยหนุ่มจนไม่ดูแลตัวเอง" คนตักอาหารคือ ติงฟาง เมียของผู้ใหญ่บ้านกู้เจี้ยนกั๋ว
ติงฟางเป็นคนซื่อตรง รักความยุติธรรม นิสัยโผงผาง ทุกคนเลยยอมรับให้เธอเป็นคนคุมคิวอาหาร
กู้เซี่ยงหยางทำหน้าเศร้า แสร้งทำเป็นอ่อนแรงหน้าซีดเซียว: "ป้าครับ ผมไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ลงนาผมก็อดตาย"
ติงฟางย่อมรู้เรื่องของบ้านกู้ดี เธอรู้สึกสงสารเด็กๆ จับใจ
"กินซะ กินเยอะๆ อิ่มแล้วจะได้รีบกลับบ้านไปพักผ่อน" เธอใช้ทัพพีคว้านลงไปถึงก้นถังไม้ ตักน้ำแกงส่วนที่ข้นที่สุดขึ้นมาให้เต็มชาม นี่ถือเป็นการดูแลเป็นพิเศษ
สี่พี่น้องบ้านกู้รับอาหารเสร็จก็ไม่ได้คิดจะกลับบ้าน แต่นั่งยองๆ กินกันตรงมุมหนึ่งของโรงอาหารนั่นเอง
ม่านซิ่วเหลียนพากู้เจินเจินเดินกระย่องกระแย่งมาถึง พอเห็นในถังไม้เหลือน้ำใสแจ๋ว ไม่มีเมล็ดข้าวหรือเนื้อผักสักนิด เธอก็หน้าดำคร่ำเครียดทันที
"ติงฟาง! นี่มันน้ำแกงหรือน้ำล้างจานกันแน่ พวกเราทำงานงกๆ เพื่อชาติ แต่แกเอาของแบบนี้ให้ฉันกินเหรอ?"
"ทุกคนก็กินแบบนี้เหมือนกัน ทำไม แกจะทำตัววิเศษกว่าคนอื่นหรือไง อีกอย่าง บ้านไหนเขาก็วิ่งมาเอาข้ากันทั้งนั้น มีแต่บ้านแกที่เดินทอดน่องมาเอง ทำไมล่ะ ถ้าแกไม่กระตือรือร้นเรื่องกิน ฉันต้องคอยประคบประหงมดูแลเป็นพิเศษด้วยเหรอ?" ติงฟางไม่ยอมอ่อนข้อให้
ปกติเธออาจจะแถมให้สักทัพพีเพราะเห็นว่ากู้เจินเจินน่ารักปากหวาน
แต่วันนี้ พอติงฟางมองดูเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้านที่ผอมแห้งแรงน้อย แล้วหันมามองกู้เจินเจินที่ขาวอวบอิ่มสมบูรณ์ เธอรู้สึกว่าเด็กคนนี้ไม่ต้องการการดูแลพิเศษเลย คนที่ต้องการจริงๆ คือเด็กคนอื่นต่างหาก
ม่านซิ่วเหลียนทำหน้าบึ้งแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่น้ำแกงใสแจ๋วกับโว่วโถวสองลูกกลับไป
ตอนเดินผ่านสี่พี่น้อง ม่านซิ่วเหลียนเห็นในชามของพวกเขามีน้ำแกงข้นคลั่ก เธอก็แกล้งไอเสียงดัง "ค่อกๆ!"
หวังจะให้หลานๆ ทำตัวว่าง่ายเหมือนเมื่อก่อน ยอมส่งอาหารมาให้เธอปันส่วนในฐานะย่า
แต่กู้เซี่ยงหยางก้มหน้าก้มตาซดน้ำแกงคำโต แถมยังเร่งให้น้องๆ รีบกิน ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามาสนใจเธอเลยสักนิด
เมื่อเป้าหมายไม่สำเร็จ ม่านซิ่วเหลียนเดินบ่นออกจากโรงอาหาร: "รู้จักแต่กินคนเดียว ไม่รู้จักกตัญญูต่อผู้ใหญ่ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ!"
กู้เจินเจินถอนหายใจในใจ ยุคนี้มันจนเกินไปจริงๆ ช่วงข้าวยากหมากแพงสามปี นี่เพิ่งผ่านไปปีเดียว อีกสองปีข้างหน้าจะยิ่งลำบากกว่านี้
เธอต้องหาทางทำให้ครอบครัวอยู่สบายขึ้น ถ้าพ่อแม่เธอได้เข้าเมืองไปเป็นคนงานก็คงดี ในชนบทไม่มีของกิน แต่คนงานมีคูปองมีเสบียง อย่างน้อยก็ไม่อดตาย
พอคิดถึงตรงนี้ กู้เจินเจินยิ่งรู้สึกรำคาญพวกพี่น้องบ้านรองที่คอยขวางหูขวางตา เธอเลยเปิดปากสาปแช่ง: "พวกพี่ๆ ไม่มีจิตสำนึกเลย ขอให้กินเข้าไปแล้วติดคอให้ตาย ใครใช้ให้พวกเขาไม่ฟังคำพูดของย่าล่ะ"
ม่านซิ่วเหลียนได้ยินก็พอใจ ลูบหัวชมกู้เจินเจินไม่ขาดปาก
ภายในโรงอาหาร กู้เซี่ยงหยางบิโว่วโถวแช่น้ำแกงจนนุ่มแล้วกินจนหมด
กู้เซี่ยงหงกับน้องๆ ทำตามพี่ชาย รู้สึกว่าอาหารโรงอาหารวันนี้อร่อยกว่าทุกวัน
ทันใดนั้นเอง กู้เซี่ยงหนิงก็เบิกตากว้าง พยายามจะไอแต่ไม่มีเสียงออกมา... เธอถูกอาหารติดคอเข้าเสียแล้ว!
________________________________________
จบตอนที่ 5