หลังทำหน้าที่ดูแลเอาใจใส่ศิษย์น้องชายเล็กก่อนออกเดินทางเสร็จ ลู่เจี๋ยลวี่ก็หันหลังออกจากร้าน เหลือเพียงเสิ่นหานกวงที่มองแผ่นหลังของนางซึ่งก้าวจากไปอย่างองอาจ พลางหลั่งน้ำตาแห่งความอิจฉาริษยา
ร้ายกาจเกินไปแล้ว ศิษย์พี่หญิงช่างร้ายกาจจริง ๆ!
ทั้งที่รู้ว่าข้าไปไม่ได้ ยังจะพูดออกมาแทงใจข้าอีก
ลู่เจี๋ยลวี่ยอมรับอย่างไม่ปิดบังว่านางตั้งใจทำเช่นนั้น ก็ใครใช้ให้เจ้าหมอนี่โตแต่ตัวกับกำลัง แต่ไม่ยอมโตทางสมองกันเล่า
หวังว่าครั้งเดียวคงทำให้เขาหลาบจำ ไม่เช่นนั้นภายหน้าคนที่ต้องคอยตามเก็บกวาดเรื่องวุ่นวายก็คงเป็นนาง เหมือนอย่างที่เจ้าสำนักอาและอาจารย์ของนางกำลังเผชิญอยู่
หากครั้งนี้ไม่ได้เจ้าสำนักอาออกหน้าช่วยไกล่เกลี่ย เจ้าหมอนี่ก็คงไม่ถูกลงโทษเบา ๆ เช่นนี้
หลังกลับถึงถ้ำพำนัก ลู่เจี๋ยลวี่ก็ไม่ได้ออกไปไหนอีก นางอยู่ในถ้ำพำนักของตนอย่างสงบ หลอมโอสถรักษาอาการบาดเจ็บและโอสถฟื้นฟูพลังวิญญาณเพิ่มเติม พร้อมทั้งวาดยันต์โจมตีและยันต์ป้องกันไว้เสริมในส่วนที่ยังขาด
แม้ในมิติจะสะสมของไว้ไม่น้อย แต่ในฐานะคนหัวเซี่ย ความรู้สึกหวาดวิตกเมื่อเสบียงไม่เพียงพอกลับฝังลึกอยู่ในสายเลือด ไม่มีทางกำจัดออกไปได้
ในเมื่อไม่ใช่โรคร้ายแรง เปลี่ยนไม่ได้ก็ไม่ต้องเปลี่ยน ปล่อยไว้เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน
สุดท้าย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างอยู่ข้างนอก จนไม่อาจกลับมาพบผู้อาวุโสของสำนักได้ ลู่เจี๋ยลวี่จึงเตรียมแผนสำรองไว้
นางใช้ของวิเศษที่สามารถปกปิดการตรวจสอบด้วยจิตเทพห่อหยกเจวี๋ยที่บันทึกข้อมูลสวนสมุนไพรวิญญาณไว้ จากนั้นขุดหลุมตรงมุมผนังภายในถ้ำพำนักแล้วฝังมันลงไป
ผู้บำเพ็ญเพียรพึ่งพาจิตเทพมากเกินไป จึงกลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับดวงตาเท่าไร วิธีนี้ก็นับว่านางอาศัยช่องโหว่อยู่บ้าง
จากนั้นนางก็ทิ้งบทกลอนไว้สองวรรคบนโต๊ะให้ศิษย์น้องชายสี่
“ตรงมุมกำแพงมีเหมยอยู่หลายกิ่ง สงสัยว่าเป็นน้ำค้างแข็งบนพื้น”
แม้ทั้งสองวรรคจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่เขาย่อมเข้าใจ เพราะปกติทั้งสองมักเล่นเกมล่าสมบัติลักษณะนี้กันเป็นประจำ
แค่ก... ที่จริงก็เพราะลู่เจี๋ยลวี่มักบ่นว่าเขาไม่ชอบใช้สมอง จึงใช้ผลประโยชน์ล่อให้เขายอมเล่น
ส่วนเสิ่นหานกวงนั้นเป็นผู้ฝึกกระบี่พันธุ์แท้ จนเสียยิ่งกว่าจน ไม่มีทางเลือก เพื่อของรางวัลเพียงเล็กน้อย ก็ได้แต่ยอมเล่นกับศิษย์พี่หญิง
เวลาสามวันผ่านไปในพริบตา วันที่ออกเดินทางอากาศแจ่มใส ถือเป็นลางดีไม่น้อย
ทั้งสองต่างคิดว่าตนเป็นคนยากจน การเดินทางส่วนตัวจึงไม่มีทางทุ่มเงินซื้อเรือเหาะขนาดใหญ่ แต่ร่วมกันซื้ออาวุธวิเศษบินขนาดเล็กสักลำหนึ่งยังพอไหว
แม้ทั้งสองจะเหาะกระบี่ได้ แต่ก็สิ้นเปลืองกำลัง อีกทั้งการถูกดักสังหารระหว่างทางก็ไม่ใช่เรื่องแปลกในโลกบำเพ็ญเซียน
เมื่อออกเดินทาง การเก็บกำลังไว้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยเหตุนี้อาวุธวิเศษบินจึงถือกำเนิดขึ้น
ค่าใช้จ่ายไม่สูง หินวิญญาณระดับล่างเพียงก้อนเดียวก็ใช้งานได้หนึ่งวัน บินได้หลายพันลี้ต่อวัน นับว่าคุ้มค่ามาก
ลู่เจี๋ยลวี่รู้สึกว่าก่อนออกเดินทางควรซื้อเก็บไว้หลายลำ ของสิ่งนี้นั่งสบายกว่าการขึ้นเครื่องบินในชาติก่อนเสียอีก นั่งอยู่บนนั้นแทบไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเลย
ภายในเรือเหาะขนาดเล็กยังแบ่งเป็นห้องที่มีข้อห้ามป้องกันถึงห้าห้อง หากไม่อยากฝึกบำเพ็ญก็สามารถนอนได้ กระทั่งหลอมโอสถข้างในก็ยังได้
ลู่เจี๋ยลวี่กับศิษย์พี่หญิงใช้กันคนละห้อง ไม่รบกวนกัน นับเป็นของจำเป็นสำหรับการเดินทางอย่างแท้จริง
แต่เนื่องจากมีเพียงพวกนางสองคน จึงไม่อาจฝึกบำเพ็ญพร้อมกันได้ อย่างน้อยก็ต้องมีคนคอยระวังภัย
โชคดีที่ทั้งสองไม่ใช่ครั้งแรกที่ร่วมเดินทางด้วยกัน จึงประสานงานกันได้ดี ผลัดกันเฝ้าระวังวันละคน ก็ไม่ถึงกับลำบาก
สิบวันต่อมา ทั้งสองก็มาถึงจุดหมาย
การเดินทางราบรื่นดี แต่ลู่เจี๋ยลวี่กลับพึมพำว่า “เหตุใดถึงไม่มีใครมาปล้นเลยนะ”
เฟิงไป๋หลี่ยิ้มพลางกล่าวว่า “ศิษย์น้องหญิง ตอนนี้พวกเราอยู่ขั้นแก่นพลัง ระดับก็ไม่สูงไม่ต่ำ คนที่แข็งแกร่งกว่าก็ไม่เห็นทรัพย์สินของพวกเราอยู่ในสายตา ส่วนคนที่อ่อนแอกว่าก็ไม่กล้าลงมือ”
“แล้วผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเดียวกันเล่า”
“ในเมื่อบำเพ็ญถึงขั้นแก่นพลังแล้ว ต่อให้ขาดหินวิญญาณก็คงไม่ถึงขั้นต้องปล้นผู้อื่น หากพลาดขึ้นมา สิ่งที่ได้อาจยังไม่คุ้มค่ารักษาอาการบาดเจ็บ เว้นเสียแต่ว่าจะแน่ใจว่าเจ้ามีของที่คุ้มค่าพอให้เสี่ยง”
ลู่เจี๋ยลวี่จุปากเบา ๆ ดูท่ากิจการใหญ่ของนางคงต้องพักไว้ก่อน น่าเสียดายจริง ๆ ม้าไม่กินหญ้ายามค่ำคืนก็ไม่อ้วน
รอจัดการเรื่องสำคัญเสร็จแล้ว นางค่อยปลอมตัวอีกที หวังว่าคนแถวนี้จะซื่อ ๆ หน่อย ไม่เคยถูกหลอกล่อมาก่อน เช่นนั้นนางก็คงได้ของเพิ่มอีกไม่น้อย ฮ่า ๆ!
แม้ในใจจะคำนวณอยู่ตลอด แต่สีหน้ากลับยังสงบนิ่ง “ศิษย์พี่หญิง ตอนนี้พวกเราจะไปที่ใดก่อน”
“ข้าก็เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกเหมือนกัน ไม่สู้ไปสืบข่าวกันก่อนดีหรือไม่”
ลู่เจี๋ยลวี่พยักหน้า “ได้”
เมื่อมาถึงสถานที่แปลกหน้า การรวบรวมข่าวสารย่อมเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง แต่ทั้งสองต่างมีเรื่องอยู่ในใจ หลังตกลงกันแล้วจึงแยกย้ายกันลงมือ
ก็เพราะมั่นใจในระดับพลังและฝีมือของตนเอง จึงกล้าทำเช่นนี้ หากเป็นคนอื่น ไหนเลยจะกล้า
เฟิงไป๋หลี่รับหน้าที่ไปยังโรงน้ำชาและร้านสุรา อีกทั้งยังได้รับมอบหมายให้ซื้ออาหารและขนมสำหรับพกติดตัว แน่นอนว่าในโลกบำเพ็ญเซียน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เรียกว่าเสบียงแห้ง แต่ควรเรียกว่าอาหารซื้อกลับ
เพราะที่นี่มีอุปกรณ์เก็บของที่สามารถรักษาความสดได้ เพียงติดยันต์บนถุงเก็บของก็เรียบร้อย ประสิทธิภาพเหนือกว่าตู้เย็นและกระติกเก็บความร้อนในชาติก่อนเสียอีก
ใส่ของเข้าไปอย่างไร นำออกมาก็ยังคงสภาพเดิม เพียงแต่พลังวิญญาณภายในจะค่อย ๆ สลายไปตามกาลเวลา ดังนั้นการเก็บอาหารไว้รับประทานระหว่างเดินทางจึงไม่มีปัญหา
การเตรียมสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน อย่างไรเสียแดนลับแห่งนี้ก็มีข้อมูลหลุดออกมาน้อยมาก จะระมัดระวังเพียงใดก็ไม่เกินไป
นี่เป็นคำพูดของเฟิงไป๋หลี่ ส่วนลู่เจี๋ยลวี่ที่รู้เนื้อเรื่องดีกลับคิดว่า แม้นางเอกในนิยายจะไม่เคยเจออันตรายมากนักเมื่อเข้ามาที่นี่ แต่ใครจะรู้ว่ามันจะไม่ใช่เพราะอาศัยรัศมีนางเอก
อย่างไรเสียก็เป็นอาหารที่มีพลังวิญญาณ รสชาติดีเยี่ยม พกติดตัวไว้ก็ไม่เสียหาย หากไม่ได้ใช้ก็ยังนำออกมารับประทานเล่นได้
ส่วนลู่เจี๋ยลวี่นั้น เพราะมีความรู้รอบด้าน นางจึงมุ่งหน้าไปตามแผงค้าและร้านค้าต่าง ๆ เพราะบางครั้งคำพูดของคนอาจไม่จริง แต่สิ่งของไม่เคยโกหก
นางเดินสำรวจร้านค้าทั้งเมืองจนทั่ว เมื่อเห็นของที่ตนยังไม่มีและราคาเหมาะสม ก็ซื้อไว้โดยไม่ลังเล
ส่วนการต่อรองราคานั้นไม่มีแน่นอน ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย นางไม่ทำเรื่องเช่นนั้น ใครจะรู้ว่าหากพูดไม่เข้าหูกัน อีกฝ่ายจะลงมือบังคับให้อยู่ต่อหรือไม่
นางยังมีโชคลาภก้อนใหญ่รออยู่ ไม่อยากเสียเวลากับเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ แน่นอนว่าหากมีใครเห็นนางเป็นแกะอ้วน อยากส่งของมาถึงหน้าประตู นางก็ยินดีรับไว้เช่นกัน
อาจเพราะเห็นว่านางใช้จ่ายใจกว้างและพูดจาดี เจ้าของร้านจึงแถมหยกเจวี๋ยให้อีกชิ้น ภายในบันทึกข้อมูลเบื้องต้นของพื้นที่แห่งนี้ พร้อมแผนที่ภูมิประเทศโดยสังเขป
แน่นอนว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องพื้นฐาน พื้นฐานเสียจนสุ่มถามคนบนถนนสักคนก็ตอบได้
แต่สำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างพวกนาง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยประหยัดเวลาได้ไม่น้อย
หลังเดินสำรวจอยู่รอบหนึ่ง ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียร ลู่เจี๋ยลวี่ก็ยังรู้สึกว่าขาของตนแทบจะเดินจนลีบ พอกลับมาพบศิษย์พี่หญิงที่โรงเตี๊ยม ทั้งสองก็ยังไม่รีบพูดคุยกัน
พวกนางกางเขตอาคมและปล่อยอาวุธวิเศษเตือนภัยออกมาก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีผู้ใดแอบดักฟัง จากนั้นจึงนั่งลงสนทนา
“ศิษย์พี่หญิง วันนี้ข้าเดินดูมารอบหนึ่ง พบว่าที่นี่มีทั้งพืชวิญญาณ สัตว์อสูร และแร่ที่มีธาตุน้ำเป็นหลัก ราคาถูกกว่าที่สำนักของพวกเรามาก”
“อ้อ จริงสิ ในนี้มีแผนที่พื้นที่กับข้อมูลคร่าว ๆ ของที่นี่ด้วย เป็นของแถมจากการซื้อของ”