หลินหรูไห่โอบกอดร่างที่กำลังสั่นเทาของนาง พลางลูบมือที่กำแน่นจนซีดขาวแล้วปลอบโยนว่า “ได้ ข้าจะให้คนส่งข่าวเดี๋ยวนี้ ให้อาอวี๋พาชิงอวี้กลับมา”
เจี่ยหมิ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “นายท่าน ขออย่าแพร่เรื่องภายในนี้ออกไปได้หรือไม่ อย่างไรเสียคนผู้นั้นก็เป็นสาวใช้ติดตัวที่ติดตามข้ามาตั้งแต่แต่งงาน หากเรื่องนี้แพร่ออกไป การถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะยังเป็นเรื่องเล็ก แต่หากส่งผลกระทบต่อการแต่งงานของไต้อวี้ในภายภาคหน้าต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่”
“วางใจเถิด รายละเอียดทั้งหมดของเรื่องนี้ มีเพียงเราสองสามีภรรยาที่รู้ ส่วนคนที่ทำการตรวจสอบล้วนเป็นคนสนิทของข้า พวกเขาจะไม่แพร่งพรายออกไป อีกทั้งก็ไม่รู้ความจริงทั้งหมดด้วย”
หลินหรูไห่ถอนหายใจยาว จะมีคนสนิทที่ทำการสืบสวนจากที่ไหนกัน ผู้ลงมือถูกอาอวี๋จับได้คาหนังคาเขาตั้งแต่แรกแล้ว
เพียงแต่เขาเป็นคนฉลาด ตอนแรกยังไม่รู้สึกอะไร แต่ภายหลังกลับพบว่าฮูหยินดูเหมือนจะมีปมบางอย่างในใจกับอาอวี๋ แม้เขาจะไม่รู้ว่าปมนั้นเกิดจากอะไร แต่เมื่อมีอยู่แล้ว เขาก็จำต้องระมัดระวังไว้บ้าง
ดังนั้นครั้งนี้อาอวี๋จึงมาที่จวนอย่างลับ ๆ และเขาก็ปิดบังรายละเอียดบางส่วนของเรื่องนี้ไว้ เพื่อไม่ให้ฮูหยินต้องคิดมากยิ่งขึ้นในยามที่เสียใจ
ชั่วขณะนี้หลินหรูไห่กลับเชี่ยวชาญวิชาพูดครึ่งจริงครึ่งเท็จได้เองโดยไม่ต้องมีผู้สอน แต่อาอวี๋ก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี จะไปถือสาอะไรกับคนที่กำลังจะตาย
อีกสามวันต่อมาเป็นฤกษ์งามยามดี เหมาะแก่การเดินทาง เป็นวันที่ทั้งครอบครัวจะออกเดินทางเข้าเมืองหลวง มีเวลาจะมาคิดเรื่องนั้น สู้เอาเวลาไปจัดเก็บสัมภาระยังดีกว่า
ขณะกำลังจัดของอยู่ เฉียนซื่อก็เดินเข้ามา “อาอวี๋ ของเจ้าจัดเสร็จแล้วหรือ?”
“เกือบเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ เหลือเพียงของใช้ประจำตัวที่ต้องรอจนก่อนออกเดินทางจึงจะปิดหีบพร้อมกัน เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว”
“ก็ดี รอไปถึงจวนป๋อที่ฝ่าบาทพระราชทานแล้ว แม่จะเลือกเรือนที่ใหญ่ที่สุดให้เจ้าอยู่”
“แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ ข้าเป็นเซี่ยนจู่ ตอนนี้ในบ้านนี้ นอกจากท่านพ่อกับท่านแม่แล้ว ก็ข้าใหญ่ที่สุด”
หากพูดกันตามความหมายที่แท้จริง พี่ใหญ่ของนางตอนนี้ยังไม่ใช่ซื่อจื่อ ต้องรอให้บิดายื่นฎีกาและฮ่องเต้ทรงเห็นชอบเสียก่อน จึงจะเป็นซื่อจื่อโดยชอบธรรม
แต่ถึงจะเป็นซื่อจื่อ ก็ใช่ว่าจะสืบทอดบรรดาศักดิ์โดยลดชั้นลงหนึ่งขั้นได้เสมอไป อย่างจวนกั๋วกงที่เต็มไปด้วยคนเสแสร้ง จากเดิมที่เป็นโหว กลับลดลงเป็นแม่ทัพชั้นเอก ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว
ดังนั้นพี่ใหญ่ของนางจึงยังต้องศึกษาต่อไป รอให้สร้างผลงานได้ก่อนแล้วจึงค่อยถวายฎีกา เช่นนั้นจึงจะไม่ทำให้ผู้มีอำนาจสูงสุดไม่พอพระทัย และยังเป็นผลดีต่อการสืบทอดบรรดาศักดิ์ด้วย
ในใจครุ่นคิดเรื่องจุกจิกมากมาย แต่สองมือก็ไม่หยุดทำงาน นางถือสมุดเล่มเล็กกับพู่กัน คอยกำหนดหมายเลขให้หีบแต่ละใบ พลางสั่งให้คนขนของใส่หีบ พลางจดรายการสิ่งของอย่างละเอียดลงในสมุด
แท้จริงแล้วเรื่องเช่นนี้จะสั่งให้บ่าวไพร่ทำก็ได้ แต่ใครใช้ให้นางชอบทำเองกันเล่า ราวกับมังกรที่เฝ้าสมบัติของตนเอง
“ได้ ๆ เจ้าใหญ่ที่สุด ในบ้านนี้คำพูดของเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่สุด จริงสิ ก่อนออกเดินทาง เจ้าจะไปลาท่านแม่บุญธรรมของเจ้าหรือไม่”
มือที่กำลังเขียนของอาอวี๋ชะงักลง นางหลุบตาลงก่อนกล่าวด้วยความหมายลึกซึ้งว่า “สมควรไปลาสักหน่อยจริง ๆ เพราะต่อไปคงพบหน้ากันได้ยากแล้ว”
แต่ยังไม่ทันที่อาอวี๋จะไปถึงจวน ก็ได้พบพ่อบ้านใหญ่เสียก่อน
“ลุงหลิน เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ เหตุใดวันนี้ท่านถึงมาด้วยตนเอง?”
หลินเยี่ยนซูแม้จะมีสีหน้าเคร่งขรึม แต่ไม่ได้ดูเศร้าโศก เมื่อได้ยินคำถามจึงประสานมือคำนับแล้วตอบว่า “เรียนท่านเซี่ยนจู่ ฮูหยินล้มป่วย โหวเยี่ยเชิญท่านไปที่จวนขอรับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของอาอวี๋ก็หายไป นางหันไปหาเฉียนซื่อแล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ เช่นนั้นข้าไปก่อนนะเจ้าคะ หากอาการของท่านแม่บุญธรรมไม่หนัก ข้าจะกลับมา”
แต่หากอาการหนัก เรื่องการออกเดินทางเข้าเมืองหลวงก็คงต้องหารือกันใหม่
คำพูดเช่นนี้ไม่เป็นมงคลนัก อาอวี๋จึงไม่ได้พูดออกมา แต่เฉียนซื่อจะฟังไม่เข้าใจได้อย่างไร
เพียงแต่การเฝ้าไข้หน้าที่นอนของผู้ป่วยถือเป็นแบบอย่างแห่งความกตัญญูในยุคนี้ เฉียนซื่อจึงไม่อาจคัดค้านได้ ทำได้เพียงทอดถอนใจในใจว่า ฮูหยินป่วยผิดเวลาเสียจริง
“ไม่เป็นไร เจ้าไปเถิด เรื่องทางบ้านไม่ต้องเป็นห่วง หากไปเมืองหลวงไม่ทันเวลา ก็ส่งข่าวมาที่บ้าน เดี๋ยวแม่จะให้พี่ใหญ่กับพี่รองของเจ้ารออยู่ที่บ้านก็พอ”
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ท่านแม่พาพวกเขาไปด้วยเถิด บางทีตอนเข้าเฝ้าฝ่าบาท อาจมีโอกาสได้ถวายบังคมพระองค์ก็ได้”
“หากพวกเขามีความสามารถ ต่อไปก็ยังมีโอกาสเข้าเฝ้าฝ่าบาทอีก แต่หากเป็นคนไร้ความสามารถ ถึงได้เข้าเฝ้าสักครั้งสองครั้งก็ไม่มีประโยชน์”
“สู้รอเจ้าอยู่ที่นี่จะดีกว่า อย่างน้อยก็ยังช่วยเหลืออะไรได้บ้าง คอยดูแลเจ้าให้พ่อกับแม่สบายใจ ถือว่าได้ทำหน้าที่ของลูกแล้ว”
สุดท้ายก็หยิบเรื่องความกตัญญูขึ้นมาอ้างเสียอีก จนอาอวี๋ไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะคนอ่านหนังสือสอบเป็นขุนนางในยุคนี้ ล้วนให้ความสำคัญกับชื่อเสียงอย่างแท้จริง
เมื่อเห็นสีหน้าร้อนใจเริ่มปรากฏบนใบหน้าของพ่อบ้านใหญ่ อาอวี๋ก็ไม่รั้งรออีก นางลามารดาแล้วก้าวยาว ๆ ออกไปทันที
เมื่อมาถึงจวนโหว อาอวี๋ยังไม่ทันคารวะ หลินหรูไห่ซึ่งรออยู่เป็นเวลานานก็รีบจับมือนางไว้ “อาอวี๋ รีบมาดูท่านแม่บุญธรรมของเจ้าหน่อย อยู่ ๆ ก็มิรู้เหตุใดจึงล้มลงกะทันหัน”
“ล้มลงกะทันหันหรือเจ้าคะ ท่านหมอประจำจวนตรวจดูแล้วหรือยังเจ้าคะ?”
“ตรวจแล้ว ก็เพราะตรวจไม่พบสาเหตุ ข้าจึงให้นางมาเรียกเจ้ามาดู”
เมื่อฟังจบ อาอวี๋ก็ขมวดคิ้ว ขณะจับชีพจร นางก็ปล่อยพลังจิตและพลังวิญญาณออกมาตรวจร่างกายของเจี่ยหมิ่นตั้งแต่ภายในจรดภายนอก
“ท่านแม่เคยกินโอสถไปกี่เม็ดแล้วเจ้าคะ?”
“สองเม็ด เม็ดแรกกินหลังคลอดไต้อวี้ ตอนนั้นร่างกายของท่านแม่เจ้าอ่อนแอมาก จึงกินโอสถเสริมกาย เม็ดที่สองกินก่อนคลอดชิงอวี้ เป็นโอสถประทานบุตร”
“บางทีท่านอาจให้นางกินโอสถคืนวสันต์อีกหนึ่งเม็ดได้ แต่ข้าขอพูดไว้ก่อน โอสถนี้รักษาได้เพียงอาการ มิใช่ต้นเหตุ ประโยชน์เพียงอย่างเดียวของมัน คงเป็นการยืดเวลาให้พวกท่านได้กล่าวลาจากกัน”
สีหน้าของหลินหรูไห่เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขาทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงของเจี่ยหมิ่นอย่างโซเซ ก่อนจับมือนางไว้แล้วกล่าวว่า “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ แม้แต่โอสถวิเศษก็ยังช่วยชีวิตไม่ได้หรือ?”
“โอสถคืนวสันต์รักษาได้เพียงโรค แต่รักษาชะตาชีวิตไม่ได้เจ้าค่ะ ฟ้าลิขิตไว้เช่นนี้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้”
แม้เจี่ยหมิ่นจะไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีเล่มใดของความฝันในหอแดง แต่นางคือบุคคลสำคัญ การตายของนางคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
ช่วยได้หรือ? ช่วยได้ แต่ก็ยังเป็นคำเดิม...เหตุใดนางต้องช่วยด้วยเล่า
“ท่านพ่อ ท่านควรเตรียมใจเสียแต่เนิ่น ๆ ร่างกายของท่านแม่ยื้อไว้ได้ไม่นานแล้ว มากที่สุดไม่เกินสามเดือน อย่างน้อยที่สุดเพียงหนึ่งเดือน ช่วงเวลานี้ข้าจะอยู่ที่จวนโหว ไต้อวี้กับชิงอวี้ข้าจะช่วยดูแล ท่านอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ให้ดีเถิด”
“ได้ มีเจ้าอยู่ ข้าก็วางใจ แต่เรื่องเข้าเมืองหลวงของเจ้าจะทำอย่างไร?”
“ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ ก่อนมาข้าคุยกับท่านแม่ไว้แล้ว หลังปีใหม่ค่อยเข้าเมืองหลวงก็ยังไม่สาย”
อาอวี๋กล่าวจบ ก็มองเจี่ยหมิ่นที่ยังหมดสติไม่ฟื้น และหลินหรูไห่ที่จิตใจสับสน ก่อนกล่าวว่า
“ท่านพ่อ ทางท่านแม่ก็รบกวนท่านแล้ว ข้าจะไปดูไต้อวี้กับชิงอวี้”
อาอวี๋รู้ว่าเวลานี้จิตใจของเขาว้าวุ่น จึงไม่ได้รอคำตอบ หลังคารวะเสร็จก็หมุนตัวจากไปทันที
เมื่อมาถึงเรือนของไต้อวี้ อาอวี๋ก็พบเด็กน้อยสองคนที่กำลังกอดกันเพื่อปลอบใจกันเองด้วยความหวาดหวั่น ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งร้องไห้มา
เมื่อเห็นนางเดินเข้ามา ชิงอวี้ก็พุ่งเข้ามาราวกับประทัดน้อย โอบกอดเอวของนางไว้ แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่กลั้นสะอื้นว่า “พี่สาวใหญ่ ต่อไปท่านแม่จะไม่อยู่กับข้าแล้วใช่หรือไม่?”
ส่วนอาอวี๋จะปลอบโยนเด็กทั้งสองอย่างไรนั้น ขอข้ามไปก่อน เพียงกล่าวว่าเมื่อครอบครัวสกุลเฉียนได้รับข่าว เฉียนซื่อก็เริ่มครุ่นคิดขึ้นมาไม่น้อย