“วันนี้นำไปส่งทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบสองชั่ง ข้าตัดสินใจปัดเศษออกสองชั่ง ตอนนี้ดอกมะลิใกล้หมดฤดูแล้ว จึงคิดราคาสองชั่งต่อหนึ่งเหวิน เพราะฉะนั้นวันนี้จึงได้เงินทั้งหมดหกสิบห้าเหวิน”
“แน่นอนว่าราคานี้เป็นราคาดอกสด หากภายหน้านำไปทำเป็นดอกไม้แห้งและผงดอกไม้ ราคาก็จะสูงกว่านี้”
“ดอกไม้แห้งขายชั่งละสามเหวิน ส่วนผงดอกไม้จะมีราคาตั้งแต่สี่เหวินถึงสิบเหวินตามความละเอียดของการร่อน ข้าแนะนำให้ร่อนให้ละเอียดที่สุด”
“ผงที่ร่อนออกมายังสามารถนำไปทำเครื่องหอมได้ แบบนี้ก็ไม่สิ้นเปลือง พวกท่านคิดว่าอย่างไร”
“ดอกไม้แห้งหนึ่งชั่งต้องใช้ดอกสดถึงหกชั่งกว่าจะทำได้ หากคำนวณเช่นนี้ พวกเราก็แทบไม่ได้กำไรเลย”
“เพิ่งเริ่มร่วมมือกัน ย่อมต้องยอมสละผลกำไรไปบ้าง อีกอย่างข้าก็ไม่ได้คิดจะทำดอกไม้แห้งมากนัก ผงดอกไม้ต่างหากที่จะเป็นสินค้าหลักของพวกเรา เพราะกำไรสูงกว่า”
“ดอกไม้แห้งเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับแย่งตลาดเท่านั้น หากสินค้าทุกอย่างขายราคาเท่าท้องตลาด แล้วเหตุใดคนอื่นจะต้องมารับสินค้าจากพวกเราด้วย”
“น้องห้าพูดมีเหตุผล สุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า ผู้คนต่างวิ่งเข้าหาผลประโยชน์ แม้เถ้าแก่เนี้ยจะใจดีเพียงใด ก็ยังต้องหาเงินเลี้ยงชีพ ย่อมต้องเลือกซื้อสินค้าของผู้ที่ขายถูกกว่า”
“ถ้าอย่างนั้น คนอื่นก็ลดราคาตามได้ไม่ใช่หรือ”
“ไม่ได้หรอก ราคาของพวกเราลดได้ เพราะผงที่คัดออกมายังสามารถนำไปทำเครื่องหอมขายได้ ส่วนตำรับเครื่องหอม ไม่ใช่ว่าใครก็มี”
“อีกทั้งหากจะทำให้ออกมาดี ยังต้องอาศัยพรสวรรค์และฝีมืออีกด้วย”
“พูดเสียเหมือนกับว่าพวกเรามีฝีมืออย่างนั้นแหละ” หวังซื่อไม่เชื่อแม้แต่น้อย เพราะนางไม่เคยเห็นน้องสามีผู้นี้ทำงานมาก่อน จะมีฝีมือมาจากที่ใดกัน
ล้วนเป็นการคุยโวทั้งสิ้น
“ข้าเป็นพยานได้ น้องห้าทำเครื่องหอมเป็นจริง ๆ” ผู้ที่เอ่ยขึ้นคือ ลู่จือหม่า
“เจ้าสี่ เจ้าอย่าพูดเหลวไหลเพียงเพราะเข้าข้างน้อง นี่เป็นเรื่องปากท้องของคนทั้งครอบครัว จะนำมาล้อเล่นไม่ได้”
คำตำหนิอย่างเคร่งขรึมของลู่ซานหม่า ทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดใจ ลู่จือหม่าไม่แม้แต่จะชายตามองเขา แต่หันไปพูดกับลู่โหย่วอิ๋นแทนว่า “น้องห้าเรียนหนังสือได้เร็วมาก ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็จำตัวอักษรได้เกือบหมด”
“ต่อมานางก็ไปอ่านหนังสือเบ็ดเตล็ดที่ร้านหนังสือในตัวอำเภอเป็นประจำ ทั้งยังความจำดีและชอบค้นคว้า จึงเรียนรู้วิธีทำเครื่องหอมจากบันทึกที่กระจัดกระจายเหล่านั้น”
“ก่อนหน้านี้นางเคยทำเครื่องรมไล่ยุงอยู่สองครั้ง ข้าใช้แล้วรู้สึกว่าใช้ได้ดี แม้วัตถุดิบจะแตกต่างกัน แต่วิธีทำเครื่องหอมแทบไม่ต่างกันนัก เพียงลองอีกสองสามครั้งก็น่าจะสำเร็จแล้ว”
คำพูดนี้ทำให้ลู่โหย่วอิ๋นพยักหน้าติดต่อกัน “ข้าก็รู้สึกว่าใช้ได้ดีเหมือนกัน ฤดูร้อนปีนี้ยุงในบ้านลดลงมาก หากทำไม่ได้จริง ๆ ก็ลองผสมผงดอกมะลิเข้าไปในเครื่องรมไล่ยุง ข้าว่าพวกตระกูลมั่งคั่งก็น่าจะชอบ”
“ผสมผงดอกมะลิเข้าไปในผงสมุนไพรสำหรับรมไล่ยุง เช่นนั้นก็เรียกมันว่า 'ยากันยุง' แล้วกัน ทั้งเข้าใจง่ายและตรงไปตรงมา อีกทั้งตั้งราคาให้ถูกกว่าเครื่องหอมทั่วไปสักหน่อย ครอบครัวธรรมดาก็ซื้อใช้ได้”
“ไม่ต้องพูดถึงผู้ใหญ่ เพียงบ้านไหนรักและเอ็นดูเด็ก ก็คงยอมซื้อไว้สักชุดแน่นอน”
สมกับเป็นเจ้าสามเจ้าเล่ห์จริง ๆ ความคิดดี ๆ ผุดออกมาทีละอย่าง แม้แต่จือเวยยังฟังจนตะลึง
ที่แท้ต้นกำเนิดของยากันยุงก็เป็นเช่นนี้เอง
ดีมาก ต่อไปก็จะมีเครื่องหอมโบราณที่สืบทอดกันมายาวนานเพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่ง เกรงว่าคงดึงดูดขโมยมาได้อีกแล้ว
เมื่อกำหนดแผนการเรียบร้อย ทุกคนก็แยกย้ายกันไป เห็นได้ชัดว่าคืนนี้คงเป็นคืนสุดท้ายที่ทุกคนจะได้นอนหลับอย่างสบายใจ
แต่จือเวยยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้รับคำตอบ
“เป็นยังไงบ้าง ตรวจสอบแล้วหรือยัง เขาเป็นคนกลับชาติมาเกิดหรือเปล่า”
ระบบส่ายหน้า “ไม่ใช่ค่ะ”
“ไม่ใช่เหรอ เป็นไปได้ยังไง เหมือนเสียขนาดนั้น ทางปรโลกตรวจสอบผิดหรือเปล่า”
“โฮสต์ ท่านพูดอะไรคะ ปรโลกมีหน้าที่ดูแลวิญญาณโดยตรง จะตรวจสอบผิดได้อย่างไร อย่าสงสัยในความเป็นมืออาชีพของคนอื่นสิคะ”
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมเขาถึงแสดงออกเหมือนคนกลับชาติมาเกิดขนาดนี้”
“อาจเป็นเพราะโลกใบนี้มีจุดที่กำแพงโลกอ่อนแออยู่เดิม ไม่อย่างนั้นก็คงอธิบายไม่ได้ว่าทำไมหญิงสาวผู้ทะลุมิติถึงเข้ามาได้ และเขาเองก็บังเอิญรับรู้ถึงสิ่งเหล่านั้น จึงเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าลางสังหรณ์หรือสัมผัสที่หกก็ได้ค่ะ”
“เรื่องพวกนี้แม้แต่ระบบก็อธิบายไม่ได้ แต่ท่านต้องยอมรับว่าโลกนี้มีสิ่งอัศจรรย์เช่นนี้อยู่ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าโอกาสรอดอันริบหรี่”
“โอกาสรอดเช่นนี้ แม้แต่สวรรค์ก็ไม่อาจขัดขวางหรือคาดการณ์ได้ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถอะ เดิมทีฉันยังคิดอยู่เลยว่าถ้าเขาเป็นคนกลับชาติมาเกิด ภารกิจครั้งนี้ฉันก็คงจะยกเลิก”
เพราะด้วยชั้นเชิงของพี่สี่ ต่อให้ไม่มีนาง เขาก็สามารถทำให้ความปรารถนาตลอดชีวิตของเจ้าของร่างเดิมเป็นจริงได้อย่างง่ายดาย
นางไม่ชอบทำเรื่องที่เกินความจำเป็นก็จริง แต่รับเงินแล้วไม่ทำงานย่อมผิดหลักคุณธรรม และไม่ใช่แนวทางการทำงานของนาง
แต่ตอนนี้นางวางใจจะอยู่ต่อได้แล้ว เพราะนางเองก็อยากเห็นว่าพี่สี่ของนางยังจะสร้างความประหลาดใจอะไรได้อีก และจะสั่งสอนนางอย่างไรต่อไป ช่างน่าคาดหวังเสียจริง
ช่วงเวลาต่อจากนั้น ทุกคนต่างมีงานของตนเองให้ทำ ยุ่งเสียจนล้มตัวลงก็หลับ นับว่าดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็เงียบสงบ เพราะไม่มีแรงแม้แต่จะทะเลาะกัน
ตอนนี้คนที่ว่างที่สุดในบ้าน นอกจากเด็กเล็กของบ้านเจ้าสามสองคนที่ยังช่วยงานอะไรไม่ได้แล้ว ก็เหลือเพียงพี่น้องลู่จือหม่ากับลู่จือเวย
คนหนึ่งอ่านหนังสือ ส่วนอีกคนหลังจากสอนวิธีทำดอกไม้แห้งและผงดอกไม้ให้คนในบ้านแล้ว ทุกวันก็เอาแต่ดูแลเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ของตนเอง
ส่วนเรื่องเครื่องหอมนั้น ตำรับลับเช่นนี้ย่อมต้องเก็บไว้กับตัวเอง
สิ่งที่นางป้องกันไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นหญิงสาวผู้ทะลุมิติต่างหาก
หากอีกฝ่ายรู้เข้า แล้วหลังแยกบ้านมาแย่งค้าขายกับนางจะทำอย่างไร คงทำให้นางโมโหตายแน่
ดังนั้นแม้จะไม่อยากลงมือทำเอง แต่นางก็ทำได้เพียงอดทน โชคดีที่ปริมาณยังไม่มาก สะสมไว้สักระยะแล้วค่อยใช้เวลาวันเดียวทำให้เสร็จก็พอ
รอให้นางเอกแยกบ้านออกไปเองเมื่อไร นางก็จะมอบงานนี้ให้คนอื่นทำได้แล้ว
จะเป็นพี่สะใภ้ใหญ่หรือพี่สะใภ้สามก็ได้ เรื่องนี้นางตัดสินใจเป็นลูกสาวที่เชื่อฟังท่านแม่ก็แล้วกัน
ตลอดสองเดือนถัดมา ตระกูลลู่นำสินค้าไปส่งทุกห้าวัน แต่ละครั้งสามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวตั้งแต่หนึ่งตำลึงถึงสามตำลึงเงิน
เมื่อฤดูดอกมะลิสิ้นสุดลง และทุกคนในตระกูลลู่คำนวณรายรับเสร็จ ก็แทบตกตะลึงกันทั้งบ้าน
“โอ้สวรรค์ ดอกไม้ที่ดูธรรมดาเช่นนี้กลับทำเงินได้มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“สิบหกตำลึง สามเฉียน ห้าสิบเหวิน นี่ยังเป็นรายได้เพียงสองเดือนเท่านั้น หากเริ่มเก็บไปขายตั้งแต่แรก คงได้มากกว่านี้อีกเท่าตัวกระมัง”
“โอ๊ย สวรรค์เอ๊ย หลายปีมานี้พวกเราพลาดอะไรไปกัน นี่มันตำลึงเงินล้วน ๆ ทั้งนั้น”
หวังซื่อกุมหน้าอกพลางร้องอุทานเสียงดัง โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดของนางทำให้ทุกคนในบ้านปวดใจตามไปด้วย
แม้แต่จางซื่อ ครั้งนี้ก็ยังลืมดุนาง เพราะนางเองก็รู้สึกเสียดายเช่นกัน สิ่งนี้เป็นเพียงเงินหรือ ไม่ใช่ นี่คือรากฐานของครอบครัว
ปีหนึ่งหาได้ราวสี่สิบตำลึงเงิน เทียบเท่ากับนาน้ำชั้นดีห้าหมู่ ปีละห้าหมู่ สิบปีก็ห้าสิบหมู่แล้ว
สวรรค์เป็นพยาน นางกับตาเฒ่าใช้เวลาทั้งชีวิต รวมทั้งที่ดินมรดกและนาถาวรที่ทางการจัดสรรให้ ก็ยังมีไม่ถึงห้าสิบหมู่เลย
“ยังไม่หมดเท่านั้นนะ เครื่องหอมของข้ายังไม่ได้นำออกขาย เพียงแต่ปีนี้ไม่ทันแล้ว ฤดูร้อนปีหน้าจึงจะเป็นช่วงที่เหมาะกับการขายยากันยุง”
“อีกอย่าง ระหว่างนี้ก็สะสมสินค้าไว้ให้มากหน่อย พอปีหน้าค่อยนำออกขายทีเดียว พวกเราจะได้กำไรมากขึ้น”