“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง น้องเล็กช่างเฉลียวฉลาดจริง ๆ หากเป็นเช่นนี้ เกรงว่าอีกฝ่ายคงรีบแย่งกันทำสัญญาแน่”
ลู่จือเวยยิ้มบาง ๆ แท้จริงแล้ว เมื่ออยู่ในฐานะเช่นพวกนาง เรื่องหาเงินกลับเป็นสิ่งสำคัญน้อยที่สุด สิ่งที่สำคัญกว่ามิใช่การใช้สูตรนี้สร้างสายสัมพันธ์กับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าหรือ?
ถึงตอนนั้น ไม่ใช่เพียงเงินเท่านั้น แม้แต่อำนาจและฐานะก็ยังอาจก้าวหน้าไปได้อีกขั้น นางไม่ได้เป็นทั้งประธานบริษัทและเซี่ยนจู่มาเสียเปล่า
ความคิดของคนพวกนี้ นางจับทางได้หมด!
ทุกอย่างเป็นไปตามที่พวกนางคาดไว้ เมื่อเถ้าแก่กลับมาอีกครั้ง ในมือก็ถือกระดาษแผ่นบาง ๆ แผ่นหนึ่ง เพียงมองก็รู้ว่าเป็นสัญญา
ลู่จือเวยรับมาอ่านทีละคำทีละประโยค เห็นว่ารายละเอียดทุกข้อที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันถูกระบุไว้อย่างครบถ้วน ไม่มีถ้อยคำที่เป็นกับดักแต่อย่างใด
นางจึงเงยหน้าขึ้นยิ้มแล้วกล่าวว่า “เถ้าแก่ พี่ชายของข้าก็มาด้วยเช่นกัน รบกวนจัดสถานที่ในเรือนด้านนอกสักแห่ง สัญญาฉบับนี้ยังต้องให้ผู้ใหญ่กว่าเป็นผู้ลงนาม ท่านเห็นว่าอย่างไร?”
“ข้าเข้าใจความหมายของแม่นาง เพียงแต่สัญญาฉบับนี้เป็นเรื่องที่ตกลงกับท่านทั้งสอง ไม่ทราบว่าภายหลังรบกวนทั้งสองท่านลงชื่อในสัญญาด้วยได้หรือไม่?”
“ย่อมได้อยู่แล้ว”
“เชิญทางนี้”
“เชิญ”
เมื่อพวกนางลงไปยังเรือนด้านหลัง ลู่จือหม่ากับลู่ซานหม่าก็ถูกเชิญมาพอดี ทั้งหมดจึงเปลี่ยนไปใช้ห้องที่เหมาะสมกว่า แล้วลงนามในสัญญา
สัญญาทำขึ้นสองฉบับ ตามปกติแล้วควรมีอีกหนึ่งฉบับนำไปยื่นเก็บไว้ที่ทางการ แต่เนื่องจากสูตรนี้มีผลประโยชน์มหาศาล ทั้งสองฝ่ายจึงเข้าใจกันโดยปริยายและจัดทำข้อตกลงความร่วมมือขึ้นอีกฉบับต่างหาก
ส่วนเรื่องกังวลว่าอีกฝ่ายจะผิดสัญญาหรือ?
หึ ฝ่ายหนึ่งมั่นใจในอำนาจของเจ้าของกิจการ ส่วนอีกฝ่ายก็มั่นใจในความสามารถของตนเอง ทั้งสองฝ่ายต่างเชื่อว่า หากอีกฝ่ายกล้าผิดสัญญา ก็มีวิธีจัดการอีกฝ่ายได้ไม่ยาก
“แม่นาง เงินมัดจำ ท่านต้องการรับเป็นอย่างไร?”
“รบกวนเถ้าแก่จัดผ้าและหนังสัตว์ที่ค้างสต็อกในร้านออกมาอย่างเอิกเกริก ของเหล่านี้หักจากเงินมัดจำได้เลย ส่วนเงินมัดจำที่เหลือ ขอเปลี่ยนเป็นทองคำแท่งทั้งหมด
“หากมีผู้ใดถาม ก็ให้บอกว่าพวกเรามาจากชนบท อ้อนวอนท่านอยู่นาน ท่านจึงยอมขายสินค้าค้างสต็อกให้ในราคาถูก เพราะเห็นใจพวกเรา”
“แม่นางคิดรอบคอบจริง ๆ เพียงแต่คงต้องรอสักครู่ เพราะการไปเบิกทองจากธนาคารเงินยังต้องใช้เวลา”
“แน่นอน เช่นนั้นระหว่างนี้ พวกเราไปตรวจสอบสูตรกันก่อนดีหรือไม่?”
“ดี ๆ ทำตามที่ท่านว่า”
เถ้าแก่ย่อมเต็มใจอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่สะดวกเป็นฝ่ายเร่งรัด เมื่ออีกฝ่ายเสนอขึ้นมาก่อน ย่อมดีที่สุด
ระหว่างเดินไปยังโรงย้อมด้านหลัง ลู่จือเวยกระซิบข้างหูเสี่ยวจางซื่ออยู่สองสามประโยค ทำให้อีกฝ่ายมองนางด้วยความประหลาดใจ
แต่เมื่อเหลือบเห็นแผ่นหลังของเถ้าแก่ที่เดินอยู่ด้านหน้า นางก็กลืนคำถามทั้งหมดกลับลงคอ เพียงพยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงว่าเข้าใจแล้ว
ลู่จือเวยจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่ก่อนออกเดินทางนางเตรียมการไว้ล่วงหน้าหนึ่งชั้น มิฉะนั้นเวลานี้คงต้องเสี่ยงลักลอบนำของออกมาจากพื้นที่มิติแล้ว ขั้นตอนการตรวจสอบไม่ขอกล่าวโดยละเอียด อย่างไรเสียของก็เป็นของจริง ดังนั้นการรับเงินมัดจำจึงเป็นไปอย่างราบรื่น
ทองหนึ่งตำลึงมีค่าเท่ากับเงินสิบตำลึง ทองเจ็ดร้อยตำลึง หากคิดเป็นหน่วยในยุคหลัง ก็ราวเจ็ดสิบชั่ง ที่จริงก็ไม่ได้มากมายอะไร ผู้ชายอย่างลู่ซานหม่าคนเดียวก็แบกไหว
เมื่อแบ่งใส่ตะกร้าสะพายหลังสองใบ ก็ไม่ได้สะดุดตาแต่อย่างใด ขอเพียงบางคนแสดงสีหน้าให้เป็นธรรมชาติก็พอ
“พี่สาม พี่สะใภ้สาม ทำตัวให้เป็นธรรมชาติหน่อย แม้ผ้ากับหนังสัตว์พวกนี้จะดูเยอะและหนัก แต่ก็ไม่ได้มีราคาแพงนัก ไม่มีใครคิดขโมยหรอก”
เพราะยังมีคนนอกอยู่ข้างกาย ลู่จือเวยจึงไม่ได้พูดให้ชัดเจน เพียงให้ผู้ที่รู้ความจริงเข้าใจก็พอ
“อ้อ ข้ารู้ เพียงแต่พี่สามของเจ้าน่ะไม่ค่อยมีประสบการณ์ ไม่เคยถือของมีค่ามากมายขนาดนี้ ก็เลยทำได้แค่นี้”
ลู่ซานหม่าเริ่มรู้สึกว่า ต่อให้น้องทั้งสองของเขาจะมีอนาคตยิ่งใหญ่จริงหรือไม่ก็ตาม แต่ตอนนี้ เขารู้สึกว่าพวกเขามีท่วงทำนองของผู้ยิ่งใหญ่จริง ๆ
เงินก้อนมหาศาลเช่นนี้ ทั้งสองคนกลับไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่เลย
“เช่นนั้นก็อย่าคิดมาก คืนนี้หาที่พักก่อน พี่สามก็ไปเอาเกวียนวัวมา พรุ่งนี้ข้ากับพี่สี่จะไปหอหนังสือโม่เซียง พี่สะใภ้สามจะไปด้วยหรือไม่?”
เสี่ยวจางซื่อกำสายสะพายของตะกร้าแน่น พลางฝืนยิ้มตอบว่า “ข้าไม่ไปแล้ว รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย”
เหนื่อยจริง ๆ โดยเฉพาะเหนื่อยใจ นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า วันหนึ่งจะรู้สึกว่าทองคำมีมากเกินไป
“ก็ดี พวกเราซื้อผ้ากับหนังสัตว์มาตั้งมากมาย พี่สะใภ้สามพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมให้เต็มที่แล้ว ก็ถือโอกาสตัดเสื้อให้คนในบ้านคนละชุดเสียเลย”
“ได้เจ้าค่ะ ตัดเสื้อก็ดี เรื่องนี้ข้าถนัด”
อย่างน้อยมีอะไรให้ทำ ใจก็จะไม่หวาดหวั่นนัก
“แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน โรงเตี๊ยมถึงแล้ว ข้าพักอยู่ที่ห้องพักรวม หากมีเรื่องใดก็เรียกข้าได้ตลอด”
คนที่พูดน่าจะเป็นคนสนิทของเถ้าแก่ เพราะสูตรยังไม่ได้ตกเป็นของพวกเขาเต็มตัว จะปล่อยให้พวกลู่จือเวยเดินไปมาอย่างอิสระได้อย่างไร ย่อมต้องส่งคนมาคอยจับตาดู
ตราบใดที่ไม่มีความเคลื่อนไหวก็ไม่เป็นไร แต่หากมีพิรุธแม้เพียงน้อย เกรงว่าพวกเขาจะถูกจับส่งทางการทันที
แน่นอนว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นสถานที่ที่พวกเขาเลือกเอง ตั้งแต่เพิ่งเข้ามาในเมืองก็สอบถามไว้เรียบร้อยแล้ว
“เช่นนั้นก็รบกวนแล้ว”
เมื่อภายในห้องเหลือเพียงคนของตนเอง ลู่ซานหม่าก็รีบวางตะกร้าสะพายหลังลง แล้วหันกลับไปค้นของด้านในทันที
จนเมื่อเห็นแสงสีทองอร่ามเต็มตา เขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ดีเหลือเกิน ยังอยู่ ไม่หาย!”
“วางใจเถิดเจ้าค่ะ พี่สาม ตลอดทางข้าเดินอยู่ข้างพี่ ไม่ได้อยู่เฉย ๆ คอยจับตาดูอยู่ตลอด”
หากนางเป็นเพียงเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบธรรมดาที่ไม่มีความสามารถพิเศษ นางคงขอรับเป็นตั๋วเงินหรือตั๋วแลกเงินไปแล้ว
แต่น่าเสียดายที่นางไม่ใช่ นางไม่เชื่อว่าบนโลกนี้จะมีผู้ใดสามารถขโมยของภายใต้การตรวจจับของจิตสัมผัสนางได้ อีกทั้งนอกจากนางแล้ว อามิ่งก็ถูกเรียกกลับมาช่วยจับตาดูด้วยเช่นกัน
ลู่ซานหม่าฟังเข้าหูแต่ไม่เข้าหัว เขาหยิบทองคำแท่งก้อนหนึ่งขึ้นมาแล้วกัดทันที
“โอ๊ย! ของจริง!”
“พี่สาม เพิ่งคิดจะตรวจสอบของจริงของปลอมตอนนี้ ไม่สายไปหน่อยหรือ?”
“ก็บอกแล้วว่าพี่สามไม่มีประสบการณ์ ตกตะลึงจนลืมคิดก็ไม่เห็นจะแปลก”
เสี่ยวจางซื่อเอียงศีรษะมองสามีที่ทำเรื่องน่าอาย คราวนี้นางคร้านจะตำหนิเขาเสียแล้ว
เพราะหากมือของนางไวกว่า เกรงว่านางก็คงเอาทองไปกัดเหมือนกัน
“แต่น้องเล็ก เหตุใดเจ้าถึงให้ข้าเปลี่ยนขวดย้อมสีนั่นกะทันหัน?” เปลี่ยนเป็นขวดที่ผสมสารส้ม ไม่ใช่ตกลงกันไว้แล้วหรือว่าเอาไว้ใช้ยามจำเป็นเท่านั้น
“นี่แหละคือยามจำเป็น ข้าเห็นจากชั้นบนแล้ว พวกเขาค้นพบวิธีใช้ขี้เถ้าพืชเรียบร้อย เพียงแต่ยังหาสัดส่วนที่เหมาะสมไม่ได้
“หากอยากได้เงินมากขึ้น ก็มีแต่ต้องใช้สูตรลับที่มีเพียงพวกเรามาแลกเท่านั้น”
“หากแลกสูตรนี้ไป พวกเราก็ไม่มีแม่ไก่ออกไข่ทองคำแล้ว” ลู่ซานหม่าถอนหายใจอย่างเสียดาย เหตุใดถึงไม่มีทางที่ได้เงินแล้วยังเก็บสูตรไว้ได้ด้วยนะ
“พี่สาม พี่ก็ควรเริ่มหัดอ่านหนังสือได้แล้ว ในสัญญาเขียนไว้ชัดเจนว่า หลังครบสิบปี สิทธิ์ในการใช้สูตรนี้จะกลับมาเป็นของพวกเราอีกครั้ง เพียงแต่ห้ามนำสูตรไปขายต่อเท่านั้น”
“อ้อ อย่างนี้ก็ดี สิบปีเอง พวกเรารอได้”
อย่างน้อยก็คงไม่ถึงกับใช้เงินหมดภายในสิบปีหรอกกระมัง
“วางใจเถิด ข้าจะไม่ปล่อยให้พี่ว่างแน่ สวนดอกมะลิผืนใหญ่ของครอบครัวเรายังรอให้พี่ไปหลั่งเหงื่ออยู่อีก”