บัดนี้ลู่เจี๋ยลวี่ขุดสระน้ำขนาดยี่สิบหมู่ขึ้นบริเวณรอยต่อระหว่างทุ่งหญ้ากับแนวเทือกเขาในเขตพลังวิญญาณ
สถานที่แห่งนี้ใช้เลี้ยงปลา อีกทั้งยังสามารถเลี้ยงเป็ดวิญญาณและห่านวิญญาณระดับต่ำได้ด้วย เช่นนี้พวกมันก็จะไม่ขาดแคลนอาหาร อ้อ จริงสิ ภายในสระย่อมขาดดอกบัวไม่ได้เช่นกัน
ส่วนสระน้ำอีกฝั่งของลำธาร ภายหน้าก็ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำจากโลกมนุษย์ก็พอ
แต่ตอนนี้ยังขาดลูกพันธุ์ เมื่อขาดก็ต้องออกไปหา เมื่อตั้งเป้าหมายถัดไปได้แล้ว ลู่เจี๋ยลวี่ก็เก็บม่านพลังป้องกันแล้วออกเดินทางอีกครั้ง
เมื่อนึกถึงครั้งก่อนที่ไปซื้อของแล้วตกเป็นเป้าสายตาของผู้คน คราวนี้ลู่เจี๋ยลวี่จึงหยิบหน้ากากภาพลวงออกมา ปรับระดับการบำเพ็ญเพียรเป็นขั้นสร้างรากฐานระยะแรก อืม...สบายตัวขึ้นมาก
หลังจากนั้น ลู่เจี๋ยลวี่ก็วิ่งเที่ยวอย่างอิสระไปทั่ว จนแทบจะตระเวนทั่วทั้งโลกบำเพ็ญเซียน
นางเข้าแดนลับในฐานะผู้บำเพ็ญอิสระ ขุดชีพจรวิญญาณและสายแร่หินวิญญาณนานาชนิด เมื่อพบสมุนไพรวิญญาณ พืชวิญญาณ หรือสัตว์อสูรระดับต่ำ ก็ย้ายเข้าไปไว้ในมิติทั้งหมด
ส่วนของระดับสูง นางเก็บรักษาไว้ในแหวนเก็บของอย่างดี แล้วนำไปวางไว้บนชั้นสองของเรือน รอให้ระดับการบำเพ็ญเพียรสูงพอแล้วค่อยนำมาหลอมเป็นโอสถ
แน่นอนว่าพวกที่มีเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้า นางก็เก็บรักษาไว้เช่นกัน เผื่อวันใดมิติยกระดับอีกครั้งเล่า ขอเพียงมีชีวิตอยู่นานพอ ทุกอย่างก็ล้วนเป็นไปได้
นางไปถึงชายทะเล จับสัตว์อสูรทะเลมาได้ ส่วนสัตว์น้ำจืดก็ไม่พลาดเช่นกัน สรุปก็คือ ตอนนี้ภายในมิติครึกครื้นอย่างยิ่ง
ครึกครื้นเสียจนลู่เจี๋ยลวี่อดคิดไม่ได้ว่า หากชาติหน้าต้องกลับมาเกิดใหม่ ไม่รู้จะยังมีความสามารถดูแลสถานที่ใหญ่โตเช่นนี้ได้หรือไม่
ด้วยความกังวลเช่นนี้ นางจึงไม่กล้าละเลยการฝึกคัมภีร์จิตดั้งเดิมแม้แต่น้อย
ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่อาหารเลิศรสและสุราวิญญาณของโลกบำเพ็ญเซียน นางก็เก็บใส่แหวนเก็บของไว้ไม่น้อย โดยแยกเก็บตามระดับของวัตถุดิบ
นางถึงกับจัดห้องหนึ่งไว้โดยเฉพาะ เพื่อใช้เก็บอาหารเหล่านี้
อย่าเห็นว่าโลกบำเพ็ญเซียนถูกเรียกว่าดินแดนรกร้างด้านอาหาร ผู้บำเพ็ญเพียรแต่ละคนเอาแต่กินโอสถงดอาหารประทังชีวิตแล้วจะคิดว่าเป็นความจริง เพราะนั่นเป็นเรื่องหลอกลวง พวกเขาเพียงไม่กินอาหารธรรมดา เพื่อหลีกเลี่ยงการอุดตันของเส้นลมปราณเท่านั้น
แต่สำหรับวัตถุดิบที่มีพลังวิญญาณ พวกเขาไม่เคยรังเกียจ อีกทั้งเพียงปรุงอย่างเรียบง่าย รักษารสชาติดั้งเดิมไว้ ก็อร่อยมากแล้ว
อย่างไรเสีย นางรู้สึกว่าชีวิตในอนาคตของตนมั่นคงแล้ว
เมื่อตระเวนทั่วโลกบำเพ็ญเซียนเสร็จ ลู่เจี๋ยลวี่ก็เปลี่ยนทิศทาง มุ่งหน้าเข้าสู่โลกมนุษย์ทันที
โลกมนุษย์มีของให้ซื้อหาได้มากมาย อย่างไรเสียนางก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียร จะไปปล้นคนธรรมดาย่อมไม่ได้ ต่อให้คนธรรมดาผู้นั้นจะน่ารำคาญเพียงใดก็ตาม
ตราบใดที่อีกฝ่ายยังไม่ลงมือกับนางก่อน ต่อให้ไม่ชอบหน้า ก็ทำได้เพียงไม่มองเท่านั้น มิฉะนั้นย่อมผ่านด่านของสวรรค์ไม่ได้
จะว่าไปแล้ว โลกมนุษย์ในโลกบำเพ็ญเซียนก็คล้ายกับสังคมโบราณที่บันทึกไว้ในชาติที่แล้วของนางไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น เพราะมีผู้บำเพ็ญเพียรอยู่ แม้คนธรรมดาที่ไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกบำเพ็ญ ระดับงานช่างฝีมือต่างๆ ก็ยังพัฒนาล้ำหน้ากว่าสังคมโบราณเสียอีก
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางก็ไม่เกรงใจแล้ว โหมดกักตุนของเริ่มต้นขึ้น!
เมล็ดพันธุ์ธรรมดาที่ผ่านการปรับปรุงแล้ว ทั้งข้าว ข้าวสาลี เมล็ดพันธุ์และต้นกล้าผักผลไม้ ลูกพันธุ์ปลาน้ำจืด หอยทะเล ไก่ เป็ด ห่าน กระต่าย วัว แกะ ม้า กวาง และหมู นางซื้ออย่างละหนึ่งร้อยคู่
แม้จะเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ธรรมดา แต่เพราะผ่านการหล่อเลี้ยงด้วยพลังวิญญาณในโลกบำเพ็ญเซียน รสชาติจึงดีกว่าพันธุ์ปรับปรุงในชาติที่แล้วของนางมาก อีกทั้งยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร
ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนในโลกมนุษย์แห่งนี้ส่วนใหญ่ต่างมีใบหน้าผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ภายหน้าหากนางทะลุมิติไปเป็นคนธรรมดา สิ่งเหล่านี้ย่อมกลายเป็นเสบียงอาหารของนาง
แน่นอนว่าในพื้นที่ธรรมดาของมิติ นางก็แบ่งพื้นที่ไว้เล็กน้อยสำหรับการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เพื่อรอวันนำพืชและสัตว์ธรรมดาอย่างแท้จริงมาปลูกและเลี้ยง
เสื้อผ้าสวยๆ เครื่องประดับงดงาม ผ้าชั้นดี ซื้อ! เครื่องมือที่ใช้งานสะดวก ซื้อ! ของกินของดื่มอร่อย ซื้อ!
กระทั่งยังใช้หินวิญญาณแลกทองคำ เงิน และอัญมณีมาจำนวนไม่น้อย เพราะเพียงหินวิญญาณระดับล่างก้อนเดียว ก็สามารถแลกของได้จนเต็มถุงเก็บของใบเล็กหนึ่งใบ
แลกที่นี่สะดวกกว่าการไปแลกในโลกธรรมดาที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบมาก อีกทั้งหินวิญญาณระดับล่างนางก็ไม่ได้ขาดแคลน ลู่เจี๋ยลวี่จึงแลกไว้ไม่น้อย
แน่นอนว่าต่อให้ไม่ขาดแคลน เมื่อแลกจนเต็มหนึ่งแหวนเก็บของแล้วก็ถือว่าพอเหมาะ
อย่างไรเสียนางก็ไม่มีทางกินทุนเก่าไปทุกโลกหรอก อย่างมากก็เพียงใช้เป็นทุนตั้งต้นในช่วงแรกเท่านั้น
เวลาผ่านไปเช่นนี้หลายร้อยปี ลู่เจี๋ยลวี่ใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกอย่างอิสระ กระทั่งวันหนึ่ง นางสัมผัสได้เลือนรางว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของตนมาถึงจุดวิกฤตแล้ว ประกอบกับของที่ควรกักตุนก็กักตุนครบหมดแล้ว จึงเก็บข้าวของแล้วกลับสำนัก
สิ่งแรกที่นางทำหลังกลับสำนัก คือไปเยี่ยมคนใกล้ชิดในสำนัก ทั้งอาจารย์ ศิษย์พี่หญิง ศิษย์พี่ชาย ศิษย์น้องชาย และอาสาม ก่อนจะเริ่มปิดด่านฝึกบำเพ็ญ
หลังปิดด่าน นางไม่ได้รีบร้อนทะลวงขั้น แต่เริ่มจากสร้างหุ่นเชิดตัวเล็กหลายตัวก่อน วิชานี้เป็นสิ่งที่นางประมูลมาได้จากงานประมูลครั้งหนึ่ง
ไม่ใช่ว่านางโชคดีอะไร เพียงเพราะนางมีนิสัยชอบกักตุน เมื่อเห็นของที่ตนยังไม่มีและสนใจ ก็ซื้อไว้เท่านั้น
หุ่นเชิดที่สร้างด้วยวิธีนี้มีระดับการบำเพ็ญเพียรเพียงขั้นหลอมลมปราณ ส่วนพลังวิญญาณในมิติของลู่เจี๋ยลวี่ตอนนี้ ก็เพียงพอสำหรับการเคลื่อนไหวของพวกมันโดยสมบูรณ์
สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือ ต่อให้เป็นสถานที่ไร้พลังวิญญาณ หุ่นเชิดชนิดนี้ก็ยังทำงานได้ เพียงใช้หินวิญญาณระดับล่างหนึ่งก้อน ก็สามารถทำงานต่อเนื่องได้นานสิบปี นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง
อย่างไรเสียนางก็มีคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่ต้องดูแล และยังเป็นเจ้าของคฤหาสน์รายใหญ่เสียด้วย ที่สำคัญ พืชวิญญาณในเขตพลังวิญญาณเหล่านั้น หากไม่มีระดับการบำเพ็ญเพียรอยู่บ้าง ก็ไม่อาจดูแลได้จริงๆ
นางสร้างหุ่นเชิดขึ้นทั้งหมดสามสิบตัว ใช้ดูแลพื้นที่แต่ละส่วน เมื่อติดตั้งม่านพลังป้องกันให้แต่ละตัวแล้ว ก็แจกจ่ายไปยังตำแหน่งที่เหมาะสมทันที
บนตัวหุ่นเชิดแต่ละตัว ล้วนมีกำไลเก็บของหนึ่งวง ภายหน้าผลผลิตทั้งหมดก็จะถูกเก็บไว้ภายในนั้น
ต่อไป งานของนางก็เหลือเพียงเปลี่ยนกำไลเก็บของให้ทันเวลาเท่านั้น ชีวิตอันแสนสุขมาถึงแล้ว ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
เมื่อจัดการเรื่องภายในมิติเรียบร้อย ลู่เจี๋ยลวี่จึงเริ่มทำเรื่องสำคัญ การทะลวงสู่ขั้นแปรวิญญาณไม่ได้ยากอย่างที่นางคิด แต่ผลลัพธ์กลับทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกหลอก
“โฮสต์ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
ลู่เจี๋ยลวี่เงยหน้ามองอามิ่งอย่างงุนงง “พูดตามตรง ฉันไม่ค่อยดีนัก ทำไมพวกเราถึงได้พบกันเร็วขนาดนี้ ตามปกติไม่ใช่ว่าต้องรออีกหลายร้อยหรือพันปีหรอกหรือ”
อามิ่งหัวเราะแห้งๆ “คือว่า...มหามรรคาสวรรค์ร้องเรียน บอกว่าท่านกอบโกยผลประโยชน์จากโลกนี้หนักเกินไป เขาไม่พอใจ อย่างไรเสียท่านก็ทะลวงสู่ขั้นแปรวิญญาณสำเร็จแล้ว นับว่าพอทำตามความปรารถนาของเจ้าของร่างเดิมได้ จึงถีบท่านออกมาน่ะค่ะ”
หากตอนนี้ตรงหน้ามีโต๊ะสักตัว นางคงพลิกคว่ำมันไปแล้ว ระบบมองโฮสต์ที่กำลังด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง ก่อนกล่าวอย่างขลาดๆ ว่า “อย่าโกรธเลย ระบบเรียกร้องค่าชดเชยมาให้แล้ว”
ลู่เจี๋ยลวี่มองวงแสงที่ลอยอยู่ตรงหน้า พลางเงียบไปครู่หนึ่ง “สิ่งนี้คืออะไรกัน”
“พรจากมหามรรคาสวรรค์ เมื่อมีมัน ไม่ว่าท่านจะไปโลกย่อยแห่งใด ก็จะไม่ถูกมหามรรคาสวรรค์เพ่งเล็ง อีกทั้งยังได้รับการเสริมโชคด้วย”
“หมายความว่าฉันจะเป็นปลาคราฟนำโชคหรือ”
“ก็...ก็ไม่ได้เกินจริงถึงเพียงนั้น การจะเป็นปลาคราฟนำโชคใช่ว่าจะง่าย หากไม่สั่งสมบุญกุศล สักวันโชควาสนาก็ต้องหมด แล้วจะถูกผลย้อนกลับเสียเอง”
“อย่างนั้นฉันก็ติดยันต์โชคดีให้ตัวเองสักแผ่นก็พอแล้ว ยังต้องใช้สิ่งนี้อีกหรือ”
คราวนี้ถึงตาระบบเงียบไป มันก้มหน้าอย่างหมดเรี่ยวแรง “เฮ้อ โฮสต์ต้องลำบากแล้ว ใครใช้ให้ฉันเป็นแค่ระบบเปลี่ยนชะตาตัวประกอบกันเล่าคะ ความสามารถย่อมเทียบไม่ได้กับระบบของนางเอกหรือนางร้าย ระบบต่อรองมาได้เพียงเท่านี้จริงๆค่ะ”