บทที่ 26: รูปถ่ายครอบครัวและความทรงจำก่อนออกเดินทาง
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จสิ้น ครอบครัวซูกลุ่มใหญ่พากันเดินมุ่งหน้าไปยังตัวตำบลด้วยความตื่นเต้นดีใจ ทางด้านซูฉงจวินซึ่งทำงานอยู่ในโรงงานเหล็กได้ไปบอกกล่าวผู้เป็นอาจารย์ของเขา อาจารย์ของเขาอนุญาตให้ลางานได้อย่างง่ายดาย
ดวงอาทิตย์ลอยโด่งขึ้นสูง คนทั้งสองกลุ่มเดินทางมาพบกันที่หน้าสถานที่เป้าหมาย นั่นคือร้านถ่ายรูปเพียงแห่งเดียวในตัวตำบล
"พี่ใหญ่ครับ"
ซูฉงเหวินตาไว เขามองเห็นซูฉงจวินซึ่งกำลังยืนมองซ้ายมองขวาอยู่บริเวณหน้าร้านถ่ายรูปจากระยะไกลได้ตั้งแต่แวบแรก
เมื่อทุกคนเดินเข้าไปใกล้ ซูฉงจวินใช้หมัดชกเบาๆ ลงบนไหล่ของซูฉงเหวิน
"เจ้าหนุ่ม นายทำได้เยี่ยมมาก"
ตั้งแต่ยังเล็กเขารู้อยู่เสมอ น้องชายคนที่สองของเขาคนนี้เป็นคนประเภทเงียบๆ แต่สามารถทำเรื่องใหญ่โตให้สำเร็จได้
"ฮี่ฮี่"
ซูฉงเหวินหัวเราะออกมาอย่างซื่อตรง
"แม่ร่วง รูปถ่ายพวกนี้ถ่ายออกมาได้ชัดเจนขนาดนี้เชียวหรือ"
อู๋กุ้ยเซียงมองดูรูปถ่ายซึ่งวางประดับอยู่บนตู้โชว์กระจกด้านนอกร้านถ่ายรูปด้วยความตกใจ ใช้ชีวิตมาจนอายุมากปูนนี้แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นรูปถ่ายที่คมชัดมากมายขนาดนี้
ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น สำหรับทุกคนในหมู่บ้านลั่วสุ่ย การถ่ายรูปถือเป็นเรื่องแปลกใหม่หาดูยาก
"ใบหน้าในรูปเหมือนคนจริงๆ เลยนะคะ ดูชัดเจนยิ่งกว่าในภาพยนตร์เสียอีก"
จางซินหลานเดาะลิ้นชื่นชมด้วยความประหลาดใจ
"ใช่ค่ะ แม่ดูคู่รักคู่นี้สิคะ หน้าตาดีกันทั้งคู่เลย"
หลี่ซิ่วเหลียนมองดูรูปถ่ายของคู่บ่าวสาวด้านบนพร้อมเอ่ยชมไม่ขาดปาก ฝ่ายชายสวมชุดคอจีนมีท่าทีตื่นเต้นผสมผสานความเกร็งเล็กน้อย ส่วนฝ่ายหญิงสวมเสื้อลายดอกไม้ส่งยิ้มหวานแหวว บนใบหน้าของคนทั้งสองเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข
ซูชิงอวิ๋นกวาดตามองดู รูปถ่ายในยุคปัจจุบันยังคงเป็นรูปถ่ายขาวดำ สำหรับตัวเธอแล้ว สิ่งเหล่านี้มีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อยู่เต็มเปี่ยม
"เอาล่ะครับ ทุกคนรีบเข้าไปข้างในกันเถอะ"
ซูอ้ายหมินกลัวว่าจะเสียเวลาจึงเอ่ยเร่งรัด
ครอบครัวซูพากันเดินเข้าไปในร้านถ่ายรูป ช่างภาพด้านในกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว เขาจึงเดินออกมาจากห้องมืดสำหรับล้างรูป
"พวกคุณมาทำอะไรกันครับเนี่ย"
ช่างภาพมองเห็นผู้คนจำนวนมากเต็มห้อง เขารู้สึกประหลาดใจและเดาไม่ออกว่าคนกลุ่มนี้มาทำสิ่งใด
"มาร้านถ่ายรูปก็ต้องมาถ่ายรูปสิครับ"
ซูอ้ายหมินก้าวไปข้างหน้าเพื่อชวนคุยอย่างเป็นกันเอง
"ช่างภาพครับ ถ้าพวกเราต้องการถ่ายรูปครอบครัว 2 ใบต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ครับ"
"รูปครอบครัวหรือครับ"
ช่างภาพประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม ลูกค้าที่มาใช้บริการร้านของเขาส่วนใหญ่เป็นคู่แต่งงานใหม่ซึ่งยอมจ่ายเงินเพื่อถ่ายรูป นี่เป็นครั้งแรกที่มีครอบครัวใหญ่มาขอถ่ายรูปครอบครัว ช่างเป็นเรื่องแปลกใหม่จริงๆ
"ถ่ายไม่ได้หรือครับ"
"ถ่ายได้ครับ ถ่ายได้อย่างแน่นอน"
ช่างภาพส่งยิ้มกว้าง การถ่ายรูปรูปแบบไหนก็ไม่ได้มีความแตกต่างกัน
"ร้านของเราคิดราคาถ่ายรูปเดี่ยวใบละ 1 หยวน รูปคู่ราคา 1 หยวน 5 เหมา ถ้าพวกคุณต้องการถ่ายรูปครอบครัวก็จ่ายแค่ 2 หยวนก็พอครับ"
"2 หยวนเชียวหรือ แม่ร่วง นี่ก็แค่ถ่ายรูปทำไมถึงได้มีราคาแพงขนาดนี้คะ"
จางซินหลานเบิกตากว้างพร้อมกับเดาะลิ้นด้วยความตกใจ
"การถ่ายรูป ถึงแม้พวกคุณจะได้ยินแค่เสียงแชะเดียว แต่ม้วนฟิล์มมีต้นทุนสูงนะครับ การล้างรูปก็ต้องใช้ทั้งเวลาและแรงงาน เงินที่หามาได้ล้วนเป็นค่าความเหนื่อยยากทั้งนั้นครับ"
ช่างภาพหัวเราะพร้อมกับอธิบาย ลูกค้าที่มาถ่ายรูปแทบทุกคนมักจะบ่นเรื่องราคาแพง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนยินดีจ่ายเงินเพื่อถ่ายรูปอยู่เสมอ
"2 หยวนก็ 2 หยวน พวกเราจะถ่ายครับ"
ซูต้าหลินเป็นคนออกคำสั่ง ในเมื่อเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว อย่างไรเสียพวกเขาก็ต้องถ่ายรูปใบนี้ให้จงได้
อู๋กุ้ยเซียงพยักหน้าเห็นด้วย แม้ปกติเธอจะเป็นคนเข้มงวดเรื่องการใช้จ่ายเงินทอง แต่เธอก็ยอมจ่ายเงินจำนวนนี้
"ขอบคุณครับปู่ ขอบคุณครับย่า"
ซูฉงเหวินมีใบหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ เขารู้ดีว่าการที่ครอบครัวใหญ่ต้องมารวมตัวกันมากมายขนาดนี้ล้วนเป็นเพราะตัวเขา
ในบรรดาพี่น้องผู้ชาย 3 คนในบ้าน เขาเป็นลูกคนกลางซึ่งอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางพอดี อีกทั้งเขายังมีนิสัยเก็บตัว คนในครอบครัวจึงไม่ค่อยให้ความสนใจเขามากนัก แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาเพิ่งได้ค้นพบความจริง ภายใต้เปลือกนอกที่ไม่ค่อยแสดงออกของคนในครอบครัว ล้วนแฝงไปด้วยความห่วงใยและความรักอันลึกซึ้งที่มีต่อตัวเขา
"ตกลงครับ ถ้าอย่างนั้นพวกเราเข้าไปด้านในกันก่อน สถานที่ถ่ายรูปอยู่ด้านในครับ"
ช่างภาพมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขาใช้มือเลิกผ้าม่านของห้องด้านในขึ้น
ครอบครัวซูเดินเข้าไปในห้องด้านใน เมื่อมองเห็นฉากหลังอย่างชัดเจน อู๋กุ้ยเซียงก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ
"ทำไมกำแพงถึงมีสีสันฉูดฉาดแบบนั้นล่ะ โอ้โห ตรงนี้มีดอกไม้ด้วยนะ"
อู๋กุ้ยเซียงหยิบช่อดอกไม้ขึ้นมาลูบคลำ เธอขยับปากพูดต่อ
"ทำไมถึงเป็นของปลอมล่ะ"
"ต้องเป็นของปลอมสิครับคุณป้า ดอกไม้พวกนั้นมีไว้ให้คนถ่ายรูปถือไว้ในมือเพื่อใช้เป็นของประดับครับ"
ช่างภาพกำลังปรับแต่งกล้องถ่ายรูป เขาตอบกลับโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง
ซูชิงอวิ๋นมองดูกล้องถ่ายรูปขนาดใหญ่ กล้องถ่ายรูปในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นกล้องถ่ายรูปแบบตั้งพื้นระบบแรงดันอากาศ
"เอาล่ะครับ ทุกคนเลิกดูได้แล้ว ขยับไปยืนเรียงแถวชิดกำแพงเลยครับ"
หลังจากช่างภาพปรับแต่งกล้องถ่ายรูปเสร็จเรียบร้อย เขาจึงส่งเสียงเรียกกลุ่มคนที่กำลังมองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นตาตื่นใจ
เขามองดูสมาชิกครอบครัวซูซึ่งมีจำนวนมากพลางใช้ความคิด
"พวกเรายืนแบ่งเป็น 2 แถวจะดีกว่าครับ คนหนุ่มสาวไปยืนด้านหลัง ส่วนคุณป้าและคุณลุงนั่งอยู่ด้านหน้า พ่อหนุ่มคนนั้น คุณไปยกเก้าอี้ 2 ตัวมาให้คุณปู่กับคุณย่านั่งหน่อยครับ"
ซูฉงเหวินซึ่งถูกเรียกใช้งานรีบไปยกเก้าอี้มาวางไว้ด้านหน้าเพื่อให้ซูต้าหลินและอู๋กุ้ยเซียงนั่งลง ทุกคนมองหน้ากันและกันพร้อมกับเริ่มจัดแจงตำแหน่งการยืน
ซูอ้ายหมินเริ่มออกคำสั่งจัดแถว
"พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่รอง พี่สะใภ้รอง พวกพี่ไปยืนอยู่ข้างพ่อกับแม่นะครับ ฉงจวิน ฉงเหวิน แล้วก็อวิ๋นอวิ๋น พวกหลานไปยืนแถวหลังทางฝั่งซ้าย อาอิง พวกเราสองคนไปยืนฝั่งขวาครับ"
"ดีมากครับ ประมาณนี้แหละ ยืนจัดท่าให้ดีแล้วอย่าขยับตัวนะครับ"
ช่างภาพมองดูครอบครัวที่ยืนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว
ทุกคนจ้องมองเครื่องจักรสีดำขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม การถ่ายรูปครั้งแรกย่อมทำให้รู้สึกประหม่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาเม้มริมฝีปาก สายตาเริ่มล่อกแล่ก ใบหน้าตึงเครียด
"ทำสีหน้าให้ผ่อนคลายลงหน่อยครับ ยิ้มครับ ฉีกยิ้มออกมา ลองนึกถึงเรื่องที่ทำให้ตัวเองมีความสุขดูนะครับ"
ช่างภาพเริ่มสั่งให้ครอบครัวที่กำลังตัวแข็งทื่อปรับเปลี่ยนสีหน้า
มุมปากของทุกคนขยับเล็กน้อย พวกเขาพยายามฝืนยิ้มออกมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ช่างภาพมุดศีรษะเข้าไปในผ้าคลุมสีดำ เริ่มมองดูภาพที่ปรากฏบนเลนส์กล้อง
"ดีครับ ยิ้มให้กว้างกว่านี้อีกนิด ผ่อนคลายครับ เตรียมตัวนะครับ 3 2 1"
ช่างภาพนับถอยหลังจนจบ เสียงแชะดังขึ้น รูปถ่ายถูกบันทึกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
"ทุกคนอย่าเพิ่งขยับนะครับ พวกเราจะถ่ายกันอีก 1 ใบ"
ครอบครัวซูยังไม่ทันได้ตั้งตัว รูปถ่ายใบที่ 2 ก็ถูกกดชัตเตอร์ถ่ายไปเรียบร้อยแล้ว
ช่างภาพเปิดผ้าคลุมสีดำออก เขาส่งยิ้ม
"เรียบร้อยแล้วครับ ถ่ายเสร็จแล้ว"
คนทั้งครอบครัวต่างถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก การถ่ายรูปและต้องฝืนยิ้มเป็นเรื่องที่เหน็ดเหนื่อยมากจริงๆ
เมื่อเห็นช่างภาพกำลังจัดการกับม้วนฟิล์ม ซูอ้ายหมินรีบเอ่ยถาม
"ช่างภาพครับ พวกเราจะมารับรูปถ่ายได้เร็วที่สุดเมื่อไหร่ครับ"
"เร็วที่สุดหรือครับ"
ช่างภาพใช้ความคิด
"อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลา 2 ถึง 3 วันครับ"
"2 ถึง 3 วันหรือคะ แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาดเลยค่ะ"
จางซินหลานเริ่มร้อนใจ พรุ่งนี้ฉงเหวินจะต้องออกเดินทางแล้ว จะไปรอรับทันได้อย่างไร
ซูอ้ายหมินเอ่ยถามต่อ
"พรุ่งนี้มารับได้ไหมครับ"
"พรุ่งนี้หรือครับ"
ช่างภาพชะงักไปเล็กน้อย เขาปฎิเสธด้วยการส่ายหน้า
"พรุ่งนี้ไม่ได้ครับ การล้างรูปต้องใช้เวลา"
"ไม่ใช่แบบนั้นครับช่างภาพ เด็กคนนี้จะต้องเดินทางพรุ่งนี้แล้ว เขาจะไปเป็นทหาร พรุ่งนี้เขาต้องไปรายงานตัวที่กองทัพ พวกเราแค่อยากให้เขาพกรูปถ่ายครอบครัวติดตัวไปด้วยครับ"
ซูอ้ายหมินดึงตัวซูฉงเหวินเข้ามาแนะนำตัว
ช่างภาพรู้สึกตกใจเล็กน้อย เขามองไม่ออกเลยว่าเด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางคนนี้จะเป็นทหาร เขาครุ่นคิด
"ถ้าต้องการรับรูปพรุ่งนี้ให้ได้ คืนนี้ผมจะอดหลับอดนอนล้างรูปให้พวกคุณก็แล้วกันครับ"
"ถ้าอย่างนั้นก็ยอดเยี่ยมมากเลยครับ"
ซูอ้ายหมินพูดด้วยความดีใจ
"ช่างภาพครับ พวกเราจะไม่ปล่อยให้คุณต้องเหนื่อยเปล่า พวกเราจะจ่ายค่าเร่งด่วนให้คุณเอง คุณเสนอราคามาได้เลยครับ"
"ถ้าอย่างนั้น เพิ่มเงินอีก 5 เหมาก็พอครับ"
ช่างภาพเรียกเก็บเงินเป็นเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น การไปเป็นทหารเป็นเรื่องน่ายินดี เขาเองก็อยากให้การสนับสนุนเช่นกัน
"เมื่อสักครู่ผมถ่ายรูปไป 2 ใบ ถ้าพวกคุณต้องการล้างรูปทั้ง 2 ใบ ก็จ่ายเงินรวมทั้งหมด 5 หยวนก็พอครับ ค่าเร่งด่วนผมไม่คิดเงินครับ"
ช่างภาพคิดทบทวนก่อนจะพูดต่อ
"ขอบคุณมากครับช่างภาพ พวกเราต้องการรับรูปทั้ง 2 ใบครับ"
ซูอ้ายหมินตอบตกลงทันที อู๋กุ้ยเซียงพยักหน้าเห็นด้วย พอดีเลย เก็บไว้ที่บ้าน 1 ใบ และให้ฉงเหวินพกติดตัวไป 1 ใบ
"ตกลงครับ ผมจะแถมกรอบรูปให้พวกคุณอีก 1 อัน จะได้นำรูปถ่ายไปตั้งโชว์ไว้ในบ้านได้ครับ"
ช่างภาพตอบตกลงอย่างใจกว้าง
"ขอบคุณครับ"
ซูฉงเหวินฉีกยิ้มกว้างด้วยความสุขใจ
การถ่ายรูปครอบครัวเสร็จสิ้นลง ครอบครัวซูเดินทางกลับบ้านด้วยความชื่นมื่น ซูฉงจวินเพียงแค่ไปบอกกล่าวผู้เป็นอาจารย์ ตอนนี้เขาจำเป็นต้องเดินทางกลับไปยังตัวอำเภอแล้ว
เขาตบไหล่ของซูฉงเหวินเบาๆ
"พรุ่งนี้พี่ใหญ่คงไม่ได้ไปส่งนาย เมื่อไปถึงกองทัพแล้วก็ตั้งใจทำงานให้ดี พยายามสร้างผลงานให้ได้นะ"
"ครับ"
ซูฉงเหวินขานรับเสียงดังฟังชัด
เมื่อคนทั้งครอบครัวเดินทางกลับมาถึงบ้าน เวลาล่วงเลยไปจนถึงบ่าย 4 โมงกว่าแล้ว ชาวบ้านในชนบทมักจะรับประทานอาหารเย็นกันค่อนข้างเร็ว จางซินหลานเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อทำอาหารอย่างรู้หน้าที่ หลี่ซิ่วเหลียนและฉินอิงเดินตามเข้าไปช่วยงานเช่นกัน
อู๋กุ้ยเซียงเดินเข้าไปในห้องครัว เธอหันไปพูดกับคนทั้งสาม
"พรุ่งนี้ฉงเหวินจะออกเดินทางแล้ว วันนี้พวกเราต้องกินอาหารดีๆ กันหน่อย ผัดเนื้อสัตว์ให้เยอะกว่าเดิม ฆ่าไก่ในลานบ้านสัก 1 ตัว ซิ่วเหลียนใช้แป้งสาลีสีขาวห่อเกี๊ยวด้วยนะ คืนนี้พวกเราจะกินกันให้อิ่มหนำสำราญไปเลย"
จางซินหลานเบิกตากว้างพร้อมกับทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ วันนี้แม่สามีของเธอใจกว้างขนาดนี้เชียวหรือ จ่ายเงิน 5 หยวนเพื่อถ่ายรูปยังไม่พอ นี่ยังยอมให้ฆ่าไก่อีกด้วยหรือ
อู๋กุ้ยเซียงปรายตามองเธอ
"เธอทำหน้าตาแบบนั้นหมายความว่ายังไง ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน"
"ใครบอกว่าไม่อยากกินคะ ฉันไม่ได้พูดเลยนะคะ"
จางซินหลานรีบหุบรอยยิ้มและปรับเปลี่ยนสีหน้า เธอหยิบมีดขึ้นมาพร้อมกับพูดด้วยความตื่นเต้น
"ฉันจะไปฆ่าไก่เดี๋ยวนี้แหละค่ะ"
อู๋กุ้ยเซียงมองดูท่าทางถือมีดราวกับกำลังจะออกรบของลูกสะใภ้ เธอรู้สึกหมดคำพูดและทำได้เพียงกรอกตามองบน
ไม่นานนัก กลิ่นหอมเย้ายวนใจก็ลอยฟุ้งไปทั่วท้องฟ้าเหนือบ้านตระกูลซู กลิ่นอาหารลอยตามสายลมพัดเข้าไปในบ้านของชาวบ้านลั่วสุ่ยหลายหลังคาเรือน
"แม่ร่วง บ้านไหนกำลังทำเนื้อย่างกัน กลิ่นถึงได้หอมเตะจมูกขนาดนี้ ทำไมฉันถึงได้กลิ่นหอมของเนื้อไก่ด้วยล่ะ"
"ดูเหมือนกลิ่นจะลอยมาจากทางบ้านตระกูลซูนะ"
"ครอบครัวซูมีเรื่องน่ายินดีอะไรอีกแล้วหรือ"
"คุณยังไม่รู้อีกหรือ ซูฉงเหวินแห่งบ้านตระกูลซูกำลังจะไปเป็นทหารแล้ว ในอนาคตเขาจะได้เป็นทหารผู้ทรงเกียรติเชียวนะ"
"มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ ทำไมชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวซูถึงได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ล่ะ เห็นแล้วทำเอารู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมาเลย"
ผู้คนภายนอกกำลังจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรส ทว่าสมาชิกครอบครัวซูกลับไม่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากทุกคนกำลังตั้งหน้าตั้งตากินเนื้อกันอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่มีใครยอมเงยหน้าขึ้นมาเลย
ซูชิงอวิ๋นกินเนื้อไก่ไปเพียงไม่กี่ชิ้นและเกี๊ยวไส้หมูสับผสมผักกาดขาวที่ป้าสะใภ้ใหญ่เป็นคนห่อเธอก็รู้สึกอิ่มแล้ว
"อวิ๋นอวิ๋น ทำไมหลานถึงไม่กินต่อล่ะ"
อู๋กุ้ยเซียงเอ่ยถาม
"หนูอิ่มแล้วค่ะย่า"
ซูชิงอวิ๋นมองดูพี่ชายคนที่สองของเธอ
"พี่รองต้องกินให้เยอะๆ นะคะ วันข้างหน้าถ้าเกิดคิดถึงรสมืออาหารที่บ้านขึ้นมาจะได้นึกทบทวนความอร่อยได้ค่ะ"
ประโยคคำพูดของเธอสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับทุกคน ซูอ้ายหมินคีบเนื้อชิ้นโตใส่ลงในชามของซูฉงเหวิน
"ใช่แล้วฉงเหวิน กินให้เยอะๆ นะ"
ซูฉงเหวินก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างหนัก หยาดน้ำตาหยดใสไหลร่วงหล่นลงในชามข้าว
ในช่วงบ่ายของวันรุ่งขึ้น ท่ามกลางความคาดหวังของครอบครัวซูและชาวบ้านทุกคน รถยนต์ของกองทัพแล่นมาจอดบริเวณหน้าประตูบ้านตระกูลซู ทหารในชุดเครื่องแบบทหารทรงตรงก้าวลงมาจากรถพร้อมกับตะโกนเรียกเสียงดัง
"ซูฉงเหวิน"
"มาครับ"
ซูฉงเหวินสะดุ้งตัวเล็กน้อย เขาตอบรับด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
ทหารหนุ่มมองดูเขาด้วยความพึงพอใจ เด็กหนุ่มคนนี้มีพลังและความมุ่งมั่นไม่เลวเลยทีเดียว
เขาหยิบชุดเสื้อผ้าชุดหนึ่งลงมาจากรถแล้วยื่นส่งให้ซูฉงเหวิน
"นี่คือเครื่องแบบทหารของคุณ รับไปสิ"
เครื่องแบบทหารหรือ ซูฉงเหวินเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น มือทั้งสองข้างสั่นเทาขณะยื่นออกไปรับเครื่องแบบทหาร ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังและให้ความเคารพต่อชุดในมือ
กลุ่มชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่ด้านข้างเริ่มส่งเสียงดังอื้ออึง พวกเขาพากันจับกลุ่มพูดคุยด้วยความตื่นเต้น
"แม่ร่วง รถทหารคันนี้ช่างดูน่าเกรงขามมากจริงๆ พ่อหนุ่มคนนั้นก็หน้าตาหล่อเหลาเอาการเลยนะ"
"นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นเครื่องแบบทหารใหม่เอี่ยมอ่อง สวยงามมากจริงๆ"
"เด็กหนุ่มบ้านตระกูลซูคนนี้เก่งกาจมากจริงๆ เขาสร้างชื่อเสียงให้กับครอบครัวซูได้สำเร็จแล้ว"
[จบบท]