บทที่ 48: เลือกของขวัญมัดใจ
อู๋กุ้ยเซียงเป็นคนที่มีอำนาจเด็ดขาดในการดูแลเรื่องราวต่างๆ ภายในบ้านอยู่แล้ว หลังจากที่เธอนิ่งคิดทบทวนรายละเอียดอยู่ครู่หนึ่งจึงเริ่มเอ่ยปากพูดกับหลานชาย “ฉงจวิน ในเมื่ออาจารย์ของหลานได้รับรู้เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างหลานกับแม่หนูคนนั้นแล้ว แถมเขายังคอยดูแลและทำดีกับหลานขนาดนี้ ครอบครัวซูของพวกเราก็ควรจะต้องแสดงน้ำใจตอบแทนให้สมเกียรติบ้าง จะได้ไม่น่าเกลียดจนคนภายนอกเอาไปนินทาได้ว่าพวกเราเป็นคนไม่รู้ขนบธรรมเนียมและไร้มารยาท”
ซูฉงจวินพยักหน้าเห็นด้วยอย่างสุภาพ “ผมเข้าใจความตั้งใจของคุณย่าครับ ความจริงแล้วการที่ผมเดินทางกลับมาบ้านในครั้งนี้ก็เพราะต้องการจะนำเรื่องนี้มาปรึกษาหารือกับทุกคนในบ้านอยู่เหมือนกันครับ”
“ดีแล้ว พวกเราจะทำตัวตระหนี่ถี่เหนียวหรือละเลยลูกสาวบ้านอื่นไม่ได้เด็ดขาด” อู๋กุ้ยเซียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนจะหันไปสั่งการกับหลี่ซิ่วเหลียน “สะใภ้ใหญ่ ไปเตรียมข้าวของในบ้านหน่อยเถอะ ให้ฉงจวินถือติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของฝากเพื่อแสดงความจริงใจ”
“ได้ค่ะแม่” หลี่ซิ่วเหลียนรับคำสั่งจากแม่สามี สีหน้าของเธอปรากฏร่องรอยของความลังเลใจอยู่เล็กน้อยก่อนจะพูดสิ่งที่คิดออกมา “แต่ว่านะแม่ ฉันมีความคิดอยากจะเดินทางตามฉงจวินเข้าไปในตัวอำเภอเพื่อไปดูหน้าค่าตาของแม่หนูคนนั้นด้วยตัวเองสักหน่อย ถ้าหากว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีและทั้งสองครอบครัวต่างเห็นพ้องต้องกัน พวกเราจะได้รีบจัดการเรื่องงานหมั้นหมายของฉงจวินให้เสร็จสิ้นเสียที ตอนนี้อายุอานามของเขาก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วด้วย”
ซูฉงจวินเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับความคิดของมารดา “แม่ครับ เรื่องนี้มันจะไม่ดูรีบร้อนเกินไปหน่อยเหรอครับ”
“จะมารีบร้อนอะไรกันอีก” หลี่ซิ่วเหลียนหันไปค้อนขวับใส่ลูกชายของตัวเอง “ลูกไม่รู้หรือไงว่าตัวเองอายุเท่าไหร่แล้ว นึกว่าตัวเองยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ อยู่หรือยังไง นานๆ ทีจะมีเด็กผู้หญิงดีๆ มาชอบพอลูก ลูกยังไม่รีบคว้าโอกาสนี้ไว้ให้แน่นอีก”
“ขอฉันพิจารณาดูอีกที” อู๋กุ้ยเซียงนิ่งคิดทบทวนเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ “เรื่องนี้ฝั่งโน้นเขยังไม่ได้แสดงท่าทีออกมาชัดเจนเลย การที่เธอที่เป็นแม่ฝ่ายชายจะบุ่มบ่ามเดินทางไปหาถึงที่มันจะดูไม่ค่อยเหมาะสมและอาจจะทำให้ฝั่งโน้นรู้สึกอึดอัดได้ เอาแบบนี้ดีกว่า ให้พวกเราส่งอวิ่นอวิ่นเดินทางไปแทนเถอะ”
“หนูเหรอคะ” ซูชิงอวิ๋นที่กำลังนั่งฟังเรื่องราวของพี่ชายอย่างเพลิดเพลินถึงกับสะดุ้งเมื่อจู่ๆ หัวข้อสนทนากลับหันมาที่ตัวเองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
“ใช่แล้ว ให้หลานเดินทางไปกับพี่ชายที่ตัวอำเภอสักเที่ยวหนึ่ง” อู๋กุ้ยเซียงยิ่งคิดก็ยิ่งมั่นใจว่าความคิดนี้ถูกต้องที่สุด “หลานเป็นน้องคนเล็กของบ้าน การที่หลานจะติดตามไปเที่ยวหาพี่ชายในเมืองมันไม่ได้ดูผิดแปลกตรงไหนเลย พอไปถึงที่นั่นแล้วหลานก็ถือโอกาสแอบสังเกตดูแม่หนูคนนั้นสักหน่อย แล้วค่อยกลับมาเล่าให้พวกเราฟัง”
ซูฉงจวินได้ยินคุณย่าเสนอแบบนั้นก็เห็นด้วยและพยักหน้ารับคำ “ให้อวิ่นอวิ่นไปก็ดีเหมือนกันครับ เธอคงจะพูดคุยกับเวินซือซือได้ถูกคอแน่ๆ” เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันมากจนเขาไม่ได้เตรียมใจเอาไว้เลย หากปล่อยให้แม่ของเขาเดินทางเข้าเมืองไปเอง มีหวังเวินซือซือคงต้องตกใจจนทำตัวไม่ถูกอย่างแน่นอน
ฉินอิงยื่นมือไปบีบมือของลูกสาวเบาๆ “ไปเถอะลูก ถือเสียว่าไปช่วยดูลาดเลาและช่วยสแกนให้พี่ชายของลูกก็แล้วกันนะ”
ซูชิงอวิ๋นทำได้เพียงพยักหน้ารับคำสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงค่ะ” เธอไม่ได้คาดคิดเลยว่าชีวิตนี้จะต้องมาทำหน้าที่ช่วยดูตัวและสแกนหาคู่ครองให้พี่ชายแบบนี้
สิ่งที่อู๋กุ้ยเซียงไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ก็คือ เหตุผลสำคัญที่เธอต้องการให้ซูชิงอวิ๋นติดตามซูฉงจวินไปด้วยนั่นเป็นเพราะว่าฐานะทางครอบครัวของพวกเขากับครอบครัวของหญิงสาวคนนั้นมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก แต่อย่างน้อยซูชิงอวิ๋นก็ถือเป็นความภาคภูมิใจและเป็นหน้าเป็นตาที่สุดของตระกูลซูในเวลานี้ หากพาเธอไปด้วยย่อมทำให้คนภายนอกรู้สึกชื่นชมและให้ความเกรงใจครอบครัวของพวกเขามากขึ้นอย่างแน่นอน
เพื่ออนาคตและเรื่องสำคัญของลูกชาย หลี่ซิ่วเหลียนจึงพยายามคิดหาของขวัญที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ เธอจัดเตรียมข้าวของมากมายให้ซูฉงจวินนำติดตัวกลับไป ซึ่งมีทั้งของป่าที่เคยหามาได้จากบนภูเขาและเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีโดยไม่ยอมเอาออกมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ น้ำผึ้งป่าแท้ๆ อีกหนึ่งขวดเล็ก รวมถึงเหล้าอีกหนึ่งขวดเพื่อนำไปมอบให้อาจารย์ของซูฉงจวิน นอกจากนี้เธอยังแอบยัดเงินจำนวนหนึ่งใส่มือของซูชิงอวิ๋น เพื่อให้ลูกสาวใช้เลือกซื้อสิ่งของที่เด็กผู้หญิงชอบมอบเป็นของขวัญให้แก่หญิงสาวคนนั้นเมื่อเดินทางไปถึงตัวอำเภอแล้ว
อู๋กุ้ยเซียงยังกำชับเพิ่มเติมอีกว่าเวลาไปถึงที่นั่นต้องรู้จักสังเกตสิ่งรอบตัวอย่างละเอียดรอบคอบ และต้องแสดงกิริยาท่าทางที่ใจกว้างรวมถึงเป็นมิตร แน่นอนว่าถ้อยคำที่ลึกซึ้งเหล่านี้คุณย่าไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่เป็นสิ่งที่ซูชิงอวิ๋นนำมาประมวลและสรุปความเข้าใจด้วยตัวเองทั้งหมด
เมื่อได้รับมอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่จากทุกคนในบ้าน ซูชิงอวิ๋นจึงรู้สึกถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนที่เธอจะก้าวเท้าออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอพร้อมกับซูฉงจวินในเวลาต่อมา
สองพี่น้องนั่งรถโดยสารประจำทางจนกระทั่งเดินทางมาถึงตัวอำเภอ ซูชิงอวิ๋นยังคงจดจำหน้าที่สำคัญที่ป้าสะใภ้ใหญ่ฝากฝังเอาไว้ได้เป็นอย่างดี จึงพูดชวนพี่ชายขึ้นมา “พี่คะ พวกเราลองแวะไปเดินดูที่ห้างสรรพสินค้ากันก่อนดีกว่าค่ะ จะได้ไปเลือกดูว่ามีอะไรน่าซื้อไปฝากพี่เวินซือซือบ้าง”
“ได้สิ” ซูฉงจวินพยักหน้ารับคำ สองพี่น้องจึงพากันเดินมุ่งตรงไปยังทิศทางของห้างสรรพสินค้าประจำอำเภอ
วันนี้ผู้คนในห้างสรรพสินค้ามีจำนวนน้อยกว่าครั้งก่อนที่เธอเคยมาอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ซูชิงอวิ๋นรู้สึกโล่งอกขึ้นมามาก ตัวอาคารของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มีทั้งหมด 3 ชั้น โดยพื้นที่บริเวณชั้น 1 จะเป็นโซนขายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป สองพี่น้องจึงพากันเดินขึ้นไปยังชั้น 2 ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ม้วนผ้า รวมถึงกิ๊บติดผมและยางมัดผมสีสันสดใสที่พวกเด็กผู้หญิงวัยรุ่นชื่นชอบกันเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใดก็ตาม เด็กผู้หญิงย่อมมีความรักสวยรักงามเป็นธรรมดา ดังนั้นสิ่งของกุ๊กกิ๊กชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านี้จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก กลุ่มเด็กสาววัยรุ่นพากันยืนรุมล้อมอยู่รอบโต๊ะวางสินค้าเพื่อเลือกซื้อสิ่งของที่ตนเองชอบ พลางส่งเสียงพูดคุยจอกแจกจอแจดังขึ้นมาไม่ขาดสายเลยทีเดียว
ซูฉงจวินเห็นภาพความวุ่นวายของกลุ่มเด็กสาวตรงหน้าก็หยุดฝีเท้าลงแล้วหันมาพูดกับน้องสาว “อวิ่นอวิ่น น้องเข้าไปเลือกเถอะ”
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ซูชิงอวิ๋นถามด้วยความแปลกใจ “หนูเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่เวินซือซือชอบของแบบไหนนะคะ”
เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นกลุ่มเด็กสาววัยรุ่นที่ยืนออกันอยู่ตรงนั้น ซูชิงอวิ๋นก็เข้าใจเหตุผลได้ในพริบตา พี่ชายของเธอคงไมยากจะเข้าไปเดินเบียดเสียดกับพวกผู้หญิงแน่ๆ “ถ้าอย่างนั้นพี่รอหนูอยู่ตรงนี้สักครู่นะคะ”
“ได้” ซูฉงจวินรู้สึกผ่อนคลายลงมากเมื่อเห็นน้องสาวเข้าใจ
ซูชิงอวิ๋นเตรียมตัวพร้อมลุย เนื่องจากเธอมีรูปร่างผอมบางและมีความคล่องตัวสูง จึงสามารถเบียดตัวผ่านฝูงชนเข้าไปจนถึงด้านหน้าสุดได้อย่างรวดเร็ว เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับจังหวะการหายใจให้คงที่ เพื่ออนาคตของพี่ชายแล้ว งานนี้เธอต้องทุ่มสุดตัวจริงๆ
สายตาของเธอจับจ้องและกวาดมองไปทั่วโต๊ะวางสินค้า แต่หลังจากพิจารณาดูแล้วกลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะหากพูดกันตามตรง คุณภาพและรูปแบบของสินค้าที่นี่ถือว่ายังห่างไกลจากของที่เธอและคุณพ่อเคยซื้อกลับมาจากในตัวมณฑลอยู่มากทีเดียว
แต่เรื่องนี้ก็ช่วยไม่ได้ เพราะร้านค้าในระดับอำเภอก็มีสินค้าให้เลือกสรรได้เพียงเท่านี้ สิ่งของที่มีความประณีตหรือหรูหรามากกว่านี้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านทั่วไปในอำเภอจะสามารถควักเงินจ่ายได้ไหวอยู่แล้ว
ซูชิงอวิ๋นใช้ความพยายามในการเลือกเฟ้นอยู่นาน จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับสร้อยคอเส้นหนึ่งที่วางอยู่ตรงมุมโต๊ะซึ่งดูเข้าท่าไม่เลว มันเป็นสร้อยคอเงินเส้นเล็กละเอียด ตัวโซ่ส่งประกายระยิบระยับบางเบา โดยมีจี้รูปผีเสื้อที่กำลังขยับปีกเตรียมจะบินห้อยอยู่ด้านล่าง งานฝีมือชิ้นนี้ถือว่ามีความละเอียดประณีต ดูสวยงาม เรียบง่าย ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป
เธอจึงยื่นมือออกไปตั้งใจจะหยิบของชิ้นนั้นมาดูใกล้ๆ แต่กลับมีมือเรียวยาวของใครคนหนึ่งยื่นแทรกเข้ามาจากด้านข้างและหยิบตัดหน้าเธอไปเสียก่อน
ซูชิงอวิ๋นหันไปมองเจ้าของมือชิ้นนั้นด้วยความไม่พอใจ แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นใคร “จี้เยวี่ย ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะ”
“ฉันเองก็อยากจะถามเธอเหมือนกัน” จี้เยวี่ยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าจะบังเอิญมาพบเจอเธอในสถานที่แบบนี้ได้เลย
ทั้งสองคนสบตากกันก่อนจะพยายามเบียดตัวพากันเดินเลี่ยงออกจากฝูงชนอันหนาแน่น เมื่อซูชิงอวิ๋นหันไปเห็นสภาพทรงผมที่หลุดรุ่ยไม่เป็นทรงของจี้เยวี่ย เธอจึงกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่
“เธอหัวเราะอะไร” จี้เยวี่ยถามขึ้นมา
“ฉันขำที่เห็นเธอมาเดินเบียดเสียดกับพวกเด็กผู้หญิงในโซนขายเครื่องประดับแบบนี้ต่างหากค่ะ” ซูชิงอวิ๋นหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี ขนาดพี่ชายของเธอยังไม่อยากจะเข้ามาเดินเบียดเลย แต่จี้เยวี่ยกลับขยับตัวได้รวดเร็วกว่าใครเพื่อน ภาพลักษณ์ที่ดูเย็นชาและเข้าถึงยากของเขาพังทลายลงในใจของซูชิงอวิ๋นไปหมดแล้ว
“อะไรกัน จะซื้อไปให้แฟนเหรอคะ” ซูชิงอวิ๋นพยักพะเผยสายตาไปทางสร้อยคอที่เขาถืออยู่ในมือ
จี้เยวี่ยเม้มริมฝีปากแน่น “ฉันซื้อให้แม่ต่างหาก ใกล้จะถึงวันเกิดของแม่แล้ว”
“ซื้อให้คุณแม่เหรอคะ” ซูชิงอวิ๋นเอียงคอเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นสร้อยเส้นนี้ก็ไม่น่าจะเหมาะเท่าไหร่นะคะ” เมื่อพิจารณาจากรสนิยมการแต่งกายและบุคลิกท่าทางที่ดูดีของจี้เยวี่ยแล้ว คุณแม่ของเขาก็น่าจะเป็นผู้หญิงที่มีความสง่างามและมีรสนิยมเช่นกัน สร้อยคอรูปแบบวัยรุ่นสดใสชิ้นนี้จึงดูไม่ค่อยเข้ากับผู้ใหญ่สักเท่าไหร่เลย
“อย่างนั้นเหรอ” จี้เยวี่ยก้มลงมองสร้อยคอในมือพลางแสดงท่าทางลังเล “แล้วฉันควรจะเลือกซื้ออะไรดีล่ะ”
ซูชิงอวิ๋นหัวเราะ “เธอคงไม่เคยเลือกซื้อของขวัญให้ผู้หญิงมาก่อนเลยใช่ไหมคะ”
“พูดเป็นเล่น ฉันย่อมไม่เคยซื้ออยู่แล้ว” จี้เยวี่ยพูดจบก็รู้สึกว่าน้ำเสียงของตัวเองดูห้วนเกินไปนิด เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงยื่นสร้อยคอส่งให้เธอ “อ่ะ สร้อยเส้นนี้ฉันสละสิทธิ์ให้เธอแล้วกันนะ”
“จริงเหรอคะ” ซูชิงอวิ๋นอุทานด้วยความยินดี
“อืม” จี้เยวี่ยพยักหน้าตอบ “แต่มีข้อแลกเปลี่ยนนะ เธอต้องช่วยฉันเลือกของขวัญด้วย”
“ไม่มีปัญหาค่ะ” ซูชิงอวิ๋นตอบตกลงโดยไม่ลังเล
“จะไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม ผู้ชายคนนั้นที่ยืนมองพวกเราอยู่ตรงโน้น” จี้เยวี่ยปรายสายตาไปทางชายหนุ่มที่ยืนมองพวกเขาอยู่ไม่ไกล ความจริงเขาแอบสังเกตเห็นผู้ชายคนนี้มาตั้งนานแล้ว
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ นั่นพี่ชายของหนูเอง เธอรอแปบนึงนะ เดี๋ยวหนูไปบอกพี่ชายก่อนค่ะ”
ซูชิงอวิ๋นเดินตรงเข้าไปหาซูฉงจวินที่กำลังยืนทำหน้าสงสัยอยู่ “พี่คะ พอดีหนูบังเอิญเจอเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนหนึ่งค่ะ เขาตั้งใจมาเลือกซื้อของขวัญวันเกิดให้คุณแม่ หนูเลยจะช่วยเขาเลือกของหน่อยนะคะ”
“เพื่อนเรียนนี่เอง” ซูฉงจวินรู้สึกโล่งอกขึ้นมา ตอนแรกเขายังแอบระแวงอยู่ว่าเด็กหนุ่มท่าทางแปลกหน้าคนนี้มาจากไหนกันแน่ ถึงได้ดูสนิทสนมกับน้องสาวของเขาขนาดนี้
“นี่คือสร้อยที่หนูเลือกให้พี่เวินซือซือค่ะ พี่คิดว่าพี่เขาจะชอบไหมคะ” ซูชิงอวิ๋นแบมือออกเผยให้เห็นสร้อยคอเงินที่วางอยู่บนฝ่ามือ
ซูฉงจวินแววตาเป็นประกายด้วยความพึงพอใจ “สวยมากเลย สวยมากจริงๆ เวินซือซือชอบพวกเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ แบบนี้อยู่แล้วล่ะ”
ด้านล่างของสร้อยคอมีป้ายราคาติดเอาไว้ สร้อยเงินเส้นเล็กๆ เพียงเท่านี้กลับมีราคาสูงถึง 7 หยวน 5 เหมา ซึ่งเกือบจะเป็นเงินครึ่งเดือนของเขาเลยทีเดียว แต่อย่างน้อยสินค้าชิ้นนี้ก็เป็นหนึ่งในของส่วนน้อยที่ไม่จำเป็นต้องใช้คูปองประกอบการซื้อ แม้ว่าจะรู้สึกเสียดายเงินอยู่บ้าง แต่ซูฉงจวินก็ยอมเดินไปเขียนใบเสร็จรับเงินและนำตั๋วไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์แต่โดยดี
“ถ้าอย่างนั้นพี่รอหนูอยู่ตรงนี้ก่อนนะคะ หนูไปไม่นานหรอกเดี๋ยวรีบกลับมาค่ะ”
ซูชิงอวิ๋นซอยเท้าเดินกลับมาหาจี้เยวี่ย เขายังคงมีสีหน้าเรียบเฉยตามปกติ แต่ไม่ได้แสดงท่าทีหงุดหงิดหรือรำคาญใจแต่อย่างใดเลย
“ไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูช่วยเลือกดูให้เองนะคะ” ซูชิงอวิ๋นเอ่ยปากชวน
พื้นที่บนชั้น 2 ส่วนใหญ่เป็นโซนจำหน่ายเสื้อผ้าสตรี ซูชิงอวิ๋นเลือกที่จะเดินผ่านไปทั้งหมดโดยไม่แวะดู เพราะการเลือกซื้อเสื้อผ้าโดยที่ไม่รู้รสนิยมหรือสไตล์การแต่งตัวของผู้สวมใส่อย่างชัดเจนย่อมยากที่จะถูกใจ สู้ลองไปหาซื้อสิ่งของประดับตกแต่งชิ้นเล็กๆ ที่ช่วยเสริมความสง่างามน่าจะดีกว่ามาก
เธอเดินดูสินค้าไปพลางเอ่ยถามจี้เยวี่ยไปพลาง “ขอถามหน่อยได้ไหมคะว่าคุณแม่ของเธอทำอาชีพอะไรเหรอคะ” การรู้ข้อมูลนี้จะช่วยให้เธอสามารถเลือกของขวัญที่เหมาะสมกับสถานภาพของอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้นเยอะเลย
“คุณแม่ เมื่อก่อนเคยเป็นครูครับ” น้ำเสียงของจี้เยวี่ยดูเย็นชาลงไปหนึ่งระดับอย่างกะทันหัน แต่เนื่องจากซูชิงอวิ๋นกำลังให้ความสนใจกับสินค้าละลานตาตรงหน้า เธอจึงไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้เลย
“เป็นคุณครูนี่เองค่ะ” ซูชิงอวิ๋นพยักหน้ารับคำ ซึ่งตรงตามที่เธอคาดเดาเอาไว้ คนที่เป็นครูมักจะมีบุคลิกที่ดูสุขุมเรียบร้อยอยู่แล้ว
“นี่ จี้เยวี่ย เธอคิดว่าของชิ้นนั้นเป็นยังไงบ้างคะ” แววตาของซูชิงอวิ๋นเป็นประกายขึ้นมาพร้อมกับชี้นิ้วไปยังโต๊ะวางสินค้าที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
จี้เยวี่ยมองตามนิ้วมือของเธอไป สิ่งที่เห็นคือชั้นวางเสื้อผ้าขนสัตว์ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเสื้อโค้ตขนสัตว์ตัวใหญ่หนาเตอะ จี้เยวี่ยก็แสดงท่าทีลังเลใจออกมา “เสื้อตัวนี้มันจะดูไม่ค่อยเหมาะหรือเปล่าครับ”
“เสื้อที่ไหนกันล่ะคะ หนูหมายถึงผ้าพันคอที่วางอยู่ตรงโน้นต่างหากค่ะ” ซูชิงอวิ๋นรีบก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างหน้าแล้วหยิบผ้าพันคอขนสัตว์สีน้ำตาลอูฐขึ้นมาผืนหนึ่ง เมื่อลองสัมผัสเนื้อผ้าดูก็พบว่ามีความนุ่มนวลและให้ความอบอุ่นได้เป็นอย่างดี ถือว่าสวมใส่สบายมากทีเดียวเลย
“ดูสิคะ ผืนนี้ดูดีมากเลย อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ผ้าพันคอแบบนี้ทั้งช่วยให้ความอบอุ่นแถมยังดูสวยงามอีกด้วยค่ะ” มือของซูชิงอวิ๋นขยับไปมาเหมือนกำลังเล่นมายากลพยายามทดลองผูกผ้าพันคอโชว์ให้เขาดูหลากหลายรูปแบบเลยทีเดียว
เด็กสาวตรงหน้าสวมเสื้อไหมพรมสีแดงพุทรา ผ้าพันคอสีน้ำตาลอูฐช่วยขับเน้นให้ผิวพรรณของเธดูกระจ่างใสและขาวผุดผ่องมากยิ่งขึ้น ใบหน้าดวงน้อยดูอ่อนเยาว์และมีรอยยิ้มประดับอยู่เต็มหน้าขณะที่เธอกำลังจ้องมองมาที่เขา เหตุการณ์นี้ทำให้จี้เยวี่ยรู้สึกประหม่าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด
เขาละสายตาหันไปมองทางอื่นพลางตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูเลื่อนลอยเล็กน้อย “สวยดี เอาผืนนี้แหละครับ”
“เดี๋ยวพึ่งนะคะ ขอหนูดูราคาสักหน่อยค่ะ” ซูชิงอวิ๋นก้มลงมองป้ายราคาที่ติดอยู่ ราคาตั้ง 7 หยวนเลยเหรอ แถมยังต้องใช้คูปองประกอบการซื้ออีกด้วย เธอเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าสินค้าประเภทนี้ไม่มีทางราคาถูก แต่ราคานี้ก็ยังทำให้ซูชิงอวิ๋นแอบตกใจอยู่ดี เพราะผ้าพันคอผืนนี้กลับมีราคาแพงกว่าสร้อยคอเงินเส้นนั้นเสียอีกนะเนี่ย
แต่จี้เยวี่ยกลับหยิบผ้าพันคอผืนนั้นเดินไปเขียนใบเสร็จด้วยท่าทางเรียบเฉย ซูชิงอวิ๋นยกมือขึ้นลูบคางของตัวเองเบาๆ พลางพิจารณาในใจ ดูท่าว่าฐานะทางบ้านของเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนนี้คงจะดีมากจริงๆ ผ้าพันคอราคาแพงขนาดนี้เขากลับตัดสินใจซื้อได้โดยไม่มีท่าทีลังเลใจเลยสักนิดเดียว
“ภารกิจของหนูเสร็จสิ้นแล้ว ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวไปก่อนนะคะ” ซูชิงอวิ๋นเอ่ยลาเพราะเธอกลัวว่าพี่ชายที่ยืนรออยู่จะรอนานเกินไปแล้ว
“อืม ขอบใจมากนะ” จี้เยวี่ยตอบกลับ
ซูชิงอวิ๋นหันหลังเตรียมจะเดินจากไปเพื่อกลับไปหาพี่ชายของเธอ
“เดี๋ยวก่อนครับ” จี้เยวี่ยเอ่ยรั้งเธอเอาไว้กะทันหัน ใบหน้าของเขาดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่เลย “คือว่า เธอจะเดินทางกลับตอนไหนเหรอ”
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ซูชิงอวิ๋นถามด้วยความสงสัย เธอนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “น่าจะเป็นช่วงบ่ายๆ มั้งคะ”
“ถ้าอย่างนั้น ช่วงบ่ายพอจะมีเวลาว่างไปห้องสมุดประชาชนประจำอำเภอด้วยกันไหมครับ” จี้เยวี่ยถามออกมาด้วยท่าทางลังเลใจอยู่บ้าง
ห้องสมุดประชาชนประจำอำเภอเหรอ ซูชิงอวิ๋นยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองเบาๆ เธอเคยพูดตั้งนานแล้วว่าจะหาโอกาสไปเยือนสถานที่แห่งนี้ แต่กลับลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก ในเมื่อเดินทางมาถึงที่นี่แล้วก็ควรจะแวะไปดูสักหน่อยเหมือนกัน
“ได้ค่ะ หนูมีเวลาว่างพอดีเลย” ซูชิงอวิ๋นตอบรับ
“ตกลงตามนี้ นัดเจอกันตอนบ่าย 2 โมงตรงที่หน้าประตูทางเข้าห้องสมุด ดีไหมครับ”
“ตกลงค่ะ” ซูชิงอวิ๋นพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว “ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวก่อนนะคะ”
เมื่อสายตามองส่งร่างของเธอที่เดินห่างออกไปไกลจนลับตาแล้ว จี้เยวี่ยก็เม้มริมฝีปากเบาๆ พร้อมกับเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาบนใบหน้าอย่างอารมณ์ดี
[จบบท]