แต่เพราะทหารบุกเข้ามาเร็วเกินไป พวกคนร้ายที่แบกตัวนางอยู่จึงหนีลำบาก จำต้องโยนตัวนางทิ้งไว้แล้วหนีเอาตัวรอดก่อน พอทหารวิ่งตามมาถึงลานหลังเรือน เห็นเพียงเงาหลังของคนร้ายไม่กี่คนที่กำลังหลบหนีไปทางประตูหลัง กับถุงป่านใบใหญ่ที่ถูกทิ้งไว้กลางพื้น
สวี่ต้าจวิ้นวิ่งนำมาอย่างรวดเร็ว รีบเปิดถุงออกดู พอเห็นว่าเป็นพี่สาวของตนจริง ๆ ก็ถอนใจโล่งอกทันที ฟางฉงอวิ๋นที่ตามมาติด ๆ ก็ไม่คิดเลยว่าการได้เห็นโฉมหน้าของแม่นางสวี่ครั้งแรกจะเป็นในสภาพเช่นนี้ เขาแทบไม่มีเวลามองนางให้ถนัด เพียงแน่ใจว่านางปลอดภัยดี เพียงแค่หมดสติเท่านั้น จึงค่อยคลายใจลงได้บ้าง
ทหารคนหนึ่งรีบเข้ามาถาม “คุณชายฟาง พวกคนร้ายหนีไปแล้ว จะให้ตามไหมขอรับ?”
ฟางฉงอวิ๋นเหลือบมองสวี่อินอินที่ยังหมดสติอยู่ “ตาม!”
คำสั่งออกจากปากเขาในทันที คนทั้งกลุ่มจึงกรูกันออกทางประตูหลัง ไล่ตามไปทางที่คนร้ายหนีไป พลางเจอกับเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการเมืองที่กำลังตรวจค้นอยู่ เมื่อรู้เรื่องก็ร่วมกันไล่ตามทันที ทำให้กำลังคนเพิ่มขึ้นอีกมาก แต่เหล่าคนร้ายนั้นก็ไม่รู้ว่ามีวิชาลึกลับอันใดหรือเป็นหนูขุดรูได้ ถึงได้หลบหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย ไล่เท่าไรก็ไม่ทัน
สุดท้าย ทหารและเจ้าหน้าที่ทั้งหลายจึงได้แต่กลับมามือเปล่า แม้คืนนี้จะไม่มีใครเป็นผู้ค้นพบนางเป็นคนแรก เพราะทุกคนต่างช่วยกันตามหา แต่ฟางฉงอวิ๋นก็ยังให้ซ่งจ่างกุ้ยนำหีบเงินใหญ่ใบหนึ่งมาแบ่งให้ทุกคนเป็นสินน้ำใจแทนคำขอบคุณที่ร่วมแรงกัน
หีบเงินนั้นมีจำนวนไม่น้อย เมื่อแบ่งเฉลี่ยแล้ว แต่ละคนก็ได้หลายตำลึงอยู่
ขณะเดียวกัน ทางบ้านตระกูลข่งกลับเต็มไปด้วยเสียงตำหนิกล่าวโทษ ว่าทหารทั้งเมืองเป็นพวกไร้ประโยชน์ คนร้ายเพียงไม่กี่คนยังจับไม่ได้ สร้างความอับอายไม่น้อย
ส่วนทางสวี่ชุนซานนั้น รอให้อู๋ถงรีบไปจัดรถม้าเพื่อรับตัวสวี่อินอินขึ้น พาออกจากที่เกิดเหตุกลับบ้านก่อน พร้อมสั่งให้เซี่ยซินรีบไปตามหมอมาดูอาการ
แต่เซี่ยซินไปมาหลายโรงหมอก็ยังไม่ได้ผล ทุกแห่งบอกว่าหมอทั้งเมืองไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ล้วนถูกตระกูลข่งเรียกตัวไปหมดแล้ว
ท้ายที่สุด ฟางฉงอวิ๋นที่ตามมาทีหลังเป็นคนไปเชิญหมอมาด้วยตนเอง ตรวจดูแล้วแน่ชัดว่าสวี่อินอินไม่ได้รับบาดเจ็บหนัก เพียงเป็นลมสลบไปเท่านั้น ทุกคนจึงค่อยโล่งอก
เมื่อถึงตอนนั้นก็ล่วงเข้ายามดึกมากแล้ว หลังขอบคุณฟางฉงอวิ๋นและส่งเขากลับ จึงให้เซี่ยซินไปแจ้งผู้เฒ่าสวี่ว่าพบตัวนางแล้ว ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันวันพรุ่งนี้ บ้านกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงสี่คนในเรือน สวี่อินอินยังไม่ฟื้น สวี่ชุนซานกับจางซิ่วหลานจึงหันไปกระซิบกับสวี่ต้าจวิ้นว่า
“เพื่อนร่วมสำนักของเจ้านี่ คืนนี้ช่วยพวกเรามากจริง ๆ นะ! ทั้งตามหมอมาดู ทั้งช่วยจัดการทุกอย่าง อีกทั้งยังควักเงินตั้งหีบใหญ่ขนาดนั้น พวกเราไม่มีปัญญาคืนตอนนี้ เจ้าจดไว้ก่อน วันหลังค่อยทยอยใช้คืน”
สวี่ต้าจวิ้นเบิกตากว้าง “หีบนั้นนะหรือ? น้อยก็ห้าพันตำลึงเชียว จะเอาอะไรมาคืนล่ะ!”
สวี่ชุนซานจ้องลูกชาย “เจ้ามันไม่มีความมุ่งมั่นเอาเสียเลย! เป็นหนี้อะไรก็พอเป็นหนี้ได้ แต่อย่าเป็นหนี้บุญคุณ! หากจะคบคนให้ยั่งยืน ยิ่งต้องไม่ติดหนี้บุญคุณเขา จำไว้นะ! การให้และตอบแทนคือทางแห่งมิตรภาพ! ห้าพันตำลึงจะอะไรกันนักหนา! ถ้าใจมี ก็หาใช้คืนได้!”
สวี่ต้าจวิ้นทำปากยื่น “ท่านพ่อจะคืนให้เขา เขาก็ไม่รับหรอก”
จางซิ่วหลานหันมาสงสัย “ทำไมจะไม่รับล่ะ? เขากับเจ้าสนิทกันไม่ใช่หรือ เงินตั้งหลายพันตำลึงยังไม่อยากได้?” เมื่อคิดตามค่าเงินในยุคปัจจุบัน ก็เท่ากับหลายล้านทีเดียว! สามีภรรยาคู่นี้ทำงานทั้งชีวิตก็หาไม่ได้มากเท่านั้น
สวี่ต้าจวิ้นถอนใจ “เพราะเขาไม่ได้อยากได้เงิน เขาอยากได้พี่หญิงข้าต่างหาก เขาชอบพี่หญิง อยากแต่งกับนาง”
สวี่ชุนซานกับจางซิ่วหลาน : !!! ทั้งสองหันมามองหน้ากัน ตะลึงจนพูดไม่ออก
จางซิ่วหลานเป็นฝ่ายได้สติกลับมาก่อน “เขาชอบอินอิน? งั้นยิ่งต้องรีบคืนเงิน! บุญคุณแบบนี้ห้ามติด! ไม่ว่านางจะยินดีแต่งหรือไม่ ถ้าจะยินดี หนี้นี้จะทำให้ดูเหมือนขายลูกสาว ถ้าไม่แต่ง ก็ยิ่งต้องคืน! รีบคืนเลย!”
สวี่ชุนซานกลับว่า “เฮ้ย แต่เจ้านั่นก็นับว่าคนไม่เลวเลยนะ รูปร่างหน้าตาดี มีความรู้ความสามารถ หากเขารักจริง ก็ไม่เลวที่จะได้เป็นลูกเขย ข้าเคยได้ยินเจ้าพูดว่าเขาเรียนเก่ง เป็นที่หนึ่งในสำนักเสมอใช่ไหม? สมองดีใช่ไหม? มีนิสัยเสียหรือไม่? ด่าคนไหม? ชอบใช้กำลังหรือเปล่า? แล้วเขา…”
พร่ำถามไม่หยุดราวกับจะสอบสวนลูกเขยในอนาคต
สวี่ต้าจวิ้น : ……ขณะนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเตียง “สวี่ต้าจวิ้น! ข้าตื่นแล้ว!”
สวี่อินอินลืมตาขึ้นช้า ๆ ทั้งสามคนรีบพุ่งไปข้างเตียงทันที
“อินอินเอ้ย! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่ ไม่สบายที่ใดไหม?”
สวี่อินอินยังมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจว่านางถูกช่วยออกมาแล้ว ใบหน้าเปื้อนยิ้มโล่งอก — ไม่เสียแรงที่ตะโกนจนเสียงแหบแทบขาดใจ
ลำคอของนางเจ็บราวถูกมีดกรีด พูดได้เพียงแผ่วเบา “น้ำ…”
สวี่ต้าจวิ้นรีบยกน้ำมาหนึ่งขัน จางซิ่วหลานประคองลูกสาวขึ้นนั่ง นางจึงดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วขอเพิ่มอีกขัน ดื่มจนชุ่มคอจึงค่อยรู้สึกดีขึ้น
นางโบกมือเป็นสัญญาณว่าไม่อยากพูดมาก แต่ยังอดสงสัยไม่ได้ “ข้าตะโกนจนเสียงแทบขาด ดีจริงที่ไม่เสียแรง พวกท่านทั้งหมดตามมาทันได้อย่างไร? พวกท่านปลอดภัยดีหรือไม่? แล้วคนร้ายล่ะ?”
เสียงของนางแหบพร่าราวกับขูดผ่านใบมีด ฟังแล้วเจ็บแทน
จางซิ่วหลานรีบห้ามไม่ให้นางพูดต่อ “พักเสียงก่อนลูก” แล้วหันไปเร่งให้สวี่ต้าจวิ้นเล่าเรื่องทั้งหมด สวี่ต้าจวิ้นจึงเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่หลังพลัดหลงกับนางอย่างละเอียด โดยเน้นว่าเป็นฟางฉงอวิ๋นที่วิ่งเต้นช่วยเหลือทุกทาง ทั้งจ้างคน ทั้งทุ่มเงินรางวัลมากมาย
“สุดท้ายเราพบเจ้าที่ตรอกเฟิงเจีย คนร้ายเห็นท่าไม่ดีจึงโยนเจ้าทิ้งแล้วหนีไป ฟางฉงอวิ๋นสั่งให้คนตาม แต่ก็ไม่ทัน มันหนีไปได้”
สวี่อินอินได้ฟังว่าฟางฉงอวิ๋นออกตามหานางด้วย ใบหน้าก็ร้อนผ่าวโดยไม่รู้ตัว มือรีบแตะที่แก้มเบา ๆ — โชคดีที่เครื่องสำอางยังไม่เลอะ
เมื่อแน่ใจแล้วว่ายังดูดีอยู่ ก็แอบโล่งอก จากนั้นรีบถามต่อ “แล้วข่งฉินฟางล่ะ? นางไม่ได้อยู่ในเรือนนั้นด้วยหรือ?”
สวี่ต้าจวิ้นตอบ “เจ้าหน้าที่พบตัวนางที่ตรอกไหวฮวา ฟางฉงอวิ๋นใช้เบาะแสจากตรงนั้นจึงสืบมาถึงตรอกเฟิงเจียได้”
สวี่อินอินได้ยินว่าข่งฉินฟางถูกทำร้ายจนเสียโฉม แม้ชีวิตปลอดภัยและไม่ได้ถูกล่วงเกินใด ๆ ก็ตาม นางก็ถอนใจเบา ๆ ด้วยความเวทนา แต่ที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ…กลับปล่อยให้ “เจ้าลัทธิบูชาจันทรา” หนีรอดไปได้!