【ว้าว โอ้โห สมแล้วที่สามารถให้กำเนิดองค์ชายสามผู้หล่อเหลาไร้ผู้เปรียบได้ ฮ่องเต้เองก็มิได้ด้อยเลยนะพะยะค่ะ อายุห้าสิบกว่าพรรษาแล้วแท้ ๆ แต่พระพักตร์ยังไม่หย่อนคล้อย พระวรกายยังไม่ค่อม ทรงสง่างามเปี่ยมพระบารมีจริง ๆ!】
ฝีพระบาทอันเร่งรีบของฮ่องเต้พลันเต็มไปด้วยความมั่นพระทัยเมื่อทรงได้ยินเสียงในใจของฉวนเหวิน พระปฤษฎางค์ยิ่งเหยียดตรงกว่าเดิม นั่นสิ เรามิใช่ฮ่องเต้ธรรมดาเสียหน่อย ยามยังทรงพระเยาว์นั้น ก็เคยทำให้สตรีนับไม่ถ้วนหลงใหลในพระองค์เช่นกัน!
ด้านหลังฮ่องเต้ยังมีขุนนางติดตามมาอีกห้าหกคน ต่างลอบยกมุมปากขึ้น เด็กสาวผู้นี้ประจบได้มีชั้นเชิงจริง ๆ!
【แต่เส้นพระเกศานี่มันเรื่องอะไรกันนะ? บางจนแทบเห็นหนังศีรษะอยู่แล้ว อนาถยิ่งกว่าไก่ขนกระดำกระด่างที่เป็นแผลพุพองของบ้านข้าเสียอีก เฮ้อ ตอนจากมาก็ฝากให้พี่เยวี่ยช่วยดูแลแล้ว อากาศหนาวขึ้นแล้ว ไม่รู้ว่าพี่เยวี่ยตัดเสื้อให้มันหรือยัง หากขนมีอยู่ไม่กี่เส้นเช่นนั้น ไม่รู้ว่าจะหนาวตายหรือไม่?】
ภายในอุทยานหลวงมีกลิ่นบุปผาหอมรื่นรมย์ ผีเสื้อโบยบิน แสงสุริยาสาดส่องทั่วทุกแห่ง แต่ขุนนางหลายคนที่เดินตามอยู่ด้านหลังฮ่องเต้กลับแทบสะดุดก้อนหินจนข้อเท้าพลิก
พวกเขาลอบเงยหน้ามองฮ่องเต้ ก็เห็นเพียงแผ่นพระปฤษฎางค์ที่แผ่รังสีอึมครึมออกมา ชั่วขณะนั้นกลับไม่รู้ว่าควรกังวลว่าหนังศีรษะของฮ่องเต้จะหนาวหรือไม่ หรือควรเห็นใจเด็กสาวบ้านนอกผู้พูดไม่ยั้งปาก เอ๊ะ ไม่ใช่สิ ควรเป็นผู้ไม่ยั้งแม้แต่ความคิดมากกว่ากันแน่
เวลานี้พระทัยของฮ่องเต้สั่นระรัวอยู่ตลอด ฮึ ๆ ฮึ ๆ ไก่ขนกระดำกระด่าง...ที่เป็นแผลพุพองอย่างนั้นหรือ? ถึงกับนำฮ่องเต้ผู้เป็นโอรสสวรรค์ไปเปรียบกับไก่ขนกระดำกระด่าง แถมยังเป็นตัวที่เป็นแผลพุพองอีกด้วย!
บรรดาขุนนางที่อยู่ด้านหลังฮ่องเต้ต่างมีเหงื่อผุดเต็มแผ่นหลัง ใครกันไม่รู้ว่าฮ่องเต้ทรงผมร่วงอย่างหนัก ถึงขั้นทรงให้หมอหลวงศึกษายาปลูกผมอย่างลับ ๆ แต่จะมีผู้ใดกล้าพูดออกมาเล่า ยิ่งพูดต่อพระพักตร์ฮ่องเต้อีก ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรืออย่างไร!
ฉวนเหวินกลับไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับบรรดาฮูหยินผู้สูงศักดิ์และคุณหนูที่ไม่ได้ยินเสียงในใจของนาง ต่างมีสีหน้างุนงงเหมือนกัน 【เกิดอะไรขึ้น ทำไมบรรยากาศถึงแข็งค้างไปเสียอย่างนั้นเล่า? เมื่อครู่ฮ่องเต้ยังทอดพระเนตรดูทรงพระอารมณ์ดีอยู่เลย เหตุใดจู่ ๆ ถึงทรงบึ้งพระพักตร์ขึ้นมาได้?】
ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนโหวฉางซิงยกมือกุมหน้า โอ้สวรรค์เอ๋ย ขอให้กาลเวลาย้อนกลับไปเถิด คราวนี้นางจะไม่ถอดเฝือกและไม้ดามของหลานสาวเป็นอันขาด!
“ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ”
ฮ่องเต้เสด็จมาถึงแล้ว ผู้คนทั้งหมดจึงปรับอารมณ์ของตนใหม่ ก่อนจะติดตามซูเฟยถวายบังคมฮ่องเต้ ฮ่องเต้ทรงแย้มพระสรวลที่มุมพระโอษฐ์ ทว่ากลับไร้ซึ่งความอบอุ่น หลังจากทรงมีพระบัญชาให้ทุกคนลุกขึ้นแล้ว กลับทรงเว้นฉวนเหวินไว้เพียงผู้เดียวไม่ตรัสให้ลุกขึ้น.
ฉวนเหวิน:【?????】
【เหตุใดฮ่องเต้จึงทรงมีพระบัญชาให้ทุกคนลุกขึ้น แต่กลับข้ามข้าไปเล่า?】
【เหตุใดฮ่องเต้จึงไม่ทรงยกเว้นการถวายบังคมของข้าเพียงผู้เดียว?】
【เหตุใดจึงทรงให้ข้าถวายบังคมต่อไปเพียงคนเดียวเล่าพะยะค่ะ ฮ่องเต้?】
เจ้าตัวน้อยในใจของฉวนเหวินแปลงร่างเป็นนักสืบ ใช้มือเท้าคางครุ่นคิด นอกจากคนไม่กี่คนที่งุนงงไม่ต่างจากนางแล้ว คนอื่น ๆ ต่างพูดไม่ออกกันหมด นี่กำลังเล่นตลกสามช่าอยู่หรืออย่างไร สงบปากสงบคำเสียบ้างเถิด แต่ก็มีบางคนที่กำลังซ้ำเติมความทุกข์ของผู้อื่นอย่างมีความสุข แอบยกยิ้มอยู่ที่มุมปาก
ยังไม่ทันที่ฉวนเหวินจะคิดหาคำตอบได้ จู่ ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากพุ่มเบญจมาศ คนผู้นั้นวิ่งตรงมาทางนี้พลางตะโกนว่า “ฝ่าบาท! ฝ่าบาท! ที่แท้พระองค์ประทับอยู่ที่นี่นี่เอง กระหม่อมตามหาพระองค์จนพบแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้และขุนนางหลายคนที่อยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นคนที่กำลังวิ่งพรวดพราดมาทางนี้ ร่างกายก็แข็งทื่อขึ้นมาทันที
ฮ่องเต้อยากลุกขึ้นแล้วเสด็จหนีไปเสียเดี๋ยวนั้น แต่หากทำเช่นนั้นจะดูเสียพระเกียรติเกินไปหรือไม่ มีที่ไหนกันที่ฮ่องเต้จะทรงหวาดกลัวขุนนาง
ช่างเป็นเคราะห์กรรมจริง ๆ พระองค์อุตส่าห์หลบมาถึงที่นี่แล้ว แต่อัครมหาเสนาบดีก็ยังตามมาจนพบ ก่อนหน้านี้สองวันมิใช่ว่ายังล้มป่วยอยู่บนเตียงหรือ เหตุใดจู่ ๆ จึงกลับมามีชีวิตชีวาได้ถึงเพียงนี้
ในพระทัยของฮ่องเต้รำคาญจนแทบทนไม่ไหว แต่ก็ไม่อาจลงโทษอีกฝ่ายตรง ๆ เหมือนที่ทรงทำกับฉวนเหวินได้
อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เพิ่งถูกสวมเขาไปตั้งมากมาย แถมยังสูญเสียบุตรชายอันเป็นที่รักไปถึงแปดคน พระองค์ยังทรงมีพระทัยรักและห่วงใยขุนนางผู้นี้อยู่มาก
ดังนั้นจึงได้แต่ปรับสีพระพักตร์ แล้วตรัสกับขุนนางผู้ทุ่มเทงานจนวิ่งหอบมาถึงตรงหน้าด้วยถ้อยคำอ่อนโยนว่า “อ้ายชิงเพิ่งหายจากอาการป่วย ควรพักรักษาตัวอยู่ในจวนอีกสักระยะเถิด เรื่องต่าง ๆ มอบให้ผู้อื่นจัดการก็พอแล้ว”
“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!”
อัครมหาเสนาบดีจางหุยปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นดังตุ้บ ทำเอาทุกคนมองกันตาค้าง
“ฝ่าบาท กระหม่อมขอถวายฎีกาฟ้องใต้เท้าเกา หมิง เสนาบดีว่าการกรมพิธีการพ่ะย่ะค่ะ!”
อัครมหาเสนาบดีจางหุยถลึงตามองชายร่างเล็กที่อยู่ด้านหลังฮ่องเต้อย่างเดือดดาล ราวกับอีกฝ่ายได้ก่อเรื่องชั่วช้าสามานย์ที่ยากให้อภัย
ชายร่างเล็กชะงักไปครู่หนึ่ง หรือว่าคดีที่หลานชายของบุตรสาวอนุของป้าสะใภ้ใหญ่ของน้องเขยเขาตีคนตายนั้น ถูกอัครมหาเสนาบดีรู้เข้าแล้ว?
เขารีบคุกเข่าลงกับพื้นดังตุ้บเช่นเดียวกับจางหุย คิดจะร้องตามธรรมเนียมว่า “กระหม่อมถูกใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ” แต่ยังไม่ทันได้เปล่งเสียง จางหุยก็เริ่มนับความผิดของเขาทีละข้อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นชัดถ้อยชัดคำแล้ว!
“เกาหมิงในฐานะขุนนางชั้นเอกลำดับสอง กลับถ่มน้ำลายเรี่ยราดกลางถนนโดยไม่เลือกที่ ทั้งยังดำรงตำแหน่งเสนาบดีว่าการกรมพิธีการแท้ ๆ แต่กลับกระทำเรื่องที่บั่นทอนภาพลักษณ์ บั่นทอนเกียรติภูมิของขุนนาง และบั่นทอนชื่อเสียงของราชสำนักเช่นนี้ แล้วภายหน้าประชาชนที่พบเห็นจะวิพากษ์วิจารณ์พวกขุนนางอย่างพวกเราเช่นไร! ยิ่งไปกว่านั้น พ่อค้าและทูตจากแคว้นต่าง ๆ ที่พำนักอยู่ในเมืองหลวงจะมองต้าเยี่ยนของพวกเราอย่างไร! ใต้เท้าเกา ท่านมีเจตนาอันใดกันแน่? ช่างน่าชิงชังและสมควรถูกลงโทษยิ่งนัก! ฝ่าบาท กระหม่อมสงสัยว่าเกาหมิงเป็นสายลับที่ศัตรูส่งแทรกซึมเข้ามาโดยเจตนา เพื่อทำลายชื่อเสียงของต้าเยี่ยนจากภายในและบ่อนทำลายบ้านเมืองของพวกเรา กระหม่อมขอถวายฎีกาให้จับตัวเขาส่งเข้าคุกของกรมอาญาโดยทันที ใช้โทษหนักสอบสวนอย่างเข้มงวดเพื่อสืบหาความจริงพ่ะย่ะค่ะ!”
ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือไม่ที่อัครมหาเสนาบดีเอาแต่ก่อเรื่องไร้เหตุผลเช่นนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรเกาหมิงก็ตกตะลึงจนแทบถลนตาออกมาแล้ว อะไรกันเนี่ย? แค่ถ่มน้ำลายคำเดียว ท่านก็จะยัดเยียดให้ข้าเป็นสายลับเลยหรือ?!
ทั่วทั้งบริเวณโดยมีศาลาเป็นศูนย์กลางในรัศมีสิบจั้งเงียบกริบไปหมด นอกจากจางหุยที่กำลังเดือดดาลแล้ว คนอื่น ๆ ต่างตกตะลึงกันถ้วนหน้า อัครมหาเสนาบดีช่างมีวาทศิลป์ยิ่งนัก
【แค่นี้ยังแค่ถ่มน้ำลายเรี่ยราดนะ หากไปขับถ่ายเรี่ยราดเข้า คงถูกลากไปประหารที่ประตูอู่เหมินทันทีแน่ ๆ】
แม้แต่ฉวนเหวินยังถูกลุงจางผู้นี้ทำเอางุนงง ส่วนคนที่ได้ยินเสียงในใจของฉวนเหวินต่างพยักหน้าอย่างลึกซึ้งหลังหลุดพ้นจากความตกตะลึง
ขุนนางร่างท้วมผู้หนึ่งที่อยู่ด้านหลังฮ่องเต้กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก โชคดีที่ตนไม่ได้ถ่มน้ำลายเรี่ยราด และไม่ได้ขับถ่ายเรี่ยราดเช่นกัน
แต่โชคร้ายเหลือเกิน เสียงกลืนน้ำลายของเขากลับดึงดูดความสนใจของอัครมหาเสนาบดีจางหุยเข้า
“ฝ่าบาท กระหม่อมยังมีฎีกาจะถวายอีกพ่ะย่ะค่ะ!”
ขุนนางร่างท้วมสะดุ้งเฮือก จนมีเหงื่อซึมออกมาที่หน้าผากแล้ว
“กระหม่อมขอถวายฎีกาฟ้องจ้าวไต้ รองเสนาบดีกรมอาญาพ่ะย่ะค่ะ! เขาก็เป็นสายลับที่ศัตรูส่งมาเช่นกัน! จ้าวไต้ต้องสมคบคิดกับเกาหมิงก่อเรื่องที่เป็นภัยต่อต้าเยี่ยนของพวกเรามาไม่น้อยแน่ กระหม่อมขอร้องฝ่าบาท โปรดนำตัวทั้งสองคนเข้าคุกโดยทันทีพ่ะย่ะค่ะ!”
ขุนนางร่างท้วมตัวสั่น รีบอธิบายทันที “ข้าไม่ใช่ ข้าไม่ได้ทำ...”
“เช่นนั้นแล้วท่านจะกลัวอะไร? หรือเป็นเพราะเห็นพรรคพวกถูกเปิดโปงจึงอกสั่นขวัญแขวน!”
จางหุยตัดบทคำอธิบายของเขาทันที แม้กำลังคุกเข่าอยู่ แต่รัศมีความกดดันกลับรุนแรงเสียยิ่งกว่าคนยืน ส่วนขุนนางร่างท้วมก็ชะงักงันไป
และคนที่อยู่ข้าง ๆ เขายิ่งแข็งทื่อกว่าเดิม เพราะในขณะนั้นเขากำลังยกมือขึ้นเตรียมเช็ดเหงื่อเม็ดเล็กบนหน้าผาก เมื่อถูกดวงตาเฉียบคมดุจเหยี่ยวของจางหุยมองมา แขนจึงค้างอยู่กลางอากาศเช่นนั้น
จางหุยหรี่ตายิ้ม ดูสิ เปิดโปงได้อีกคนแล้ว
“ฝ่าบาท กระหม่อมยังมีฎีกาจะถวายอีกพ่ะย่ะค่ะ”
“ฝ่าบาท กระหม่อมยังมีฎีกาจะถวายอีกพ่ะยะค่ะ”
“ฝ่าบาท กระหม่อมยังมีฎีกาจะถวายอีกพ่ะยะค่ะ”
ทั่วทั้งอุทยานหลวงเต็มไปด้วยเสียงถวายฎีกาของจางหุย จนกระทั่งเขาถวายฎีกาฟ้องขุนนางที่ยืนอยู่ด้านหลังฮ่องเต้ครบทุกคนแล้วจึงหยุดลง
ซูเฟยและบรรดาภรรยาขุนนางต่างตกตะลึงกับการโจมตีอย่างดุเดือดของจางหุย ที่แท้เวลาเข้าร่วมราชสำนักกันนั้นดุเดือดถึงเพียงนี้เชียวหรือ
มิน่าเล่า ทุกครั้งที่สามีหรือบิดาของพวกนางกลับถึงบ้าน จึงมักปวดศีรษะเสียจนแทบทนไม่ไหว บัดนี้พวกนางเข้าใจแล้วจริง ๆ
พวกนางมองไปยังเหล่าขุนนางที่คุกเข่าเกลื่อนอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความเห็นใจอย่างยิ่ง
แต่ทางฝั่งนี้บรรดาขุนนางต่างหน้าดำหน้าเขียว มีเหงื่อไหลเต็มตัว ส่วนจางหุยกลับสดชื่นปลอดโปร่งเป็นอย่างยิ่ง
พวกเจ้าทุกคนชอบดูเรื่องน่าขายหน้าของข้าใช่หรือไม่ เช่นนั้นวันนี้ข้าจะทำให้พวกเจ้าหัวเราะไม่ออกสักคนเดียว หากจะร้องไห้ก็ร้องไห้ไปพร้อมกันทั้งหมดเถิด! ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!