จากนั้นมือของฉวนอวี้ก็ยื่นมาแตะหน้าผากของฉวนเหวิน “อ๊ะ ร้อนมากเลยนี่ เหวินเอ๋อร์ น้องป่วยหนักถึงเพียงนี้แล้ว ยังจะคัดตำราสตรีได้อย่างไร หรือไม่เช่นนั้นให้ท่านพ่อกับท่านปู่ไปขอความเมตตาจากฝ่าบาทดีหรือไม่?”
ฉวนเหวินมีเส้นดำพาดเต็มหน้า พี่หญิง ท่านเรียนแล้วนำมาใช้ทันทีเลยหรือ
แต่คำพูดนี้กลับทำให้ฉวนเหวินนึกอะไรขึ้นมาได้
【จริงด้วย ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเอาอะไรไปแลกกับฮ่องเต้เสมอไปนี่นา】
【หากข้าเอาก้อนอิฐทุบนิ้วให้หักเสีย ใครจะใจร้ายถึงขั้นบังคับให้เด็กสาวน่ารักอย่างข้าใช้มือที่นิ้วหักแล้วคัดตำราต่อได้อีกเล่า? ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ข้าช่างเป็นอัจฉริยะธรรมดา ๆ ที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ!】
ท่านโหวฉางซิงที่เพิ่งก้าวเข้าประตูมาก็ได้ยินเสียงในใจประโยคนี้ของฉวนเหวินเข้า พรั่นพรึงจนแทบลื่นล้มคว่ำไปทั้งยืน
เมื่อเงยหน้ามองไป ก็เห็นหลานสาวอัจฉริยะธรรมดา ๆ ของตนกำลังกวาดตามองไปรอบ ๆ ราวกับกำลังหาอะไรสักอย่างมาใช้ทำตามความคิดเมื่อครู่ จึงรีบก้าวเข้าไปห้ามทันที
“วันนี้ท่านลุงใหญ่ของเจ้าจะไปขอความเมตตาแทนเจ้า บางทีเจ้าอาจไม่ต้องคัดแล้วก็ได้?”
ฉวนเหวินและฉวนอวี้ต่างเผยสีหน้าสงสัยออกมาพร้อมกัน เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่กำลังสงสัยเหมือนกันว่าฮ่องเต้จะทรงไว้หน้าท่านลุงใหญ่ราคาถูกผู้นั้น...เอ๊ย บิดาของพวกนางหรือ?
ท่านโหวฉางซิงกระแอมเบา ๆ
ในสายตาของพวกเจ้า ฉวนไห่ไร้ประโยชน์ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
“เขาเพิ่งคลี่คลายคดียักยอกเงินบรรเทาภัยพิบัติได้สำเร็จ ฝ่าบาทกำลังจะพระราชทานรางวัลให้เขาอยู่พอดี”
ท่านโหวฉางซิงอธิบายให้ทั้งสองฟัง ส่วนทั้งสองกลับยิ่งสงสัยกว่าเดิม
คลี่คลายคดีได้เร็วถึงเพียงนี้เลยหรือ? แต่ไม่นานฉวนเหวินก็หัวเราะออกมา
【โอ๊ยแม่เอ๊ย นิ้วมือของข้ารอดแล้ว】
ท่านโหวฉางซิงอดยกมือเช็ดเหงื่ออย่างลับ ๆ ไม่ได้ หลานสาวของเขาเป็นคนโหดคนหนึ่งจริง ๆ แม้แต่กับตัวเองก็ยังลงมือได้หนักหนาเช่นนี้!
ฉวนเหวินโยนกระดาษกับพู่กันทิ้ง พลางยิ้มจนดวงตาโค้งงอ ก่อนหันไปมองท่านโหวฉางซิงแล้วเอ่ยว่า “ท่านปู่ ไปเดินเที่ยวกันหรือไม่?”
ท่านโหวฉางซิงกับฉวนอวี้ต่างส่ายหน้าแล้วหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว อายุน้อยนี่ดีจริง ๆ
ความสุขช่างเรียบง่ายเพียงนี้ แต่ท่านโหวฉางซิงไม่ไป เพราะเขาต้องรอฉวนไห่กลับมา
หลังผ่านคดียักยอกเงินบรรเทาภัยพิบัติครั้งนี้ เขาจำเป็นต้องดูให้ชัดว่าฮ่องเต้ทรงมีท่าทีต่อฉวนเหวินอย่างไร หากผ่านด่านนี้ไปได้ ภายหน้าก็จะปลอดภัยแล้ว
ฉวนไห่กลับมาถึงบ้านในช่วงอาหารกลางวัน ทันทีที่กลับมา เขาก็เรียกทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกัน ยกเว้นฮูหยินหวัง ฉวนรุ่ย ฉวนเหวิน และฉวนอวี้
ส่วนฮูหยินหวังนั้นไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของครอบครัวฉวนรุ่ยอยู่แล้ว อีกทั้งเวลานี้นางยังนอนป่วยอยู่บนเตียง เหตุใดถึงนอนป่วยอีกแล้วน่ะหรือ? ก็เพราะก่อนหน้านี้หลังจากเดินจากฉวนอวี้ไปด้วยความโมโห นางเดินเร็วเกินไป พอก้าวข้ามธรณีประตูก็พลิกข้อเท้าเข้าอย่างจัง จนข้อเท้าบวมเป่งสูงลิ่ว
เดิมทีนางยังคิดจะไปสืบดูว่าสวีเยี่ยนกำลังยุ่งกับอะไรอยู่ แต่กลับไม่มีโอกาสไปเสียแล้ว
ส่วนฉวนรุ่ยนั้น หลังกลับไปหมู่บ้านชิงสุ่ยก็ยังไม่กลับมา ส่วนฉวนเหวินกับฉวนอวี้กำลังเดินเที่ยวซื้อของเต็มไม้เต็มมืออยู่พอดี
“ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้ฉวนเหวินเข้าวัง”
ฉวนไห่เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ท่านโหวฉางซิงพ่นน้ำชาที่กำลังดื่มออกมา ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนโหวฉางซิงกับสวีเยี่ยนก็ตกใจจนสะดุ้งเช่นกัน ต่างจ้องมองฉวนไห่ตาไม่กะพริบ สีหน้าเต็มไปด้วยความหมายว่าเจ้าหมายความว่าอย่างไร! พูดให้ชัดเจน!
ฉวนไห่เห็นว่าทุกคนเข้าใจผิด จึงรีบกล่าวว่า “ให้ฉวนเหวินเข้าวังไปเป็นสหายเรียนขององค์หญิงน้อย”
จากนั้นภายในห้องโถงก็มีแต่เสียงถอนหายใจดังสลับกันไปมา ท่านโหวฉางซิงถึงกับถลึงตาใส่ฉวนไห่ทันที เจ้านี่พูดให้มันหมดประโยคไม่ได้หรืออย่างไร! เหตุใดถึงได้เรียนแบบฉวนเหวินขึ้นมาแล้ว ชวนให้ตกใจเสียจริง!
ดังนั้นหลังจากฉวนเหวินกลับมา นางจึงได้รับแจ้งข่าวดีสองเรื่อง เรื่องแรกคือฮ่องเต้ทรงยกเว้นโทษคัดตำราสตรีหนึ่งหมื่นจบให้นางแล้ว ส่วนอีกเรื่องก็คือฮ่องเต้ทรงมีพระบัญชาให้นางเข้าวังไปเป็นสหายเรียนขององค์หญิงน้อย
เดิมทีทุกคนคิดว่านางจะปฏิเสธ แต่ไม่คาดว่าฉวนเหวินกลับตอบตกลงอย่างว่าง่าย ตลอดทั้งบ่ายกินก็กิน ดื่มก็ดื่ม ไม่มีสิ่งใดผิดปกติแม้แต่น้อย
ยามค่ำคืน สวีเยี่ยนเพิ่งจะล้มตัวลงนอน ก็มีคนผู้หนึ่งปีนหน้าต่างเข้ามา สวีเยี่ยนกำลังจะยกหมอนขึ้นประเคนหมัดชุด "ไม่ตายอย่าหวังว่าจะเลิก" ให้คนผู้นั้นสักชุด แต่พออาศัยแสงจันทร์มองดู กลับพบว่าคนที่มาคือบุตรสาวของตนเอง!
“ไม่ยอมนอนดี ๆ จะเล่นอะไรอีก?” สวีเยี่ยนตบหน้าอกน้อย ๆ ที่เพิ่งตกใจขวัญหาย แต่ฉวนเหวินกลับดึงนางขึ้นมาแล้วจะพาปีนหน้าต่างออกไป “ท่านแม่ ที่นี่อยู่ต่อไม่ได้แล้ว พวกเรารีบหนีกันเถิด”
“เกิดอะไรขึ้น?” สวีเยี่ยนรีบดึงบุตรสาวที่กำลังลากนางออกไปไว้ “ก็มิใช่ว่าดีอยู่แล้วหรือ?”
นางเพิ่งเช่าร้านได้หนึ่งแห่ง อีกทั้งยังรับลูกจ้างกับสาวปักผ้ามาอีกหลายคน เหลือเพียงรอให้แม่นางเยวี่ยมาถึงก็สามารถเปิดกิจการได้แล้ว
หากเวลานี้ให้นางจากไป เช่นนั้นความทุ่มเทและความเหน็ดเหนื่อยตลอดหลายวันที่ผ่านมามิสูญเปล่าหมดหรือ? นางยังคิดจะเก็บสะสมสินเดิมให้บุตรสาวอยู่เลย
“ท่านแม่ ท่านไม่ได้ไปวังหลวง ท่านไม่รู้หรอกว่าที่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่คนจะอยู่ได้เลย” ฉวนเหวินกล่าวด้วยความขมขื่นเต็มเปี่ยม “เพียงวันเดียวที่ข้าไป ก็ทั้งถูกลงโทษให้กินขนมรสชาติแย่ ทั้งถูกลงโทษให้ถวายบังคม ทั้งถูกลงโทษให้คัดหนังสือ หากอยู่ต่ออีกหลายวัน ข้าคงไปเข้าเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้แล้วแน่ ๆ”
นี่เป็นเพียงเหตุผลหนึ่งเท่านั้น อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเมื่อครู่ฉวนเหวินเพิ่งค้นพบว่าเนื้อเรื่องพังทลายแล้ว สิ่งที่นางมองเห็นได้ล้วนกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนช่วงเวลาปัจจุบัน ส่วนเส้นทางชะตากรรมของตัวละครทุกคนหลังจากนี้กลับกลายเป็นรอยหมึกเลือนรางก้อนหนึ่งที่มองไม่ชัด
ขณะที่สวีเยี่ยนกำลังสงสัย ฉวนเหวินก็เติมเชื้อไฟเข้าไปอีก “ท่านแม่ ลองคิดดูสิ อยู่ใกล้ชิดฮ่องเต้ก็เหมือนอยู่ใกล้เสือร้าย ข้ายังอายุน้อย ไม่อยากตายตั้งแต่อายุยังน้อยหรอกนะ”
คิ้วของสวีเยี่ยนขมวดแน่นยิ่งกว่าเดิม มองใบหน้านุ่มนิ่มของบุตรสาวใต้แสงจันทร์แล้วกัดฟันตัดสินใจ ไป! ด้วยนิสัยของบุตรสาวนาง จะต้องก่อเรื่องแน่ หากเข้าวังไปแล้วไม่มีใครคอยดูแลอยู่ข้างกาย พอก่อเรื่องขึ้นมาก็ไม่มีผู้ช่วย อย่างนั้นมิใช่มีแต่จะเสียเปรียบหรอกหรือ
สวีเยี่ยนรีบลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า คิดจะเก็บข้าวของแต่กลับถูกฉวนเหวินห้ามไว้ “ไม่มีเวลาแล้ว ไปก่อนค่อยว่ากัน อย่างไรพวกเราก็ไม่อดตาย!”
ขณะพูด ฉวนเหวินยังยกมือขึ้นตบห่อสัมภาระใบใหญ่ที่สะพายอยู่ด้านหลังอีกด้วย
ห่อสัมภาระป่องพองเช่นนั้น คิดว่าคงบรรจุของดีไว้ไม่น้อย สวีเยี่ยนนึกถึงของดีเต็มคลังที่องค์หญิงเป่าฮุ่ยพระราชทานให้บุตรสาว จึงอดชื่นชมว่าบุตรสาวเก่งกาจไม่ได้
ทั้งสองไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบปีนหน้าต่างออกไปทันที แต่ยังไม่ทันได้ไปหาฉวนอู่ ก็ถูกผู้คนล้อมเอาไว้แน่นหนา แสงคบเพลิงส่องสว่างไปทั่ว!
ฮูหยินหวังถูกพยุงออกมา ขาของนางถูกพันด้วยผ้าพันแผลหนา ๆ และดามด้วยไม้ดามไว้แน่น แต่ภายใต้แสงเพลิง ใบหน้าของนางกลับเต็มไปด้วยความลำพองใจ “ดึกดื่นป่านนี้ พวกเจ้าจะไปที่ใดกันหรือ?”
ฮูหยินหวังอยากเงยหน้าหัวเราะเสียงดังให้ฟ้าสะเทือนจริง ๆ ในเรือนของสวีเยี่ยนกับฉวนเหวินมีคนของนางคอยจับตาดูอยู่ตลอด คืนนี้ทันทีที่ฉวนเหวินปีนหน้าต่างออกมา นางก็รู้ข่าวแล้ว ตอนนั้นนางถึงกับตบโต๊ะร้องชมเชยทันที หางจิ้งจอกโผล่ออกมาแล้วจริง ๆ ใช่หรือไม่ ฮ่า ๆ ๆ ๆ!
“ใครก็ได้ เอาห่อสัมภาระป่องพองใบนั้นมานี่ แล้วตรวจดูให้ดีว่าพวกนางขโมยอะไรไปบ้าง!”
“เฮ้ ๆ ๆ พวกเจ้าจะทำอะไร!”
สวีเยี่ยนยื้อยุดฉุดกระชากกับบรรดาสาวใช้และหญิงรับใช้ที่เข้ามาแย่งของ จนสิ่งของด้านในร่วงกราวออกมาเกลื่อนพื้น
เวลานั้นบ่าวรับใช้ที่ฮูหยินหวังส่งไปเชิญฉวนไห่และท่านโหวฉางซิงกับฮูหยินผู้เฒ่าก็พาคนมาถึงพอดี มุมปากของฮูหยินหวังยกยิ้มอย่างลำพอง กำลังจะกล่าวว่าจับได้ทั้งคนทั้งของกลางแล้ว แต่กลับเห็นว่าสิ่งที่กระจายเกลื่อนพื้นนั้นล้วนเป็นขนมและของกินทั้งสิ้น แม้แต่สวีเยี่ยนยังมองจนงงไปหมด
ห่อสัมภาระป่องพองเช่นนั้น ของดีอย่างนั้นหรือ?
พลันนึกถึงคำที่บุตรสาวบอกว่าจะไม่อดตายขึ้นมาได้ ที่แท้...ไม่อดตายจริง ๆ สินะ!
ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน มีเพียงฉวนเหวินที่กำลังปวดใจเมื่อเห็นขนมและของกินเกลื่อนพื้น นั่นคือทรัพย์สมบัติทั้งหมดของนางเลยนะ!
ท่านโหวฉางซิงมองฉวนเหวินทีหนึ่ง มองขนมที่กระจายเกลื่อนพื้นทีหนึ่ง แล้วจะมีอะไรที่ยังไม่