ก่อนหน้านี้ เหตุผลที่เย่ซิ่วชิงรีบร้อนอยากออกไปทำธุรกิจเอง ส่วนใหญ่ก็เพราะเธออยากเรียนต่อ
แต่ในบ้านของพวกเขายังไม่ได้แยกครอบครัวออกจากกัน การเงินทั้งหมดในบ้านยังอยู่ในมือของจ้าวชุนฮวา
ยิ่งไปกว่านั้น ในบ้านยังมีเย่ยี่หมิน น้องชายของเธออีกคน
ถ้าพวกเขาสองคนต้องไปเรียนต่อ ก็ไม่ต้องพูดถึงว่าจ้าวชุนฮวากับเย่เถี่ยจู้จะยอมไหม แค่พี่ชายสองคนของพ่อก็ต้องมีความคิดไม่พอใจอยู่แล้ว เพราะตอนนี้บ้านของพวกเขาแทบจะพึ่งพาพี่ชายทั้งสองคนเลี้ยงดูอยู่
ใครจะไปคิดว่า ครั้งนี้เธอจะสอบได้คะแนนดีขนาดนี้ แล้วยังได้รับเซอร์ไพรส์แบบนี้อีก
ที่ไม่คาดคิดไปกว่านั้นก็คือ เซอร์ไพรส์ไม่ได้มีเพียงแค่นี้
จ้าวชุนฮวาจ้องมองชื่อบนผลสอบที่อยู่ด้านบนสุด รอยยิ้มบนหน้าก็ไม่อาจหุบลงได้
นี่มันที่หนึ่งของทั้งอำเภอเชียวนะ ถ้าเป็นก่อนยุคปฏิวัติ อย่างต่ำก็ต้องเรียกว่า ชิวไฉแล้วล่ะ
ยิ่งมองจ้าวชุนฮวาก็ยิ่งดีใจ ยิ่งมองเย่ซิ่วชิงที่นั่งเรียบร้อยอยู่ตรงหน้าเธอ ก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตา
และเมื่อรู้สึกถูกชะตา เธอก็ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อแสดงความรู้สึก
“เสี่ยวชิง ครั้งนี้หนูสอบได้ดีมาก ดูออกเลยว่าขยันเรียนจริงๆ การเรียนมันก็ต้องใช้เงินเหมือนกัน เอาแบบนี้นะ ย่ากับปู่ของลูกจะให้เงินหนู 1 หยวน เอาไว้ซื้อตำราเรียนหรืออุปกรณ์การเรียนก็แล้วกัน ถือเป็นรางวัลให้กับผลสอบของหนูครั้งนี้”
มื่อได้ยินคำพูดของจ้าวชุนฮวา ไม่ใช่แค่เย่ซิ่วชิงเท่านั้นที่ยิ้ม แต่โจวชุ่ยอวิ๋นที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มออกมาด้วย
นี่มันปี 1980 คนงานในอำเภอเพิ่งเริ่มทำงานได้เงินเดือนแค่ 16.5 หยวนเท่านั้น
เงิน 1 หยวนสำหรับเด็กวัยเย่ซิ่วชิง ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มากทีเดียว
“จริงเหรอคะ ย่าจะให้หนูจริงๆ เหรอ”
เมื่อเห็นสีหน้าตื่นเต้นของเย่ซิ่วชิง จ้าวชุนฮวาที่ตอนแรกพูดออกไปแบบไม่ได้คิด และเริ่มรู้สึกเสียดายเงินในใจ ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะถอนคำพูดดีไหม แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับ
“ใช่ ย่าจะให้ ถ้าลูกยังรักษาผลสอบแบบนี้ได้ทุกครั้ง ย่าจะมีรางวัลให้อีก”
สำหรับเย่ซิ่วชิงที่กำลังลำบากเรื่องเงินทุนเพื่อเริ่มธุรกิจ เงิน 1 หยวนนี้ถือเป็นโชคลาภ แม้จะไม่มากมายอะไร แต่ดีกว่าไม่ได้เลย
เพราะผลสอบที่ยอดเยี่ยมของเย่ซิ่วชิง วันนี้ตอนมื้อเย็น ครอบครัวของเย่ซิ่วชิงและเย่เถี่ยจู้ต่างก็มีความสุขกันมาก
ส่วนคนอื่นๆ ในบ้าน แม้จะคิดอะไรกันอยู่ในใจก็ไม่รู้ แต่ต่อหน้าก็แสดงความดีใจออกมา อย่างน้อยก็รักษามารยาท
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จและกลับมาที่ห้อง เย่เจี้ยนกงก็อุ้มเย่ซิ่วชิงขึ้นจากพื้น หมุนตัวเธอไปรอบหนึ่ง ก่อนจะวางลง
เย่ซิ่วชิงตกใจมาก ไม่คิดว่าเย่เจี้ยนกงจะทำแบบนี้ แต่พอได้สติแล้วก็รู้สึกดีใจมากกับการแสดงออกแบบสนิทสนมของเขา
“ลูกสาวของพ่อทำให้พ่อภูมิใจจริงๆ ดูสิ ตอนกินข้าวเย็น สายตาที่พี่ชายคนโตกับคนรองมองมา ทั้งอิจฉาทั้งหมั่นไส้ พ่อสะใจจริงๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่เจี้ยนกง โจวชุ่ยอวิ๋นที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที
“นั่นสิ ปกติพี่สะใภ้คนโตกับคนรองชอบหาเรื่องจับผิดฉันตลอด เฮอะ! ถึงพวกเขาจะทำงานบ้านเก่งแค่ไหน แล้วไง ลูกสาวฉันสอบได้คะแนนแบบนี้ ต่อไปพอลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ชีวิตเขาก็ไม่มีทางมาเทียบกับลูกสาวฉันได้เลย ความสำเร็จของลูกสาวฉัน ต่อให้พวกเขาวิ่งตามก็ไม่มีทางทัน”
แต่เดิม เย่ซิ่วชิงไม่ได้คิดว่าคะแนนที่ตัวเองสอบได้จะเป็นเรื่องน่าภูมิใจอะไร
เพราะเธอมีความรู้มากกว่าคนในยุคนี้อยู่แล้ว การแข่งขันกับเด็กๆ ในรุ่นเดียวกันจึงเหมือนกับเอาเปรียบ
แต่เมื่อเห็นพ่อแม่ดีใจขนาดนี้ และน้องชายมองมาด้วยแววตาชื่นชม เย่ซิ่วชิงก็อดรู้สึกภูมิใจขึ้นมาไม่ได้
แต่หลังจากความดีใจจางลง เย่ซิ่วชิงก็นั่งลงตรงข้ามกับเย่เจี้ยนกงและโจวชุ่ยอวิ๋นด้วยสีหน้าจริงจัง
เมื่อเห็นสีหน้าของเย่ซิ่วชิง ทั้งเย่เจี้ยนกงและโจวชุ่ยอวิ๋นก็พลอยจริงจังตามไปด้วย
แม้ว่าเย่ซิ่วชิงจะยังเด็ก แต่ตั้งแต่เล็กมาเธอก็มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ความคิดของเธอชัดเจนมาก อีกทั้งเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ตอนที่เย่เจี้ยนกงอยู่กับเธอ แม้จะไม่ได้ถือว่าเธอเท่าเทียมกับตัวเอง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะให้ความสำคัญกับคำพูดของเธอมากขึ้น
“เสี่ยวชิง ทำไมจู่ๆ ถึงดูจริงจังแบบนี้ มีอะไรอยากจะพูดกับพ่อแม่เหรอ”
เมื่อได้ยินคำถาม เย่ซิ่วชิงพยักหน้า แล้วเล่าความคิดทั้งหมดที่เธอมีเกี่ยวกับเรื่องการเรียนต่อให้ฟัง
หลังจากฟังจบ เย่เจี้ยนกงก็อดไม่ได้ที่จะนั่งครุ่นคิด แม้เขาจะเป็นคนที่ดูเหมือนขี้เกียจและทำตัวไม่เอาจริงเอาจังในชีวิตประจำวัน แต่ในใจลึกๆ เขาก็เป็นคนที่คิดรอบคอบพอสมควร
กับปัญหาที่เย่ซิ่วชิงยกขึ้นมา เย่เจี้ยนกงก็เข้าใจสถานการณ์ได้ดี
นอกจากนี้ เย่เจี้ยนกงยังรู้จักพี่ชายทั้งสองของตัวเองดีอีกด้วย เช่นเดียวกับที่เย่ซิ่วชิงพูด เย่ยี่หมินที่เป็นผู้ชายอาจจะยังพอเรียนต่อได้
แต่เย่ซิ่วชิงที่เป็นผู้หญิง ถ้าจะใช้ทรัพยากรในบ้านมากเกินไปเพื่อการเรียน พี่ชายทั้งสองของเขาย่อมไม่ยอมแน่ๆ ต่อให้พ่อแม่ของพวกเขาจะช่วยปกป้อง แต่สุดท้ายก็ต้องเกิดปัญหาใหญ่แน่
ผลการเรียนของเย่ซิ่วชิงดีขนาดนี้ เขาไม่มีทางไม่ให้ลูกสาวเรียนต่อแน่
ผลลัพธ์สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นการแยกครอบครัว
แต่ปัญหาคือ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขากับภรรยาแทบจะพึ่งพาครอบครัวคนอื่นเลี้ยงดู
ถ้าแยกครอบครัว ต่อให้พ่อแม่ช่วยแบ่งสมบัติให้พวกเขา ก็ไม่มีทางได้อะไรเยอะ
และยิ่งไปกว่านั้น เขากับภรรยาไม่ได้มีฝีมือในการทำงานหรือทำไร่ทำนา
ถึงตอนนั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องส่งลูกสองคนเรียนต่อเลย แค่จะหาอะไรกินให้รอดก็คงเป็นปัญหา
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เย่เจี้ยนกงที่เคยใช้ชีวิตแบบไม่คิดถึงอนาคตมาก่อน ก็เริ่มกังวลขึ้นมาเป็นครั้งแรก
“นี่มันปัญหาใหญ่จริงๆ ปัญหาใหญ่มากเลยนะ” เขามองเย่ซิ่วชิงที่ดูไม่ร้อนใจสักนิด แล้วอดถามไม่ได้
“เสี่ยวชิง นี่มันเกี่ยวกับการเรียนของลูกเลยนะ ทำไมลูกถึงไม่ดูร้อนใจเลยล่ะ”
“ต่อให้ร้อนใจ มันก็แก้ปัญหาไม่ได้อยู่ดีค่ะ พ่อว่าไหมคะว่า เราควรจะใช้เวลาที่เรายังมีตอนนี้ หาทางทำเงินกันได้แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่ซิ่วชิง เย่เจี้ยนกงตกใจมาก แต่พอเขาใจเย็นลงแล้วคิดดีๆ ก็พบว่าข้อเสนอนี้ของเย่ซิ่วชิง อาจจะเป็นทางออกสำหรับครอบครัวของพวกเขา
“พ่อก็อยากหาเงินนะ แต่ปัญหาคือ ตอนนี้ธุรกิจที่ทำเงินได้ ส่วนใหญ่ก็โดนรัฐบาลหรือคนอื่นๆ ยึดครองไปหมดแล้ว เราไม่รู้อะไรเลย จะไปหาเงินจากไหนได้”
เมื่อเย่ซิ่วชิงเห็นว่าเย่เจี้ยนกงไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการหาเงิน เธอก็ยิ้มออกมาทันที
แค่ไม่ปฏิเสธก็ดีแล้ว สำหรับวิธีหาเงินที่เย่เจี้ยนกงกังวลนั้น เธอมีอยู่แล้ว
ถ้าสุดท้ายไม่มีทางเลือกจริงๆ เย่เจี้ยนกงอาจจะชอบความขี้เกียจ แต่เขาก็มีเพื่อนเยอะมาก ขอให้เพื่อนพ่อช่วยอีกแรงก็คงไม่มีปัญหา