เมื่อเห็นเย่ซิ่วลี่รออยู่ตรงนี้ เย่ซิ่วชิงก็พอจะเข้าใจเหตุผลที่เธอมาที่นี่
หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตนี้แตกต่างไปจากชีวิตที่แล้ว เย่ซิ่วลี่เองที่กลับชาติมาเกิดใหม่ ย่อมมีความสงสัย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ
ยิ่งไปกว่านั้น เย่ซิ่วลี่หลังจากเกิดใหม่ก็ไม่ได้ปิดบังความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ดังนั้น เธอจึงตรงมาดักรอเย่ซิ่วชิงในตอนนี้
แต่เย่ซิ่วชิงไม่ได้ตั้งใจจะบอกความจริงกับเย่ซิ่วลี่
พูดตามตรง เย่ซิ่วลี่มีหลายปัญหาในตัวเธอ เย่ซิ่วชิงมั่นใจว่าถ้าเธอรู้ความลับของตัวเอง เธอจะไม่มีวันร่วมมือหรือทำงานร่วมกันแน่นอน
“พี่สี่? ป้าสะใภ้ใหญ่ไปที่ห้องของเราแล้ว พี่ไม่ไปดูหน่อยเหรอ จะได้เรียนรู้อะไรด้วย”
เย่ซิ่วชิงเตรียมตัดไฟแต่ต้นลม และไล่ให้เย่ซิ่วลี่ออกไปก่อน
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่ซิ่วชิง สีหน้าของเย่ซิ่วลี่ก็จริงจังขึ้นทันที
“เธอเป็นใครกันแน่?”
“เอ๋? พี่สี่ พี่เป็นอะไรไป อยู่ดีๆ ถามแบบนี้? ฉันคือเย่ซิ่วชิง ไงคะ ฉันน้องห้าของบ้าน!”
เมื่อได้ยินว่าเย่ซิ่วชิงปฏิเสธทันที สีหน้าของเย่ซิ่วลี่ก็ยังคงไม่คลายกังวล
“1997 ฮ่องกงกลับคืนสู่จีน?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่ซิ่วลี่ เย่ซิ่วชิงทำหน้า งง สุดๆ
“พี่สี่ พี่พูดถึงอะไรกันแน่ ฉันฟังไม่เข้าใจเลย ถ้าพี่มีเรื่องจะพูดกับฉันก็พูดให้ชัดๆ หน่อย แต่ถ้าไม่มีอะไร ฉันต้องไปหาแม่แล้วนะ ยังมีงานอีกเต็มไปหมดที่ต้องทำ”
ท่าทางของเย่ซิ่วชิงดูสมจริงไร้ที่ติ ทำให้เย่ซิ่วลี่เริ่มอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าตัวเองคิดมากไปเองหรือเปล่า
เพราะการเกิดใหม่ในชีวิตนี้ เป็นเรื่องมหัศจรรย์เกินไป ตั้งแต่เย่ซิ่วลี่เกิดใหม่มา เธอรู้สึกเหมือนว่าโชคชะตาเข้าข้างเธอ เธอจึงคิดว่าคงไม่มีทางที่คนอื่นจะเหมือนเธอ และยิ่งไม่มีทางที่สองคนแบบเธอจะอยู่ในครอบครัวเดียวกัน
เมื่อเห็นสีหน้าของเย่ซิ่วลี่ เย่ซิ่วชิงก็รู้ว่าการแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องนั้นได้ผลดี เธอจึงเตรียมเพิ่มไฟอีกหน่อยเพื่อทำลายความสงสัยของเย่ซิ่วลี่ให้สิ้นซาก
“พี่สี่ ถ้าพี่ไม่มีธุระอะไร ฉันจะไปก่อนนะ พี่สี่ ฉันไม่ได้ว่าอะไรพี่นะ แต่เวลาที่พี่มาดักฉันอยู่ตรงนี้ พี่เอาไปช่วยป้าสะใภ้ใหญ่ทำที่มัดผมเพิ่มอีกสองสามอันยังดีกว่า”
“ก่อนหน้านี้ถ้าไม่ใช่เพราะพี่พูดเรื่องอยากเรียนหนังสือ แล้วทำให้ปู่ไม่ค่อยพอใจ จนปู่โมโหขนาดนั้น ฉันก็คงไม่ตั้งใจพิสูจน์ตัวเองขนาดนี้ แล้วพ่อฉันก็คงไม่ต้องพยายามคิดหาทางทำธุรกิจแบบนี้ เพื่อลดความกังวลเรื่องแยกบ้านของปู่กับย่า”
“ถึงแม้ว่าช่วงนี้บ้านเราจะหาเงินได้บ้าง แต่พ่อกับแม่ฉันก็เหนื่อยจนไม่ไหว แถมยังต้องคอยเป็นห่วงเรื่องคนในบ้านอีก ทุกคนเครียดกันไปหมด ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพี่เริ่มเรื่องก่อนเองนะ เพราะงั้นอย่ามาก่อปัญหาอีกเลย”
พูดจบ เย่ซิ่วชิงก็ทำหน้านิ่งใส่เย่ซิ่วลี่ ก่อนจะกลับเข้าห้องของตัวเอง ทิ้งให้เย่ซิ่วลี่ยืนคิดอยู่คนเดียว
เย่ซิ่วลี่อดไม่ได้ที่จะทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากเธอเกิดใหม่
เมื่อคิดดีๆ แล้ว หลายๆ อย่างที่เปลี่ยนไปนั้น ล้วนแต่มีเงาของตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสิ้น
การที่เย่ซิ่วชิงรู้ว่าฝนตกหนักจะมา และช่วยให้หมู่บ้านลดความเสียหายได้ นั่นก็เพราะวันก่อนเธอและป้าสะใภ้ใหญ่พูดเรื่องแยกบ้านกับปู่และย่า ทำให้เย่ซิ่วชิงอยากพิสูจน์ตัวเอง
หรือเรื่องที่เย่ซิ่วชิงเรียนเก่ง ก็เพราะก่อนหน้านี้ตัวเธอเองที่พูดถึงการเรียน ทำให้เย่ซิ่วชิงตั้งใจเรียน
ส่วนชีวิตที่แล้ว เย่ซิ่วชิงตอนเรียนเก่งแค่ไหนนั้น ตอนนั้นเธอเองก็ยุ่งอยู่กับงานบ้านทุกวัน จนไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก
เกี่ยวกับเหตุผลที่เย่เจี้ยนกงตัดสินใจทำธุรกิจนี้ ก็คงเหมือนที่เย่ซิ่วชิงพูดไว้ คือเพื่อให้ลูกสองคนในบ้านได้เรียนหนังสือต่อไป
เมื่อคิดเรื่องนี้ได้แล้ว เย่ซิ่วลี่ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา
โชคดีที่แท้จริงแล้ว คนที่ได้รับพรจากฟ้าคนเดียวคือเธอเอง จะไม่มีใครมาแย่งชิงโชคชะตานี้ไปจากเธออีก
สีหน้าของเย่ซิ่วลี่ที่แสดงออกมาทั้งหมดนั้น เย่ซิ่วชิงที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลก็มองเห็นอย่างชัดเจน
จากสีหน้าของเย่ซิ่วลี่ ทำให้เย่ซิ่วชิงมั่นใจได้ว่า ตอนนี้เย่ซิ่วลี่เลิกสงสัยเธอไปโดยสมบูรณ์แล้ว
เป็นไปตามคาด ไม่ว่าตัวเองจะอธิบายอย่างจริงใจแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรทำให้เย่ซิ่วลี่เชื่อได้มากไปกว่าให้เธอ "คิดเอง"
เมื่อแน่ใจแล้วว่าจะไม่มีความเสี่ยงที่ตัวเองจะถูกเปิดเผยอีก เย่ซิ่วชิงก็หันกลับเข้าไปในบ้าน
ในห้องของพวกเขานั้น โจวชุ่ยอวิ๋นกำลังสอนป้าสะใภ้ใหญ่ ลู่หงฮวา และป้าสะใภ้รอง หลี่เหมย วิธีทำที่มัดผม
วิธีทำที่มัดผมนั้นง่ายมาก หลังจากโจวชุ่ยอวิ๋นอธิบายอย่างง่ายๆ พวกเธอก็สามารถทำออกมาได้ใกล้เคียงกันเกือบสมบูรณ์
ยิ่งไปกว่านั้น ลู่หงฮวาและหลี่เหมยมีฝีมือเย็บปักที่ดีกว่าโจวชุ่ยอวิ๋นมาก ไม่นาน พวกเธอไม่เพียงแต่ทำได้เร็วกว่าโจวชุ่ยอวิ๋น แต่ที่มัดผมที่ทำออกมาก็ยังดูประณีตกว่าของโจวชุ่ยอวิ๋นด้วย
“อันนี้ง่ายนะ แต่จะมีคนซื้อจริงๆ เหรอ? ถ้าไม่มีคนซื้อขึ้นมา มันก็เสียเวลาฉันไปตั้งหลายวันเลยนะ เวลานี้ฉันอาจจะทำงานอื่นไปได้ตั้งเยอะแล้ว”
แม้ว่ามือของลู่หงฮวาจะไม่ได้หยุดทำ แต่ในใจก็ยังคงกังวลอยู่ตลอด ถ้ามันขายไม่ได้ ทุกอย่างที่ทำมาก็คงเสียเปล่า
แม้หลี่เหมยจะไม่ได้พูดอะไร แต่จากสีหน้าก็พอจะดูออกว่าเธอเองก็มีความกังวลในเรื่องนี้เหมือนกัน
เมื่อได้ยินคำพูดของลู่หงฮวา โจวชุ่ยอวิ๋นก็เริ่มไม่พอใจขึ้นมา
เธอเป็นคนที่มีข้อเสียอยู่หลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือเธอจะปกป้องคนของเธอเสมอ หากเป็นคนที่เธอยอมรับแล้ว เธอจะเข้าข้างโดยไม่สนใจว่าถูกหรือผิด นิสัยแบบนี้จะดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้
แต่ในตอนนี้ เมื่อเธอได้ยินลู่หงฮวาดูถูกสามีและลูกสาวของเธอ ที่คิดค้นวิธีการหาเงินอย่างลำบาก เธอก็ไม่พอใจ
“พี่สะใภ้ใหญ่พูดแบบนี้ไม่ถูกเลยนะคะ เราทำการค้ากันนะ ไม่ได้ไปเก็บเงินจากพื้นมา ไม่มีใครรับรองได้ว่าทำธุรกิจจะกำไรทุกครั้งไม่ใช่เหรอ?”
“อีกอย่าง ธุรกิจนี้สามีฉันเป็นคนเริ่มเอง เขาแน่ใจแล้วว่ามันทำกำไรได้ ถึงได้ชวนพวกพี่ๆ มาทำด้วยกัน สามีฉันหวังดีนะคะ อยากให้พี่ชายสองคนของเขาได้มีโอกาสหาเงินด้วยกัน แต่พอพี่สะใภ้ใหญ่มาพูดแบบนี้ กลายเป็นว่าเราผิดซะงั้น”
“สงสารสามีฉันเถอะค่ะ เขาเหนื่อยมากกับการหาเศษผ้า กลับยังต้องไปหาตลาดที่ขายได้ พอเขาคิดว่าวางแผนไว้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ถึงได้บอกพี่ๆ แต่พี่กลับไม่เห็นคุณค่า ถ้าขายไม่ได้จริงๆ กลายเป็นว่าเรามาเสียเวลาพี่อีกเหรอ? ถ้าพี่ไม่มั่นใจนัก ก็ไม่ต้องทำก็ได้นะคะ เราไม่ได้บังคับพี่เลยนี่”
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ลู่หงฮวาถูกโจวชุ่ยอวิ๋นพูดแบบนี้เข้า เธอคงโต้กลับไปแน่ๆ แต่ตอนนี้ เธอยังต้องพึ่งพาโจวชุ่ยอวิ๋นเพื่อหาเงิน
ดังนั้น เมื่อได้ยินสิ่งที่โจวชุ่ยอวิ๋นพูด ลู่หงฮวาก็รีบออกมาชี้แจงทันที
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไร จ้าวชุนฮวาก็เปิดประตูเดินเข้ามาในห้อง