บทที่ 13 : พวกคุณกล้าทำ ก็อย่าห้ามคนพูดสิ
เสิ่นชางเสวี่ยไม่เคยสนใจเรื่องของคนอื่น และยิ่งไม่เคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับใคร วันนี้ที่เธอยื่นมือเข้ามายุ่งด้วย ก็คงเป็นเพราะเขา…ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นเพราะพวกเขาต่างหาก
ลู่สือเหย่มองเสิ่นชางเสวี่ยด้วยแววตาอ่อนโยนลงเล็กน้อย ทว่าเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร กำลังก้มหน้าจะเอ่ยถามให้ละเอียด ลู่สืออวี๋กลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบเสียก่อน
“คุณป้าเห้อ ภรรยาผู้บังคับกองพันเฉิน กับพี่สะใภ้เติ้ง ภรรยาผู้บังคับกองพันฉิน พากันใส่ร้ายว่าฉันเชิญผู้บังคับกองพันโจวมาที่บ้าน เพราะมีความสัมพันธ์คลุมเครือกับเขา ทำเรื่องไม่เหมาะสมกัน
ตอนฉันอธิบายและขอความเป็นธรรม สหายเสิ่นคนนี้ก็โผล่ออกมาบอกว่าฉันไม่มีเหตุผล ให้ฉันเลิกเอาเรื่อง แถมยังจะควักเงินซื้อของกินเอง เพื่อขอโทษคุณป้ากับพี่สะใภ้แทนฉันอีก
ลู่สือเหย่ น้องชายช่วยบอกหน่อยสิว่าฉันกำลังประชดประชันอยู่หรือเปล่า เรื่องนี้ควรปล่อยให้ใหญ่โตไหม แล้วฉันต้องเป็นฝ่ายขอโทษคุณป้ากับพี่สะใภ้ทั้งสองคนด้วยหรือไง!”
ความอ่อนโยนในดวงตาของลู่สือเหย่พลันแข็งค้าง ก่อนเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบราวน้ำแข็ง สายตาคมกริบตวัดไปยังคนทั้งสองฝั่งตรงข้าม
คำพูดนี้ไม่ได้มีเพียงลู่สือเหย่กับลู่สือจวินที่เพิ่งมาถึงได้ยินเท่านั้น แม้แต่โจวซวี่ที่ชวนผู้บังคับกองพันคนอื่นมาช้ากว่าเล็กน้อย และลู่สือหวยที่ลากฉือหนานไปสถานีอนามัยก่อน ก็ได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจนเช่นกัน
โจวซวี่หันหน้าไปมองผู้บังคับกองพันฉินกับผู้บังคับกองพันเฉินอย่างแม่นยำ รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงสุภาพและอ่อนโยน
“ที่แท้ผู้บังคับกองพันฉิน ผู้บังคับกองพันเฉิน กับผู้บังคับกองพันเถียนที่ชวนผมไปกินข้าวที่บ้าน ก็มีความหมายแบบนี้นี่เอง”
ผู้บังคับกองพันหลายคนได้แต่ยืนนิ่ง
“…”
ไม่ใช่แบบนั้น พวกเขาไม่ได้คิดอย่างนั้นสักหน่อย อย่าพูดส่งเดชสิ!
ลู่สือหวยแหวกคนอื่นออกมา สีหน้าไร้อารมณ์ เขาเหลือบมองเสิ่นชางเสวี่ยแวบหนึ่ง ก่อนเลื่อนสายตาไปยังเห้อหงเสียกับเติ้งชุนไหลที่กำลังฝืนทำเป็นสงบนิ่ง
“พี่สาวผมเพิ่งย้ายมาอยู่กับกองทัพที่เขตบ้านพักทหารเมื่อวานนี้เอง ยังจำหน้าคนที่นี่ได้ไม่ครบด้วยซ้ำ ถ้าเธอเผลอไปล่วงเกินคุณป้ากับพี่สะใภ้โดยไม่ตั้งใจ พวกคุณจะมาโทษพวกผมสามพี่น้อง ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดสักคำ
แต่ถ้ามีบางคนอาศัยว่าอายุมากกว่า อยู่ที่นี่มานานกว่า หรือย้ายมาอยู่กับกองทัพก่อนคนอื่น แล้วฉวยโอกาสตอนพวกผมไม่อยู่รังแกพี่สาว…ก็อย่าหาว่าผมพูดแรงก็แล้วกัน!”
เมื่อลู่สืออวี๋เห็นว่าน้องชายทั้งสองยังไม่หลงใหลไปกับความสวยของเสิ่นชางเสวี่ยจนลืมปกป้องพี่สาว เธอก็พยักหน้าอย่างพอใจ
ลู่สืออวี๋พอใจแล้ว แต่เติ้งชุนไหลกลับได้แต่ด่าลู่สือหวยอยู่ในใจ นี่ยังเรียกว่าพูดไม่แรงอีกหรือ? เขาชี้หน้าด่าเธออยู่ชัดๆ!
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเอาเรื่องชาวบ้านมาพูดต่อหน้าคนอื่น แล้วกลับถูกจับได้คาหนังคาเขา แถมเรื่องยังบานปลายใหญ่โตถึงเพียงนี้ หัวใจของเธอจึงเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น
ดวงตาคู่นั้นกวาดมองไปรอบกลุ่มคน หวังว่าจะมีใครสักคนออกหน้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ไม่อย่างนั้น ต่อไปเธอจะยังใช้ชีวิตอยู่ในเขตบ้านพักทหารได้อย่างไร
ผู้บังคับกองพันฉินสบตากับเติ้งชุนไหลอย่างจนใจ ก่อนก้าวฝ่ากลุ่มคนเข้ามา
เติ้งชุนไหลพลันมีที่พึ่ง หลังจึงตั้งตรงขึ้นกว่าเดิมทันที
แล้วอย่างไรถ้าลู่สืออวี๋มีน้องชายสองคนคอยหนุนหลัง? สามีของเธอก็เป็นถึงผู้บังคับกองพันเหมือนกัน!
เติ้งชุนไหลรีบเอ่ยขึ้น
“คุณฉิน ฉันจะบอกคุณนะ เธอ…”
ผู้บังคับกองพันฉินตวาดขัดขึ้นทันที
“หุบปากไปเลย”
เติ้งชุนไหลยังไม่ทันตั้งตัว ผู้บังคับกองพันฉินก็หันไปมองลู่สืออวี๋พร้อมรอยยิ้ม
“พี่สาวของสือจวินใช่ไหมครับ เรื่องนี้เป็นความผิดของภรรยาผมจริงๆ เธอพูดมากเกินไป ผมต้องขอโทษพี่สาวด้วย พี่สาวคิดว่า…”
ลู่สืออวี๋ลุกขึ้นยืน ไม่สนใจเติ้งชุนไหลที่ยืนทำหน้าคับข้องใจอยู่ข้างผู้บังคับกองพันฉิน เธอถอนหายใจยาว ก่อนพูดอย่างไม่รีบร้อน
“ผู้บังคับกองพันฉิน ฉันไม่ได้เป็นคนที่รู้ว่าตัวเองมีเหตุผลแล้วจะไม่ยอมผ่อนปรน เพียงแต่ฉันเพิ่งมาถึงเขตบ้านพักทหาร รู้จักคนอยู่กี่คนกันเชียว? ที่ผ่านมาก็ไม่เคยไปล่วงเกินใครด้วยซ้ำ…
ฉันแค่กลัวว่าบางคนจะไม่พอใจที่ผู้บังคับกองพันโจวอายุเพิ่งยี่สิบต้นๆ แต่กลับได้เป็นผู้บังคับกองพัน แล้วจงใจใช้ฉันเป็นข้ออ้าง ทำลายชื่อเสียงของผู้บังคับกองพันโจว ทำลายอนาคตของเขา”
ก่อนหน้านี้ลู่สืออวี๋ก็เคยพูดประโยคนี้มาแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครใส่ใจนัก
แต่ตอนนี้ผู้บังคับกองพันหลายคนมารวมตัวกันอยู่ในที่เกิดเหตุ มีชาวบ้านจำนวนมากยืนมุงดูเรื่องสนุก พอได้ยินคำพูดเดิมอีกครั้ง ความหมายที่ผู้คนรับรู้กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ลู่สืออวี๋กวาดตามองคนรอบข้าง ก่อนพูดต่อ
“ฉันจะได้รับความไม่เป็นธรรมสักหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคนอื่นคิดว่าฉันขี้ขลาดหรือมีอะไรปิดบัง จนทำให้ต่อไปผู้บังคับกองพันโจวต้องถูกคนนินทา แถมยังพัวพันไปถึงน้องชายทั้งสามคนของฉัน แบบนั้นก็จะกลายเป็นความผิดของฉันแล้ว
ผู้บังคับกองพันฉินคิดว่าใช่ไหมคะ? ผู้บังคับกองพันเฉินคิดเห็นอย่างไรคะ?”
ผู้บังคับกองพันเฉินที่ยืนทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอยู่นอกกลุ่มคนขมวดคิ้วขึ้นทันที
เดิมทีเรื่องนี้เป็นเพียงการกระทบกระทั่งกันเล็กๆ ระหว่างภรรยาทหาร แต่พอถูกลากให้เกี่ยวข้องกับผู้บังคับกองพันถึงสามคน สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ยิ่งคำพูดของลู่สืออวี๋ฟังดูดี อีกทั้งเรื่องก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอเป็นคนก่อ ผู้บังคับกองพันเฉินจึงไม่อาจตำหนิเธอได้ตรงๆ ครั้นหันไปเห็นผู้บังคับกองพันฉินที่เพิ่งเอ่ยปากขอโทษและกำลังทำหน้าอึดอัด เขาก็ได้แต่กัดฟันพูดออกมา
“ฮ่าๆ พี่สาวลู่ล้อเล่นแล้วครับ คุณป้าพูดจาแรงไปบ้างก็จริง แต่เธอไม่ได้มีเจตนาร้าย พี่สาวก็เห็นแก่ที่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอ…”
โจวซวี่พูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่ไว้หน้า
“ไม่ใช่ครั้งแรกครับ”
ผู้บังคับกองพันเฉินย่อมรู้ดีว่าภรรยาของตนไม่ได้เพิ่งทำผิดเรื่องพูดจานินทาเป็นครั้งแรก เพียงแต่คนที่ถูกนินทาไม่อยากทำเรื่องให้ใหญ่โต เขาจึงทำได้เพียงพูดเอาดีเข้าตัวไปก่อน
แต่หากปล่อยให้ลู่สืออวี๋พูดต่อ เรื่องคงไม่จบแค่การทะเลาะกันระหว่างภรรยาทหาร แต่อาจทำให้ทั้งเขตทหารไม่มีวันสงบสุข
เสิ่นชางเสวี่ยเห็นจังหวะเหมาะจึงรีบพูดด้วยสีหน้าเย็นชา
“เรื่องนี้จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก แต่ถ้าจะว่าใหญ่ก็ไม่ได้ใหญ่ถึงขนาดนั้น พวกเรามานั่งกินข้าวด้วยกัน แล้วพูดกันให้เข้าใจก็พอ อย่าให้…”
คำพูดที่เหลือถูกสายตาเรียบเฉยของลู่สือหวยกดจนติดอยู่ในลำคอ
นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นชางเสวี่ยเห็นลู่สือหวยโกรธมากถึงเพียงนี้ ยิ่งได้ยินเสียง ‘ติ๊ดๆๆ’ จากระบบในหัวดังขึ้นไม่หยุด ระดับความประทับใจก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง เธอจึงได้แต่พยายามอธิบายอย่างยากลำบาก
“รุ่นพี่ ฉัน…ไม่สิ ฉัน…”
ลู่สือหวยมองเธอเงียบๆ แววตาลึกล้ำจนยากจะอ่านออกว่าเขากำลังคิดอะไร
ทางด้านลู่สืออวี๋สั่งให้ลู่สือเหย่ยกเก้าอี้มา ก่อนพูดขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน
“กินข้าวเหรอ? ไม่ดีมั้ง ถ้าเกิดมีใครเห็นเข้าอีก ไม่รู้จะเอาเรื่องของครอบครัวพวกเราไปพูดกันอย่างไร
ฉันเป็นคนหย่าร้างแล้ว จะถูกพูดถึงก็ไม่เป็นไร แต่บ้านผู้บังคับกองพันเฉินยังมีลูกสาวที่ยังไม่แต่งงาน ส่วนลูกของผู้บังคับกองพันฉินก็เพิ่งเข้าโรงเรียนอนุบาล…”
สายตาของผู้คนที่มองไปยังเห้อหงเสียพลันเปลี่ยนเป็นประหลาดขึ้นมา
บ้านตัวเองมีลูกสาวอยู่ในวัยเหมาะสมจะแต่งงานแท้ๆ ย่อมรู้ดีว่าคำพูดนินทาของคนอื่นส่งผลกระทบต่อครอบครัวมากเพียงใด แต่เห้อหงเสียกลับยังเอาแต่พูดเรื่องบ้านนั้นบ้านนี้ นินทาคนโน้นด่าคนนี้อยู่ทุกวัน
ทั้งโง่ทั้งร้าย คนประเภทนี้ก็เป็นแบบนี้เอง!
แต่พี่สาวลู่ก็ปากคมไม่เบา ดูแล้วไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ เลย
ภรรยาทหารหลายคนที่ก่อนหน้านี้เห็นว่าลู่สืออวี๋ทั้งสวย อ่อนโยน ทำอาหารเป็น และยังถักเสื้อไหมพรมได้ ต่างก็ล้มเลิกความคิดที่จะเข้าหาเธอทีละคน
เห้อหงเสียสังเกตเห็นว่าคนมามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ จึงรีบหดตัวเข้าไปในกลุ่ม ลดตัวตนของตัวเองให้เหลือน้อยที่สุด พยายามผลักความผิดทั้งหมดไปให้เติ้งชุนไหลกับเสิ่นชางเสวี่ย
แต่เธอไม่คิดว่าลู่สืออวี๋จะพูดเพียงไม่กี่คำ แล้วลากเรื่องกลับมาหาเธออีกครั้ง ใบหน้าของเห้อหงเสียแดงก่ำด้วยความอับอาย
“ฉัน…ฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง พวกคุณกล้าทำ ก็อย่าห้ามคนพูดสิ? พูดกันตามจริง ใครใช้ให้พวกคุณไม่รู้จักสำรวม ดันออกไปตั้งแต่เช้ามืดแล้วมุด…”
ผู้บังคับกองพันเฉินหลับตาลงทั้งสองข้าง ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่จับจ้องมา เขาแทบอยากตบหน้าตัวเองสักสองสามฉาด
เขาไม่น่าเผลอหวังเลยว่าปากของเห้อหงเสียจะพูดอะไรดีๆ ออกมาได้!
ผู้บังคับกองพันเฉินกับผู้บังคับกองพันฉินสบตากันจากระยะไกล ทั้งคู่กำลังจะลากโจวซวี่กับลู่สืออวี๋ไปตกลงกันเป็นการส่วนตัว เรื่องนี้จะได้ไม่กระทบความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยต่างๆ
ทันใดนั้น ลู่สือจวินก็เบียดตัวกลับเข้ามาในกลุ่มคน แล้วตะโกนเสียงดัง
“ผู้บังคับกองพันโจว ผู้บังคับกองพันฉิน ผู้บังคับกองพันเฉิน หัวหน้าคณะเรียกพวกคุณไปที่ห้องทำงานครับ!”
ผู้บังคับกองพันฉินกับผู้บังคับกองพันเฉินหน้ามืดไปชั่วขณะ
ลู่สือจวินเดินมาหยุดตรงหน้าลู่สืออวี๋ แล้วลดเสียงลง
“พี่กลับบ้านไปพักเถอะครับ เรื่องนี้ปล่อยให้ผมกับพี่ใหญ่จัดการเอง พวกเราจะทวงความเป็นธรรมให้พี่แน่นอนครับ”
ลู่สือหวยกับลู่สือเหย่พยักหน้าพร้อมกัน
“พวกผมไปด้วยครับ!”
ลู่สืออวี๋ยื่นมือไปตบไหล่ลู่สือจวินเบาๆ
“ฉันไปด้วยดีกว่า เรื่องนี้พูดตามจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่าให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างสามหน่วยเลย”
ผู้บังคับกองพันฉินกับผู้บังคับกองพันเฉินได้แต่ด่าทออยู่ในใจ
ไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้วจะทำให้มันบานปลายถึงเพียงนี้ทำไม?
ดูเอาเถอะ คนทั้งเขตบ้านพักทหารที่ไม่มีอะไรทำแทบจะพากันมามุงดูจนหมดแล้ว!