บทที่ 2 : เอาคืนคู่ปรับ
ลู่สืออวี๋ยืนรออยู่ตรงหัวมุมถนนพักหนึ่ง เธอมองดูพ่อแม่ของฉินหลิ่น ญาติสนิทมิตรสหาย รวมถึงเพื่อนบ้านที่พากันบุกเข้าไปในบ้าน ฟังเสียงกรีดร้องอันคุ้นเคยดังขึ้นจากห้องนั้นอีกครั้ง
เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอจึงหยิบเงินหนึ่งพันหยวนติดตัวกลับบ้าน ทันทีที่เข้าไปถึงก็รื้อเอาเงินเก็บ บัตรแลกซื้อสินค้าชนิดต่างๆ และสมุดทะเบียนสมรสใบเก่าเรียบง่ายออกมา จากนั้นจึงเก็บเนื้อหมัก อาหารดองในไห กุ้งแห้ง ปลาแห้ง รวมถึงของกินจำเป็นอื่นๆ ในครัวใส่ถุงกระสอบ
เธอยังจัดเสื้อผ้าอีกหนึ่งห่อ ก่อนลากสัมภาระทั้งหมดไปจนถึงหน้าหน่วยงาน
ลู่สืออวี๋ฝากของไว้กับ รปภ. ที่เฝ้าประตูให้ช่วยดูแลชั่วคราว แล้วจึงเดินเข้าไปด้านใน วิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นสามเพื่อพบผู้จัดการเหยียน
ทันทีที่ผู้จัดการเหยียนเห็นเธอ สีหน้าก็ปวดหัวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“สืออวี๋ เรื่องตำแหน่งรองผู้จัดการโรงงาน ไม่ใช่ว่าฉันจะตัดสินใจคนเดียวได้ สืออวี๋ทำงานเป็นหัวหน้าแผนกผลิตมาหลายปี ฝีมือกับความรับผิดชอบไม่มีใครกังขา แต่พ่อแม่ของฉินหลิ่นที่สืออวี๋แนะนำเข้ามา คนหนึ่งก็เอาแต่ขี้เกียจ อีกคนก็แอบกินเงินส่วนต่าง ไม่ยอมทำงานกันจริงจัง คนในโรงงานหลายคนเริ่มไม่พอใจแล้ว
“ที่ผ่านมา ถ้าไม่ใช่เพราะสืออวี๋ทั้งควักเงิน ทั้งเลี้ยงข้าวคนโน้นคนนี้ คอยช่วยไกล่เกลี่ยให้ พวกเขาคงถูกไล่ออกไปนานแล้ว แต่…”
ลู่สืออวี๋กำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“ลุงเหยียน เรื่องนี้เป็นความผิดของฉันจริงๆ ค่ะ แต่วันนี้ฉันไม่ได้มาขอแย่งตำแหน่งรองผู้จัดการโรงงาน ฉันมาลาออก”
ผู้จัดการเหยียนชะงักไป เขายกแก้วเคลือบขึ้นดื่มน้ำอึกใหญ่ ราวกับต้องการเวลาตั้งสติ ก่อนจะค่อยๆ สงบลง
“นี่มัน…ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก เป็นแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ยังไม่ถึงกับต้องลาออก สืออวี๋ทำงานอยู่ในหน่วยงานมาจะเจ็ดแปดปีแล้ว สิ่งที่สืออวี๋ทำลงไป ทุกคนเห็นอยู่กับตา
“ฉันไม่ปิดบังสืออวี๋แล้ว ฉันคุยกับคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบอีกหลายคนไว้เรียบร้อย ขอแค่สืออวี๋ไม่ตามใจครอบครัวของฉินหลิ่นอีก และรับปากว่าถ้าได้เป็นรองผู้จัดการโรงงาน สืออวี๋จะจัดการพวกเขาเป็นกลุ่มแรก ตำแหน่งนี้ก็จะให้เธอรับไป”
ทั่วทั้งโรงงานทอผ้า ไม่มีใครขยันทำงานเท่าลู่สืออวี๋อีกแล้ว เธอหัวไว ทำงานเป็น และมีมนุษยสัมพันธ์ดีจนเป็นที่รักของคนแทบทั้งโรงงาน
ถ้าไม่ใช่เพราะครอบครัวของสามีทำเรื่องยุ่งยากไว้ ตำแหน่งรองผู้จัดการโรงงานนี้ก็คงเป็นของเธอโดยไม่ต้องแข่งขันกับใครตั้งแต่แรก
ลู่สืออวี๋ส่ายหน้าอย่างรู้สึกผิด
“หลายปีมานี้ต้องขอบคุณลุงเหยียนที่ช่วยดูแลครอบครัวของฉันมาตลอด และขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ในโรงงานทอผ้าที่เข้าใจฉัน ฉันถึงได้ทำงานอยู่ที่นี่มาจนถึงวันนี้
“แต่ฉัน…”
การได้เป็นรองผู้จัดการโรงงาน คือเป้าหมายที่เธอเฝ้าตามหาทีละก้าว นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาทำงานในโรงงานทอผ้าเมื่อแปดปีก่อน
ตอนนี้เป้าหมายที่อยู่ตรงหน้ากำลังจะกลายเป็นความจริงอยู่แล้ว แต่ในช่วงเวลาสุดท้าย เธอกลับต้องยอมปล่อยมือ จะบอกว่าไม่เสียใจก็คงเป็นไปไม่ได้
ทว่างานที่สูญเสียไปยังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ส่วนคนในครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงสามคน หากสูญเสียไปแล้ว ก็ไม่มีวันเรียกคืนกลับมาได้อีก
ลู่สืออวี๋เผชิญกับสายตาที่ทั้งเสียดายและพยายามรั้งเธอไว้ของผู้จัดการเหยียน เธอหยิบกุญแจดอกหนึ่งออกมาวางลงบนโต๊ะ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“แต่ฉันตั้งใจจะลาออกจริงๆ ค่ะ ลุงเหยียน ครั้งก่อนลุงเหยียนเคยบอกว่าคู่สามีภรรยาตระกูลหลิวอายุมากแล้ว ขาไม่ค่อยดี อยากเพิ่มเงินให้โรงงานสักก้อนเพื่อแลกเปลี่ยนบ้านพักกับฉันไม่ใช่หรือคะ
“บ้านพักพนักงานหลังนี้ เดิมทีลุงเหยียนเห็นว่าฉันยังอายุน้อย ทั้งยังพาน้องชายสองคนเข้ามาในเมืองและไม่มีที่อยู่ จึงยกเว้นกฎจัดสรรให้ฉันก่อนเป็นกรณีพิเศษ พอฉันลาออกแล้ว ลุงเหยียนก็เอาบ้านพักคืนโรงงาน แล้วจัดสรรให้คนอื่นใหม่เถอะค่ะ
“ส่วนงานในโรงงาน ฉันจะส่งต่องานทุกอย่างให้เรียบร้อย ไม่มีตกหล่นแน่นอน ขอบคุณลุงเหยียนที่ดูแลฉันมาตลอดหลายปีนะคะ”
ผู้จัดการเหยียนทำงานร่วมกับเธอมานานหลายปี ย่อมรู้ดีว่าลู่สืออวี๋เป็นคนดื้อดึงเพียงใด หากเธอตัดสินใจอะไรลงไปแล้ว ต่อให้มีวัวเก้าตัวก็ลากกลับมาไม่ได้
เขามองกุญแจบนโต๊ะแล้วถอนหายใจยาว
“ถ้าสืออวี๋ไป ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในโรงงานจะมีใครรับงานของสืออวี๋ต่อได้…เอาเถอะๆ หลายปีมานี้สืออวี๋ทำเพื่อโรงงานมากพอแล้ว
“แต่ฉันต้องพูดกันไว้ก่อน พ่อแม่ของฉินหลิ่น ฉันจะต้องไล่ออกแน่นอน เอ๊ะ หรือว่าสืออวี๋กับฉินหลิ่นมีเรื่องกัน ถึงได้…”
ลู่สืออวี๋หลุดหัวเราะออกมา แต่ไม่ได้ปฏิเสธ
“คนที่เอาแต่ขี้เกียจและทำงานไม่ซื่อสัตย์ ถูกไล่ออกก็สมควรแล้วค่ะ ลุงเหยียนตัดสินใจได้เลย”
ผู้จัดการเหยียนมองเธออยู่หลายครั้ง หลังจากถามจนรู้ว่าลู่สืออวี๋ตั้งใจจะไปตงเป่ยเพื่อพึ่งพาน้องชายทั้งสามคน เขาก็ไม่ได้รั้งเธออีก
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจเธอ มีเรื่องอะไรก็โทรศัพท์มาหาฉันได้ ค่อกๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ก็อย่าโทรมาเลย อยู่กันคนละทิศละทาง ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้มาก
“แต่ถ้าเป็นของกินของใช้ หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างอื่น ฉันยังพอช่วยสืออวี๋ได้บ้าง ถ้าช่วยไม่ได้จริงๆ ก็ยังมีพี่เหยียนของสืออวี๋อยู่”
ลู่สืออวี๋รับปากด้วยความซาบซึ้ง เธอโค้งตัวขอบคุณผู้จัดการเหยียน ก่อนหันหลังเดินออกจากห้องทำงาน
***
ลู่สืออวี๋เดินตามเส้นทางที่เธอใช้มาตลอดแปดปีเข้าไปในแผนกผลิต จากนั้นก็ไปพบผู้ที่ผู้จัดการเหยียนกำหนดให้มารับตำแหน่งหัวหน้าแผนกผลิตคนต่อไป รวมถึงผู้ช่วยอีกสองคน เพื่อส่งมอบงานทุกอย่างที่อยู่ในความรับผิดชอบของเธอ
เธอดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกผลิตมานานเต็มสามปี งานที่รับผิดชอบมีมากมาย เรื่องต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่ในมือก็ทั้งยุ่งยากและละเอียดซับซ้อน กว่าจะจัดการส่งมอบงานใหญ่เล็กทั้งหมดให้เรียบร้อย เวลาที่เธอนัดหมายกับฉินหลิ่นเพื่อไปสภางานพลเรือนและจดทะเบียนการหย่าร้างก็ใกล้เข้ามาแล้ว
ท่ามกลางสายตาอาลัยอาวรณ์ของหัวหน้าแผนกผลิตคนใหม่กับผู้ช่วยทั้งสอง ลู่สืออวี๋ยิ้มพลางกล่าวอำลาพี่ๆ น้องๆ ในแผนกผลิตทีละคน
เมื่อเดินออกจากแผนกผลิต เธอกำลังจะรีบไปสภางานพลเรือน แต่กลับถูกใครบางคนขวางไว้กลางทาง
คนที่มาขวางเธอคือหลัวซาน หัวหน้าแผนกผลิตจากห้องข้างๆ
เขามักพูดอยู่เสมอว่าไม่ชอบที่ผู้หญิงอย่างเธอได้เป็นหัวหน้าแผนกผลิต อาศัยทั้งอายุและประสบการณ์ที่มากกว่า คอยนำหัวหน้าแผนกผลิตจากห้องอื่นๆ มาร่วมกันกีดกันเธอ อีกทั้งยังคอยวางอุปสรรคขัดขวางการทำงานของเธอสารพัด
ลับหลังเองก็ยังคอยใส่ร้าย ปล่อยข่าวเสียๆ หายๆ เกี่ยวกับเธอไม่หยุด
ภายหลังลู่สืออวี๋ถึงได้รู้ว่า ก่อนหน้านี้หลัวซานทั้งเลี้ยงข้าวและใช้เงินมอบของให้คนโน้นคนนี้ ก็เพื่อปูทางให้ลูกชายของตัวเอง
แต่ผู้จัดการเหยียนกลับเห็นว่าลู่สืออวี๋ทำงานเป็นรูปธรรมมากกว่า จึงเลื่อนตำแหน่งเธอขึ้นมาเป็นหัวหน้าแผนกผลิต
หลัวซานไม่กล้าล่วงเกินผู้จัดการโรงงาน เขาจึงเอาความแค้นทั้งหมดมาลงที่ลู่สืออวี๋แทน
หลัวซานทำหน้าบึ้งแล้วแค่นเสียงเย็นชา
“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน เธอจะไปไหน? คิดจะหนีงานหรือไง
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้จัดการโรงงานเห็นอะไรในตัวเธอ ถึงได้ให้ความสำคัญนัก คนที่เธอพาเข้าหน่วยงานมาสองคนนั่นก็เอาแต่ล้างจานกับกวาดพื้น ไม่มีใครทำงานเป็นชิ้นเป็นอันสักคน…”
ลู่สืออวี๋ครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็พอเดาได้ว่าหลัวซานคงเห็นเธอเพิ่งไปพบผู้จัดการโรงงาน จึงจงใจมาหยั่งเชิงถามข่าว
เธอจึงมองเขาพลางเอ่ยขึ้น
“หัวหน้าหลัว อยากเป็นรองผู้จัดการโรงงานไหมคะ? ถ้าอยาก ฉันมีข้อเสนอให้หัวหน้าหลัว”
หลัวซานเกือบจะสวนกลับไปว่า ‘พูดไร้สาระอะไร’ อยู่แล้ว
ในโรงงานมีหัวหน้าแผนกผลิตอยู่หกเจ็ดคน ใครบ้างไม่อยากเป็นรองผู้จัดการโรงงาน?
เพียงแต่…
เขาเหลือบมองลู่สืออวี๋
เพียงแต่ลู่สืออวี๋ทำได้ดีไปเสียทุกอย่าง จนหัวหน้าแผนกผลิตคนอื่นๆ ถูกเธอข่มจนหมด
เธอยังไม่เหมือนคนอื่นที่มากน้อยต่างก็เคยทำเรื่องที่ไม่ควรทำไว้บ้าง
จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของเธอ ก็คือการแนะนำพ่อแม่ของฉินหลิ่นเข้ามาในโรงงานให้ทำงานล้างจานกับทำความสะอาด
แต่ถึงอย่างไร งานเหล่านี้ก็ไม่ใช่งานสำคัญอะไร และโรงงานก็ต้องมีคนทำอยู่ดี ต่อให้ไม่ใช่คนที่ลู่สืออวี๋แนะนำ ก็ต้องเป็นคนของหัวหน้าแผนกผลิตคนอื่นอยู่ดี
เมื่อเทียบกับหัวหน้าแผนกผลิตคนอื่นๆ แล้ว ผู้จัดการเหยียนก็แสดงออกชัดเจนว่าไว้ใจลู่สืออวี๋มากกว่า
หลัวซานนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่นี้ลู่สืออวี๋เพิ่งไปพบผู้จัดการโรงงาน บางทีเธออาจไปเพื่อแข่งขันชิงตำแหน่งรองผู้จัดการโรงงานก็เป็นได้ สีหน้าของเขาจึงยิ่งไม่สบอารมณ์
“เธอจะให้ข้อเสนออะไร? เธอจะเสนออะไรได้บ้าง? ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอ ผมยาวแต่ความรู้น้อย แค่ได้เป็นหัวหน้าแผนกผลิตก็…”
ลู่สืออวี๋ยื่นมือออกไปตรงหน้าเขา
“สองร้อยหยวน ฉันจะถอนตัวจากการแข่งขันชิงตำแหน่งรองผู้จัดการโรงงาน”
หลัวซานเบิกตากว้าง
“เธอ…เธอพูดว่าอะไรนะ? แค่สองร้อยหยวน เธอก็ยอมไม่รับตำแหน่งรองผู้จัดการโรงงานแล้ว?”
แม้จะตกใจ แต่หลัวซานกลับควักเงินออกมาอย่างรวดเร็วผิดกับสีหน้า เขานับธนบัตรสองร้อยหยวนแล้วยัดใส่มือลู่สืออวี๋โดยไม่ลังเล ราวกับกลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจไม่ยอมรับเงิน
เงินเดือนสองเดือนครึ่ง แลกกับการให้ลู่สืออวี๋ถอนตัวจากการแข่งขันชิงตำแหน่งรองผู้จัดการโรงงาน
คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม!
หลัวซานไม่กลัวว่าลู่สืออวี๋จะรับเงินแล้วไม่ทำตามสัญญา เพราะก่อนหน้านี้เขากำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะหาจุดอ่อนมาควบคุมเธอได้อย่างไร
ในเมื่ออีกฝ่ายยื่นจุดอ่อนมาให้ถึงมือ หากไม่คว้าไว้ก็เสียของ!