บทที่ 43 : เด็กคนนี้เจ้าเล่ห์จริง ๆ
ลู่สือหวยเพิ่งนัดกับเสิ่นชางเสวี่ยไว้ว่า วันพรุ่งนี้จะนั่งรถโดยสารเข้าเมืองไปเดินเล่นด้วยกัน ทว่าเพียงหันกลับมา เขาก็ได้ยินคำพูดนั้นเข้าเสียก่อน
เขาพลันนึกถึงคำพูดของโจวซวี่ในคืนนั้นขึ้นมาได้
— สิ่งที่พวกนายสามพี่น้องทำไม่ได้ ผมก็ทำแทนพี่สาวได้
ความโกรธพุ่งขึ้นมาจนแทบไม่มีที่ระบาย ลู่สือหวยหันไปถลึงตาใส่รถจี๊ปคันนั้นแรง ๆ จนทหารใหม่สองคนที่ยืนอยู่ข้างรถพากันขยับถอยออกไปเงียบ ๆ หลายก้าว
ลู่สือหวยหันไปมองพี่สาว พลางเอ่ยเสียงอ่อน
“พี่ครับ ป้อมยามอยู่ไม่ไกลจากเขตบ้านพักทหาร เดินกลับไปก็แค่ครึ่งชั่วโมงกว่า ๆ เอง ไม่งั้นพวกเรากลับกันเองดีไหมครับ”
ลู่สืออวี๋เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง
“สหายเสิ่นข้อเท้าแพลงไม่ใช่เหรอ พวกนายสองคนพาสหายเสิ่นนั่งรถของเขตบ้านพักทหารไปสถานีอนามัยเถอะ จะได้ไม่ทิ้งอาการเรื้อรังเอาไว้”
ลู่สือหวยไม่ได้ยินคำตอบที่ตรงไปตรงมาจากพี่สาว สีหน้าจึงยังไม่ยอมแพ้
“แล้วพี่ล่ะครับ”
“รถคันเดียวจะนั่งกันหมดได้ยังไง”
ที่สำคัญกว่านั้นคือลู่สืออวี๋กำลังคิดอยู่ว่า จะจัดการลู่สือหวยกับลู่สือเหย่อย่างไรดี และถือโอกาสจัดการเสิ่นชางเสวี่ยไปพร้อมกันเสียเลย
เมื่อเห็นลู่สือหวยมองเธอด้วยสายตาเศร้าสร้อย ริมฝีปากขยับเหมือนกำลังจะหาข้ออ้างมาห้ามไม่ให้เธอนั่งรถของโจวซวี่ ลู่สืออวี๋ก็พูดขึ้นอย่างสงบนิ่ง
“อย่าคิดมาก ฉันแค่อาศัยรถไปด้วยเท่านั้น ถ้าใครในเขตบ้านพักทหารกล้าเอาเรื่องของฉันไปพูดมั่ว ๆ ฉันจะไปขอคำอธิบายจากหัวหน้าคณะเอง”
คำพูดที่ค้างอยู่เต็มลำคอของลู่สือหวยพลันพูดไม่ออก เมื่อถูกสายตาเย็นเฉียบของพี่สาวกวาดมอง เขาจึงได้แต่หงอยลง ก่อนจะประคองเสิ่นชางเสวี่ยขึ้นรถของเขตบ้านพักทหาร
หลังจากทั้งสามคนขึ้นรถตามกันไปแล้ว ลู่สืออวี๋ก็หันไปยิ้มให้ทหารใหม่สองคน
“รบกวนพวกคุณช่วยพาพวกเขาสามคนกลับเขตบ้านพักทหารด้วยนะ”
ทหารใหม่ทั้งสองรีบโบกมือเป็นพัลวัน
“ไม่รบกวนครับ ไม่รบกวน เป็นหน้าที่ของพวกผมอยู่แล้วครับ”
ความจริงเดิมทีพวกเขาก็ตั้งใจจะพาเสิ่นชางเสวี่ยกลับเขตบ้านพักทหารอยู่แล้ว เพื่อส่งเธอไปสถานีอนามัยให้หมอตรวจอาการบาดเจ็บ
แต่พอรถแล่นผ่านสามพี่น้องตระกูลลู่ เสิ่นชางเสวี่ยก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ กลับเรียกให้พวกเขาหยุดรถตรงข้างรถจี๊ปเสียอย่างนั้น
ลู่สืออวี๋ยืนมองรถของเขตบ้านพักทหารแล่นจากไปจนลับสายตา จากนั้นจึงเดินไปหยุดข้างรถจี๊ป เมื่อเห็นว่ามีของวางอยู่ตรงเบาะหลัง เธอก็เปิดประตูขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ พร้อมยกมือขึ้นคลึงหว่างคิ้วช้า ๆ
คนกลุ่มนั้นเพิ่งจากไปได้ไม่นาน ทหารที่ประจำการอยู่ตรงป้อมยามก็ถึงเวลาเปลี่ยนเวรพอดี
ระหว่างเดินกลับเขตบ้านพักทหาร พวกเขายืดแข้งยืดขาไปพลาง พูดคุยเรื่องที่คนซึ่งไม่ได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่รู้ไปพลาง
อากาศเริ่มหนาวลงทุกที ช่วงนี้ก็ไม่มีเรื่องสนุกอะไรให้พูดถึงมากนัก
ยิ่งก่อนหน้านี้เขตบ้านพักทหารเพิ่งเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น พวกเขาจึงไม่กล้าเอาความสัมพันธ์ของใครมาแต่งเติมส่งเดช ทำได้เพียงเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“พวกคุณรู้ไหม เมื่อกี้ผมเห็นอะไรมา เฮ้ย รู้จักรองผู้บังคับกองพันลู่ไหม คนที่หน้าตาดีที่สุดในเขตบ้านพักทหาร แถมปากร้ายที่สุดคนนั้นไง”
“เมื่อกี้เขาเพิ่งถูกคนตบไปหนึ่งฉาด! เดาสิว่าเกิดอะไรขึ้น เขาไม่โกรธ ไม่ด่าคนด้วยซ้ำ แถมยังยอมขอโทษแต่โดยดีอีก!”
“ผมจะโกหกพวกคุณไปทำไมล่ะ จุ๊ ๆ คนที่ตบเขาเหมือนจะเป็นพี่สาวของเขาเอง สวยก็สวยอยู่หรอก แต่ดุชะมัด ตบไปทีเดียว รองผู้บังคับกองพันลู่ก็ไม่กล้าเถียงสักคำ…”
***
บนรถจี๊ป โจวซวี่เหลือบมองลู่สืออวี๋จากหางตา เห็นสีหน้าของเธอเย็นชาจนแทบไร้อารมณ์ ดวงตาหรี่ลงอย่างอันตราย คล้ายกำลังคิดเรื่องบางอย่างอยู่
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะถามตรง ๆ
“คุณ เรื่องลู่สือจวินกับน้องชายอีกสองคน รวมถึงเสิ่นชางเสวี่ย…”
“ฉันรู้เรื่องนี้แล้ว”
โจวซวี่หันไปมองเธอด้วยความประหลาดใจ
“ลู่สือจวินเป็นคนบอกเองเหรอครับ”
ไม่น่าเป็นไปได้
ด้วยนิสัยของลู่สือจวิน เขาจะยอมเล่าเรื่องแบบนี้ให้พี่สาวฟังได้อย่างไร
ถ้าลู่สือจวินไม่พูด ลู่สือหวยกับลู่สือเหย่ที่ต่างก็เป็นคนเก็บตัวก็คงยิ่งไม่มีทางสารภาพออกมาเอง
ลู่สืออวี๋คงพอเดาได้ว่าเขากำลังจะพูดอะไร เธอจึงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วถามกลับ
“สือจวินกับผู้บังคับบัญชาสนิทกันดี ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ผู้บังคับบัญชาเคยใช้ฐานะพี่น้องห้ามเขา หรือใช้ตำแหน่งผู้บังคับกองพันออกคำสั่งเด็ดขาด ไม่ให้เขาไปยุ่งกับเสิ่นชางเสวี่ยบ้างไหม”
โจวซวี่ส่ายหน้า
ก่อนที่พี่สาวตระกูลลู่จะย้ายมาอยู่กับกองทัพในตงเป่ย ท่าทีของสามพี่น้องตระกูลลู่ที่มีต่อเสิ่นชางเสวี่ยแทบเรียกได้ว่าคลุ้มคลั่ง
พวกเขาถึงขั้นยอมฉีกหน้าทะเลาะกับพี่น้องแท้ ๆ เพียงเพื่อแย่งชิงเสิ่นชางเสวี่ย
บางครั้งโจวซวี่ทนมองต่อไปไม่ไหวจึงเอ่ยเตือนสักคำ แต่ลู่สือจวินไม่เคยเก็บไปใส่ใจ ยังคงรังแกน้องชายทั้งสองและเดินหน้าตามจีบเสิ่นชางเสวี่ยต่อไปเหมือนเดิม
สุดท้ายเขาจึงทำได้เพียงคอยรับงานจากหัวหน้าคณะ แล้วโยนงานทั้งหมดให้ลู่สือจวินจัดการ หวังให้ลู่สือจวินยุ่งอยู่กับงานสำคัญจนไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงเหลือไปก่อเรื่องวุ่นวายอีก
แต่ผลลัพธ์ก็พูดได้เพียงว่า ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเท่าไรนัก
ลู่สืออวี๋ใช้นิ้วม้วนเส้นผมขึ้นมาหนึ่งปอย เธอไม่ได้คิดจะปิดบังเรื่องนี้กับโจวซวี่
เพราะต่อไปหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา เธออาจยังต้องขอให้โจวซวี่ช่วยเหลือ
“ผู้บังคับบัญชาก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ สือจวิน สือหวย และสือเหย่ ทั้งสามคนหน้าตาดีมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยขาดคนมาชอบพวกเขาเลย”
“ถึงฐานะครอบครัวของเราจะไม่ได้ดีอะไร แต่ผู้หญิงที่ตามจีบพวกเขาอย่างเปิดเผยหรือแอบ ๆ ก็มีไม่น้อย”
“ผู้บังคับกองพันโจว ผู้บังคับบัญชาเองก็ผ่านช่วงวัยสิบกว่าปีมาแล้ว น่าจะรู้ดีว่าเด็กวัยนั้น โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย จะทั้งดื้อทั้งต่อต้านแค่ไหน”
โจวซวี่ตั้งใจขับรถ ขณะเดียวกันก็แบ่งสมาธิส่วนหนึ่งมาฟังเธออย่างจริงจัง
ลู่สืออวี๋พูดต่อด้วยน้ำเสียงเนิบช้า
“ในสามคนนี้ สือหวยสายตาสูงและเลือกมากที่สุด เขาไม่เคยคบใครจริงจังเลย”
“ส่วนสือเหย่ ถึงจะเป็นเด็กว่าง่าย แต่ก็หัวรั้นมาก ถ้าเขาตัดสินใจเรื่องอะไรไปแล้ว ต่อให้ใครมาพูดก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจ”
“ส่วนสือจวิน… ฉันตีเขาไปไม่น้อยเหมือนกัน ตอนแรกฉันได้คำพูดจากพ่อแม่ของอีกฝ่ายมา วันนั้นก็เลยเรียกลู่สือจวินมาบังคับให้เขาเลิกกับอีกฝ่าย คุณรู้ไหมว่าเขามีท่าทีอย่างไร”
โจวซวี่นึกถึงลู่สือจวินตอนเพิ่งเข้ากองทัพแล้วก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา
ตอนนั้นอารมณ์ของลู่สือจวินร้อนแรงกว่าตอนนี้เสียอีก เป็นเด็กหัวรั้นหัวแข็งเต็มตัว แม้แต่คำสั่งทหารก็ยังกล้าขัด ทุกวันไม่ถูกลงโทษ ก็อยู่ระหว่างทางไปถูกลงโทษ
โชคดีที่ตอนนั้นหัวหน้าหมู่ซึ่งรับผิดชอบดูแลพวกเขาเป็นคนใจเย็นและอดทนมาก
โจวซวี่ดึงสติกลับมา ก่อนจะพูดอย่างลังเล
“ถึงยังไงคุณก็เป็นพี่สาวแท้ ๆ ของเขา เขาไม่มีทางไม่ฟังคุณหรอกครับ”
เหมือนตอนนี้อย่างไรล่ะ
ลู่สืออวี๋หัวเราะเบา ๆ
“เด็กคนนั้นเจ้าเล่ห์จะตาย ต่อหน้าทำเป็นเชื่อฟัง ยอมเลิกกัน แต่ลับหลังก็ยังคบกันอยู่”
“ฉันตีเขาจนไม้หักไปตั้งสามท่อน ใช้ทั้งแผนเรียกคะแนนสงสาร ทั้งยกความผูกพันมาพูด แถมยังลากเขาไปคุกเข่าหน้าหลุมศพพ่อกับแม่ทั้งวัน เขาก็ยังกัดฟันทนผ่านมาได้หมด”
“ยิ่งเราห้าม เขาก็ยิ่งฮึด สุดท้ายเกือบถึงขั้นเรียนต่อไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“หลังจากนั้นฉันก็ไม่อยากยุ่งอีก ตั้งใจทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวของตัวเอง ผลเป็นยังไงรู้ไหม พอไม่มีใครคอยห้าม ไม่ถึงหนึ่งเดือน ลู่สือจวินก็เป็นฝ่ายไปเลิกกับอีกฝ่ายเอง”
โจวซวี่เข้าใจขึ้นมาทันที ที่พี่สาวตระกูลลู่ไม่ลงมือห้ามปรามด้วยตัวเอง ที่แท้ก็เพราะเคยมีประสบการณ์รับมือกับลู่สือจวินมาแล้ว
ภายนอกสามพี่น้องตระกูลลู่อาจดูเหมือนมีนิสัยแตกต่างกันไปคนละแบบ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาล้วนดื้อรั้นไม่แพ้กัน
แทนที่จะใช้ไม้แข็งบีบบังคับให้พวกเขาตัดขาดจากเสิ่นชางเสวี่ย สู้ค่อย ๆ พูดอ้อมและชักนำให้พวกเขาคลายความรู้สึกที่มีต่อเธอด้วยตัวเองจะดีกว่า
และต้องยอมรับว่า วิธีนี้ได้ผลกับลู่สือจวินไม่น้อย ช่วงนี้เขาไม่ได้ทะเลาะกับน้องชายทั้งสองจนถึงขั้นลงไม้ลงมือเพราะเรื่องเสิ่นชางเสวี่ยอีก
หลังจากนึกย้อนถึงเรื่องในอดีตจบ ลู่สืออวี๋ก็เหลือบมองโจวซวี่ที่กำลังตั้งใจขับรถ ดวงตาของเธอหรี่ลงเล็กน้อย
เสิ่นชางเสวี่ยจงใจขอความช่วยเหลือจากโจวซวี่ ไม่มีทางทำไปเพียงเพื่อยั่วโมโหลู่สือหวยกับลู่สือเหย่เท่านั้น
หากเธอจำไม่ผิด ในเขตบ้านพักทหารแห่งนี้ ผู้ชายที่ยังหนุ่มและมีความสามารถ นอกจากโจวซวี่แล้ว ไม่ว่าใครก็ตามที่ปรากฏอยู่ในนิยายล้วนตกหลุมรักนางเอก ซึ่งก็คือเสิ่นชางเสวี่ย
ทั้งคนที่มีครอบครัวแล้วและคนที่ยังไม่มีครอบครัว
ถึงขั้นยังมีคนหนึ่งอายุราวสี่สิบกว่า ลูกก็เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายแล้ว…
ลู่สืออวี๋กลับมาถึงบ้านชั้นเดียวพร้อมความคิดซับซ้อนเต็มท้อง ทันทีที่ก้าวเข้ามา เธอก็เห็นลู่สือหวยยกม้านั่งมานั่งหน้าประตู สีหน้าของเขาเคร่งขรึมราวกับกำลังรอสอบสวนใครอยู่
พอเห็นเธอ ลู่สือหวยก็ลุกพรวดขึ้น ยืนอึกอักอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยออกมา
“พี่ครับ ขอเงินผมหน่อยได้ไหมครับ”