บทที่ 7 : ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีวันได้ดี
แม้ลู่สืออวี๋จะยังไม่ทันเอ่ยปาก หญิงที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้ามอย่างเติ้งชุนไหลกลับหัวเราะทักขึ้นมาอย่างอารมณ์ดีเสียก่อน
“โอ้โห รองผู้บังคับกองพันลู่ นี่พี่สาวคุณใช่ไหม สวยจริง ๆ ด้วย พี่สาวลู่ ผักในแปลงหน้าบ้านคุณ ฉันปลูกไว้ตอนว่างไม่มีอะไรทำ เห็นว่าอากาศกำลังจะหนาวแล้ว ถึงเวลาต้องเก็บผักพวกนี้พอดี พวกคุณลองดูเถอะ ถ้าต้องการอะไรก็เด็ดไปได้เลย ไม่ต้องเกรงใจฉัน”
ลู่สือหวยย้ายมาอยู่ตงเป่ยได้พักใหญ่แล้ว แต่ไม่เคยเข้าครัวสักครั้งเดียว ยิ่งไม่อยากคลุกคลีกับภรรยาทหารในเขตบ้านพักทหารที่ว่างเมื่อไรก็จับกลุ่มนั่งคุยกันเมื่อนั้น เขาจึงกำลังจะตอบส่ง ๆ ไปให้พ้นเรื่อง ทว่าลู่สืออวี๋กลับยกยิ้มขึ้นเสียก่อน เธอมองสีหน้าของเติ้งชุนไหลอย่างละเอียด ราวกับเห็นความคิดที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดทุกคำ
“พี่พูดขนาดนี้แล้ว งั้นฉันคงไม่เกรงใจจริง ๆ ละค่ะ ไว้ทำกับข้าวที่บ้านเสร็จเมื่อไร พี่อย่าลืมแวะมากินด้วยกันนะคะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเติ้งชุนไหลแข็งค้างไปชั่วขณะ
เธอแค่พูดตามมารยาทเท่านั้นเอง ใครจะคิดว่าผู้หญิงบ้านลู่คนนี้จะถือเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมา?
มิน่าถึงได้ย้ายมาพึ่งน้องชายทั้งสามคนถึงตงเป่ย ไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย ไปอยู่ที่ไหนก็คงไม่มีวันได้ดี!
ยังไม่ทันผ่านไปหลายนาที ลู่สือเหย่ ลู่สือจวิน และโจวซวี่ก็ทยอยมาถึงบ้าน ลู่สือจวินร้อนจนเหงื่อท่วมตัว เขาเปิดประตูแล้วส่งกุญแจให้พี่สาว ก่อนจะหิ้วสัมภาระเข้าไปเก็บในบ้านชั้นเดียว
“พี่ ผมรู้ว่าพี่เป็นคนรักความสะอาด เมื่อวานพวกเราสามคนเลยช่วยกันทำความสะอาดบ้านตั้งแต่บนลงล่างอยู่พักใหญ่ แล้วก็ซื้อของมาเพิ่มอีกหลายอย่าง พี่ลองดูนะครับ ถ้ายังขาดอะไรบอกผมได้เลย เดี๋ยวผมไปซื้อที่สหกรณ์ทหารให้”
ลู่สืออวี๋รับคำเบา ๆ ก่อนเงยหน้ามองโจวซวี่ที่ยืนเงียบอยู่ตรงประตู เธอกล่าวขอบคุณเขาอีกครั้ง แล้วพูดด้วยสีหน้าติดจะเกรงใจ
“ผู้บังคับกองพันโจว ลำบากผู้บังคับกองพันโจวขับรถไปรับฉันถึงสถานีรถไฟแล้วนะคะ เดิมทีฉันควรเชิญคุณมากินข้าวที่บ้าน แต่วันนี้เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในเขตบ้านพักทหาร ข้าวของยังไม่ได้จัดเลย ค่อนข้างไม่สะดวกอยู่เหมือนกัน เอาอย่างนี้ก็แล้วกันค่ะ อีกไม่กี่วันก็ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว วันนั้นฉันจะให้ลู่สือจวินเชิญคุณมากินข้าวที่บ้าน พวกเราห้าคนจะได้กินข้าวพร้อมหน้ากัน”
โจวซวี่ฟังออกทันทีว่าเธอกำลังพูดเป็นนัยเพื่อส่งแขก เขาจึงไม่อยู่ต่อให้เสียเวลา
“ได้ครับ บ้านผมอยู่ข้าง ๆ นี่เอง ถ้ามีอะไรเคาะประตูเรียกผมได้เลยครับ”
ลู่สืออวี๋พยักหน้าเบา ๆ
“ลู่สือจวิน ยังไม่รีบไปส่งผู้บังคับกองพันโจวอีก”
ลู่สือจวินกำลังจะบอกว่า พี่ใหญ่ไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย อีกทั้งบ้านก็อยู่ติดกัน จะไปส่งหรือไม่ส่งก็ไม่ได้สำคัญอะไร แต่พอถูกพี่สาวปรายตามอง เขาก็ได้แต่ยกมือแตะจมูก ก่อนหมุนตัวเดินไปถึงประตูอย่างว่าง่าย
ทว่าเขายังไม่ทันเปิดปาก โจวซวี่ก็ยกมือขึ้นตบไหล่เขาเบา ๆ
“บ้านอยู่ข้างกันแค่นี้เอง ไม่ต้องไปส่งหรอก คุณอยู่คุยกับพี่สาวที่บ้านเถอะ คุยกันให้มากหน่อย กินข้าวเสร็จแล้วอย่าลืมมาหาผม ผมมีเรื่องสำคัญจะสั่งการ”
โจวซวี่ทิ้งรอยยิ้มอ่อนโยนไว้ให้ ก่อนเดินจากไป
ลู่สือจวินสนิทกับเขามานาน เพียงมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่า พี่ใหญ่กำลังจะสะสางบัญชีหมัดที่เขาปล่อยใส่บนรถจี๊ปเมื่อครู่นี้ หัวหนังศีรษะของเขาจึงชาวาบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เพื่อเปลี่ยนเรื่อง เขารีบหันไปพูดกับพี่สาว
“พี่ เตาเหล็กติดไฟแล้ว พี่หนาวไหมครับ ถ้าหนาวก็มานั่งข้างเตาเถอะครับ”
ลู่สือหวยยกม้านั่งไปวางข้างเตาเหล็ก แล้วส่งเสียงเร่งให้พี่สาวไปนั่งผิงไฟอีกครั้ง ส่วนลู่สือเหย่กำลังง่วนอยู่กับกล่องยาของตัวเอง สีหน้าจริงจังราวกับกำลังรักษาคนไข้ที่อาการหนัก
ลู่สืออวี๋กวาดตามองน้องชายทั้งสามคนทีละคน
ลู่สือจวินรีบปิดประตูจากด้านใน พอหันกลับมาก็สบเข้ากับสายตาของพี่สาวที่มองมาอย่างไม่ไว้ใจ เขาจึงทำหน้าบริสุทธิ์เหมือนไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ลู่สือหวยยังคงจัดม้านั่งให้เข้าที่ ส่วนลู่สือเหย่ก็ก้มหน้าก้มตาตรวจกล่องยาอย่างตั้งใจ
ใครจะคิดว่าในตอนจบ พวกเขาจะต้องตายด้วยกระสุนปืนกันหมด?
ลู่สืออวี๋สูดลมหายใจ ตั้งสติ แล้วเปิดห่อสัมภาระออกมา เธอหยิบผ้าพันคอสามผืนออกมาแจกให้น้องชายทีละคน
“นี่ ของลู่สือจวินเป็นสีฟ้า ลู่สือหวยชอบแบบลายตาราง ส่วนผืนสีน้ำตาลเป็นของลู่สือเหย่”
ลู่สือจวินรับผ้าพันคอเนื้อนุ่มไปคล้องคออย่างลวก ๆ ก่อนถามขึ้นมาอย่างไม่อ้อมค้อม
“พี่ เรื่องที่พี่ลาออกจากงานแล้วก็หย่าร้างมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ พี่โดนรังแกมาหรือเปล่า?”
ลู่สือหวยกำลังคิดอยู่ว่าควรจับคู่ผ้าพันคอกับเสื้อสีอะไร และพันแบบไหนถึงจะดูดี พอได้ยินคำถามนั้นก็ลืมเรื่องผ้าพันคอไปทันที เขาเงยหน้ามองพี่สาว
ลู่สือเหย่กล่าวขอบคุณพี่อย่างว่าง่าย จากนั้นพับผ้าพันคอสี น้ำตาลอย่างเรียบร้อย แต่หัวคิ้วก็ขมวดเข้าหากัน เขาหันไปมองพี่สาวเงียบ ๆ เพื่อรอฟังคำตอบเช่นกัน
ลู่สืออวี๋ถอดเสื้อไหมพรมแบบคลุมไหล่สีขาวออก วางไว้บนม้านั่ง แล้วตอบอย่างสงบนิ่ง
“ก็ไม่มีอะไรมาก ฉันจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ในที่สุดครอบครัวเราก็ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน อย่าพูดถึงเรื่องอัปมงคลพวกนั้นเลย ลู่สือจวิน พวกนายสามคนไปซื้อเป็ดที่สหกรณ์ทหารมาสักตัว ตอนกลับมาเด็ดต้นหอม ต้นกระเทียม แล้วก็กุยช่ายที่หน้าบ้านมาด้วย ฉันเอาพริก กุ้งแห้งตัวเล็ก แล้วก็เนื้อหมักมา เดี๋ยวจะผัดเนื้อเป็ด ทำเนื้อหมักผัดต้นกระเทียม ผัดกุยช่ายใส่กุ้งแห้ง แล้วก็เจียวไข่ใส่ต้นหอม”
ลู่สือจวินเกาศีรษะอย่างไม่แน่ใจ
“เอ๊ะ แบบนั้นจะดีเหรอครับ ผักหน้าบ้านเป็นของพี่สะใภ้เติ้งปลูกไว้นะครับ ถ้าอย่างนั้นผมไปซื้อที่สหกรณ์ทหารทั้งหมดก็ได้ ที่นั่นมีคนหนึ่งเคยเป็นทหารใต้บังคับบัญชาผม หลังจากนั้นย้ายไปอยู่แผนกพลาธิการแล้ว ผมซื้อเป็ดสักตัว แล้วให้เขาแถมต้นหอมมาให้สักสองต้นก็ได้ครับ”
ลู่สืออวี๋เหลือบมองเขา
“ตามใจ แต่ตอนกลับมาต้องเด็ดผักมาด้วย”
เดิมทีลู่สือจวินยังคิดจะถามว่าทำไม แต่พอถูกพี่สาวปรายตามองอีกครั้ง เขาก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา ได้แต่พาน้องชายที่เป็นเจ้าคนซวยอีกสองคนออกจากบ้านไปอย่างห่อเหี่ยว
ทันทีที่เดินพ้นประตูบ้าน ทั้งสามคนก็พร้อมใจกันทำหน้าตึง ไม่สนใจอีกสองคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ ต่างคนต่างก้มหน้ามุ่งไปยังสหกรณ์ทหาร
ลู่สือจวินเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี ระหว่างทางจึงมีคนทักทายเขาเป็นระยะ
“ผ้าพันคอเหรอ? ฮ่า ๆ พี่สาวผมถักให้เอง เข้าท่าไหมล่ะ?”
“พี่สาวผมมาแล้วเหรอ อยากไปดูไหม? ไม่ได้หรอก พี่สาวผมไม่ใช่ลิงในคณะละครสัตว์ จะได้พาไปให้ดูตามใจชอบ ไปไกล ๆ เลย!”
ลู่สือหวยยังครุ่นคิดถึงเรื่องการหย่าร้างของพี่สาวอยู่ พอได้ยินลู่สือจวินทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งยังใช้สำเนียงบ้านนอกฟังไม่น่ารื่นหูคุยโวเรื่องผ้าพันคอกับคนที่บังเอิญพบระหว่างทาง สีหน้าของเขาก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นเรื่อย ๆ
ลู่สือจวินเอาหน้ามาจากไหนถึงยังกล้าตีเขาอีก?
ตอนอายุสิบหก ลู่สือจวินก็เข้ากองทัพ จากนั้นหายหน้าไปหลายปี เขาเอาแต่ส่งเงินกลับบ้าน ไม่เคยโทรศัพท์กลับมาแม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่ช่วงตรุษจีนก็ยังไม่กลับบ้าน จนกระทั่งวันที่พี่สาวแต่งงาน เขาถึงได้กลับไปเพียงครั้งเดียว แต่ยังไม่ทันอยู่ครบชั่วโมงก็รีบร้อนขึ้นรถไฟจากไปอีก
ถ้าจะพูดถึงคนที่ไม่ใส่ใจพี่สาวที่สุด ลู่สือจวินก็ต้องเป็นคนแรกแน่นอน!
ทางด้านลู่สืออวี๋เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่หนาขึ้น แล้วเข้าไปก่อไฟในครัว เมื่อเห็นหม้อกับทัพพีบนเตายังใหม่เอี่ยม เธอก็รู้ทันทีว่าน้องชายทั้งสามไม่เคยเข้าครัวมาก่อนเลย
ในครัวมีปล่องควันเชื่อมต่อกับเตียงคังในบ้าน อีกด้านหนึ่งเป็นห้องอาบน้ำที่ก่อผนังไว้เพียงครึ่งเดียว ลู่สืออวี๋เคยได้ยินลู่สือจวินเล่าว่า ทางตงเป่ยผู้คนมักไปอาบน้ำที่โรงอาบน้ำรวม บ้านชั้นเดียวแต่ละหลังจึงไม่มีห้องสำหรับอาบน้ำโดยเฉพาะ
ห้องอาบน้ำที่สร้างค้างอยู่นี้เห็นได้ชัดว่า หลังจากลู่สือจวินได้รับโทรศัพท์เมื่อสามวันก่อน เขาคงรีบทำเรื่องขอให้คนมาสร้างให้เป็นการชั่วคราว
ลู่สืออวี๋มองอยู่นาน ก่อนจะเผลอยิ้มออกมา
อย่างน้อยก็ยังรู้จักใส่ใจอยู่บ้าง
เสียงของลู่สือจวินดังมาจากหน้าประตูอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“พี่สะใภ้เติ้ง ผมลืมซื้อกุยช่าย ที่บ้านกำลังจะใช้ ขอตัดจากแปลงพี่มาสักกำหนึ่งนะครับ”
เวลาเดียวกันนั้นเอง ลู่สือหวยกับลู่สือเหย่ก็ผลักประตูเข้ามาในบ้าน คนหนึ่งถือเนื้อเข้ามาอย่างละชิ้น
ลู่สือจวินพูดต่อโดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย
“โอ๊ย พี่สะใภ้เติ้งใจดีเกินไปแล้ว ยังบอกว่าจะยกผักทั้งแปลงให้ผมด้วย ผมจะกินหมดได้ยังไงกัน พี่ ดูหน่อยว่ากุยช่ายแค่นี้พอไหม ถ้าไม่พอผมออกไปตัดเพิ่มก็ได้ พี่สะใภ้เติ้งบอกแล้วนี่ครับว่าเด็ดได้ตามสบาย”
ลู่สืออวี๋ ลู่สือหวย และลู่สือเหย่ต่างนิ่งงันไปพร้อมกัน
“…”
ลู่สือหวยเริ่มสงสัยขึ้นมาจริง ๆ ว่าลู่สือจวินฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือเปล่า