“เธอห้ามไปนะ! อธิบายมาให้ชัดเดี๋ยวนี้”
จางลี่ลี่เบิกตากว้าง รู้สึกว่าตัวเองถูกเสิ่นหวายชูด่า จึงคว้าข้อมือเธอเอาไว้แน่น เล็บจิกลงไปแรงๆ สายตาเต็มไปด้วยการคาดคั้น
เสิ่นหวายชูขมวดคิ้วนิดๆ มองเล็บที่แทบจะจิกเข้าเนื้อบนข้อมือ สีหน้าเริ่มหมดความอดทน มืออีกข้างที่ว่างอยู่คว้าท่อนแขนของจางลี่ลี่แล้วบิดอย่างแรง
“อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องแหลมบาดหูดังขึ้นแทบทำให้แก้วหูของเสิ่นหวายชูสั่น เธอยกมือขึ้นลูบหูเบาๆ ก่อนจะถอยห่างจากอีกฝ่ายทันที
เมื่อได้ยินเสียงร้อง พี่สะใภ้จางที่กำลังกระชากผมคนอื่นอยู่ก็รีบพุ่งเข้ามา ดวงตาสามเหลี่ยมเล็กๆ ฉายแววดุร้าย
หล่อนกระชากกระเป๋าเล็กที่เสิ่นหวายชูสะพายอยู่ ก่อนจะตวัดฝ่ามือใหญ่ราวพัดเข้ามาเต็มแรง ลมแรงพัดวูบตามฝ่ามือนั้น
หล่อนจะทำลายใบสมัครให้ได้ จะได้ดูสิว่าเสิ่นหวายชูยังจะไปสอบได้อีกไหม
สีหน้าของเสิ่นหวายชูเย็นลง รีบหลบอย่างรวดเร็ว ทำให้ฝ่ามือนั้นฟาดอากาศเปล่า
“ยังกล้าหลบอีก!”
พี่สะใภ้จางยิ่งเดือดจัด ลมหายใจพ่นฟึดฟัด ก่อนตบเข้ามาอีกครั้งแรงกว่าเดิม
เสิ่นหวายชูยกเท้าเหยียบหลังเท้าอีกฝ่ายเต็มแรง ฉวยจังหวะที่หล่อนร้องเจ็บ คว้าตัวจางลี่ลี่มาบังไว้ด้านหน้า
สถานการณ์ตรงนั้นพลันวุ่นวายขึ้นทันที
พี่สะใภ้จางกัดฟันกรอด มีจางลี่ลี่ยืนขวางอยู่ หล่อนจึงแตะต้องเสิ่นหวายชูไม่ได้เลยแม้แต่นิ้วเดียว
หล่อนหอบหายใจแรงด้วยความโมโห แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับใบสมัครที่ตกอยู่ข้างเท้าเสิ่นหวายชู
ดวงตาเป็นประกายวาบ ความคิดร้ายผุดขึ้นในใจ ฉวยโอกาสตอนชุลมุนฉีกใบสมัครนั้นจนเละ
“พอได้แล้ว! เขตบ้านพักไม่ใช่ที่ให้พวกเธอมาทะเลาะกัน!”
เซียวหงอวี้ที่รีบมาถึงหลังได้ข่าว เห็นภาพตรงหน้าก็โกรธจนแทบระเบิด เสียงตวาดเปี่ยมอำนาจดังขึ้น ทำเอาทุกคนสะดุ้ง หยุดมือกันโดยไม่รู้ตัว
รอบด้านเงียบกริบ เงียบเสียจนได้ยินแม้เสียงเข็มตก
“พี่สะใภ้หงอวี้ เรื่องนี้โทษพวกเราไม่ได้นะ
ถ้าไม่ใช่เพราะเสิ่นหวายชูคิดใช้เส้นเข้าคณะศิลปะการแสดง ทุกคนก็คงไม่ทะเลาะกันแบบนี้
โชคดีที่ใบสมัครของเธอพังแล้ว แบบนี้ก็สอบเข้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ไม่ได้ ถือว่าให้โอกาสทุกคนอย่างยุติธรรม”
พี่สะใภ้จางชิงฟ้องก่อน พลางปรายตามองเศษกระดาษบนพื้นอย่างได้ใจ
เซียวหงอวี้จึงหันไปมองเสิ่นหวายชูด้วยสายตาแฝงความกังวล
ใบสมัครมีคนละใบเดียว ถ้าพัง ก็ไม่มีสิทธิ์สอบอีกแล้ว
เสิ่นหวายชูส่ายหน้าเบาๆ ส่งสายตาให้เธอวางใจ
“เธอแน่ใจเหรอว่าใบสมัครใบนั้นเป็นของฉัน?”
เสิ่นหวายชูไม่ได้แม้แต่จะเงยตา ก่อนจะค่อยๆ หยิบใบสมัครของตัวเองออกมาจากกระเป๋าเล็กข้างตัว
พี่สะใภ้จางตาค้าง
ถ้าใบสมัครของเสิ่นหวายชูยังอยู่ แล้วเมื่อกี้หล่อนฉีกของใครกัน?
ลางร้ายพลันผุดขึ้นในใจ
และแน่นอน วินาทีต่อมา เสียงร้องตกใจของจางลี่ลี่ก็ดังขึ้น
“อ๊า! ใบสมัครของฉันหายไป!”
หน้าของพี่สะใภ้จางซีดเผือดทันที รีบก้มเก็บเศษกระดาษขึ้นมา
บนกระดาษสีขาวเรียบลื่นนั้น ชื่อ “จางลี่ลี่” ปรากฏชัดเต็มตา
เสิ่นหวายชูยิ้มจนดวงตาโค้งงอ เสียงนุ่มหวานดังช้าๆ
“น่าเสียดายนะ ใบสมัครเขาไม่ออกใหม่ให้
คนที่หมดสิทธิ์สอบ… ดูท่าจะไม่ใช่ฉันแล้วล่ะ”
เซียวหงอวี้หลุดหัวเราะเบาๆ ส่ายหน้าอย่างเอ็นดู แต่ในใจก็ถอนหายใจโล่งอก
นิสัยของเด็กคนนี้คล้ายอวิ๋นเชินจริงๆ ทั้งคู่ต่างเป็นคนที่ใครทำอะไรไว้ก็ต้องเอาคืน ถึงว่าหัวหน้าหลินถึงพูดอยู่บ่อยๆ ว่าสองคนนี้เหมือนคู่สามีภรรยากันจริงๆ
“เสิ่นหวายชู! เธอใช่ไหมที่เล่นสกปรก!
เธอกลัวว่าลี่ลี่จะทำได้ดีกว่า เลยจงใจทำลายใบสมัครของเธอ!”
มือที่พี่สะใภ้จางชี้มาสั่นระริก รู้สึกราวกับยกหินทับเท้าตัวเอง
“คนที่ทำลายใบสมัครก็คือเธอเอง
ปากก็บอกว่าจางลี่ลี่ดีแค่ไหน รักเหมือนน้องแท้ๆ
แต่ลับหลังกลับด่าว่าเธอเป็นพวกกินฟรี อยากรีบจับแต่งงานออกไปเต็มที
เธอกลัวว่าถ้าจางลี่ลี่สอบเข้าคณะศิลปะการแสดงได้ สถานะในบ้านจะสูงกว่าเธอ เลยฉีกใบสมัครเสียเอง แล้วโยนความผิดมาให้ฉัน แบบนี้เธอก็จะไม่โดนเกลียดไงล่ะ”
ทุกประโยคที่เสิ่นหวายชูพูด สีหน้าของพี่สะใภ้จางก็ยิ่งซีดลงเรื่อยๆ
หล่อนรำคาญน้องสามีที่เอาแต่กินฟรีก็จริง แต่ไม่ได้คิดจะทำลายอนาคตอีกฝ่ายเสียหน่อย!
“ไร้สาระ! ฉันตั้งใจจะฉีกใบสมัครของเธอต่างหาก ใครจะรู้ว่าโดนยัยแพศยาอย่างเธอเล่นงานกลับ!”
คำแก้ตัวที่หลุดออกมา กลับยิ่งทำให้คนรอบข้างดูแคลนหนักกว่าเดิม
ปากบอกอยากได้ความยุติธรรม เกลียดคนใช้เส้น แต่ลับหลังกลับฉีกใบสมัครคนอื่น ทำลายอนาคตคนอื่น ช่างไร้ยางอายจริงๆ
“ไม่ใช่นะ ฉันไม่ได้จะฉีกของลี่ลี่ ฉัน…”
พี่สะใภ้จางลนลานจนแทบพูดไม่ออก รู้สึกว่าสายตาที่ทุกคนมองมานั้นบาดแทงเหลือเกิน ยิ่งอธิบายก็ยิ่งมั่ว
จางลี่ลี่จ้องพี่สะใภ้ด้วยความเคียดแค้น
ตอนนี้ทั้งชื่อเสียงก็พัง สิทธิ์สอบก็หมด หล่อนเกลียดผู้หญิงคนนี้จนแทบบ้า
“ฉันจะให้พี่ชายหย่ากับเธอ!”
ทิ้งประโยคนั้นไว้ จางลี่ลี่ก็ร้องไห้วิ่งหนีไป
“ลี่ลี่ ฟังฉันอธิบายก่อน!”
พี่สะใภ้จางหน้าถอดสี รีบวิ่งตามทันที ไม่มีใจจะหาเรื่องเสิ่นหวายชูอีกแล้ว
เมื่อคู่กรณีไปหมด เรื่องสนุกก็จบลง
เสิ่นหวายชูกำลังรีบไปส่งใบสมัคร จึงทักเซียวหงอวี้สองคำแล้วจากมา
หน้าคณะศิลปะการแสดง
หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมรับใบสมัครจากเสิ่นหวายชู พอเหลือบเห็นชื่อด้านบน สีหน้าที่เรียบเฉยก็ไหววูบเล็กน้อย ก่อนมองเธออย่างมีนัย
แต่เสิ่นหวายชูไม่ได้สังเกตเรื่องเล็กน้อยนี้
ส่งใบสมัครเสร็จก็ใกล้วันสอบแล้ว เธอต้องรีบอ่านเนื้อหาที่อาจออกสอบให้เข้าใจทั้งหมด
หลังร่างของเสิ่นหวายชูหายลับไป หญิงวัยกลางคนที่นั่งหลังโต๊ะก็พับใบสมัครนั้นทันที ก่อนโยนลงถังขยะข้างเท้าที่เต็มไปด้วยเศษกระดาษอย่างไม่ใส่ใจ
จากนั้นจึงหันไปพูดกับมู่ซีที่เพิ่งเดินเข้ามา
“ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย”
มู่ซียกยิ้ม ก่อนยัดกล่องเล็กงดงามใส่มือหญิงคนนั้น พลางพูดเอาใจ
“คุณแม่ฉันเมื่อวานยังพูดถึงคุณป้าอยู่เลยค่ะ
คืนนี้พาคุณลุงกับลูกพี่ลูกน้องมาทานข้าวที่บ้านกันนะคะ”
สีหน้าหญิงวัยกลางคนอ่อนลงไม่น้อย เก็บกล่องเล็กไว้ ก่อนตอบรับคำเชิญของมู่ซีโดยปริยาย
หลังส่งใบสมัครเสร็จ ระหว่างกลับเขตบ้านพัก เสิ่นหวายชูบังเอิญผ่านหน้าทางเข้าค่ายทหาร
จางเหล่ยที่กำลังเข้าเวรยามอยู่จึงร้องเรียกเธอ
“พี่สะใภ้ครับ ตรงนี้มีจดหมายของพี่ บุรุษไปรษณีย์เอามาส่งตั้งหลายวันแล้ว”
เสิ่นหวายชูยิ้มรับจดหมาย พลางกล่าวขอบคุณ
พอเห็นคำว่า “หมู่บ้านหงซิง” บนหน้าซอง เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก นึกว่าเป็นสองผัวเมียบ้านนั้นมีเรื่องอะไรจะหาเธอ จึงเปิดอ่านทันที
แต่พอเห็นลายมือที่ไม่คุ้นตา เธอก็เริ่มขมวดคิ้ว สีหน้าค่อยๆ เย็นลง
อ่านจนจบ เสิ่นหวายชูถึงกับหัวเราะเยาะออกมา
ตระกูลเสิ่นกำลังคิดเล่นกลอะไรอีกกันแน่ ถึงได้เขียนจดหมายมาขอคืนดี
ทั้งฉบับเต็มไปด้วยคำพูดว่าคิดถึงเธอมากแค่ไหน เสียใจกับสิ่งที่เคยทำเพียงใด
แต่เสิ่นหวายชูไม่เชื่อสักคำ
หมามันไม่มีวันเลิกกินขี้
ที่พวกเขายอมอ่อนข้อ ก็เพราะยังเห็นว่าเธอมีประโยชน์ให้หาผลประโยชน์ได้อีกเท่านั้น
เสิ่นหวายชูจึงอ่านจดหมายฉบับนี้ราวกับอ่านเรื่องตลกเท่านั้นเอง