ขณะเดียวกัน ทางฝั่งตระกูลเสิ่นที่หมู่บ้านหงซิงกลับนั่งไม่ติดกันทั้งบ้าน
ทุกครั้งที่บุรุษไปรษณีย์เดินผ่านหน้าประตู พวกเขาต้องรีบวิ่งออกไปดักถาม ว่ามีจดหมายส่งมาจากเขตกองทัพหรือไม่
“แม่ นี่มันกี่วันแล้วนะ ตามปกติเสิ่นหวายชูน่าจะได้รับจดหมายแล้วสิ ทำไมยังไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย”
เสิ่นซือหมิงนั่งลงแล้วลุกขึ้นอีก อารมณ์ยิ่งนานยิ่งหงุดหงิด
แม่เสิ่นแค่นเสียงเย็น
“ยัยตัวดีนั่นกำลังวางท่าใส่พวกเราอยู่”
หล่อนเป็นฝ่ายอ่อนข้อก่อนแล้ว แต่เสิ่นหวายชูกลับไม่ยอมลงตามขั้นเสียที เห็นชัดเลยว่าพอปีกกล้า ก็คิดจะสลัดพวกเขาทิ้ง
“แล้วค่าสินสอดของผมจะเอายังไง?”
เสิ่นซือหมิงหน้าเครียด เขาอุตส่าห์ตื๊อจนซิ่วซิ่วยอมแต่งงานด้วย แต่ที่บ้านกลับไม่มีเงินค่าสินสอด
เพราะเงินที่แม่เสิ่นหลอกเอามาจากเสิ่นหวายชูก่อนหน้านี้ ถูกใช้รักษาอาการบาดเจ็บของเขาหมดแล้ว ไม่เหลือสักแดง
ก็ไม่รู้ไอ้สารเลวตัวไหน มาดักเอากระสอบคลุมหัวเขาตอนกลางคืนแล้วซ้อมเสียยับ จนสิบกว่าวันยังลุกจากเตียงไม่ได้
แม่เสิ่นหน้าบึ้งทันที
“เสิ่นหวายชูกินของบ้านเสิ่น โตมากับบ้านเสิ่น ตอนนี้น้องชายจะแต่งงาน ค่าสินสอดก็ต้องเป็นพี่สาวอย่างมันออกสิ
ถ้ามันไม่ยอมส่งเงินมา พวกเราก็ไปอาละวาดที่เขตกองทัพ ให้ทุกคนได้เห็นว่าเสิ่นหวายชูเป็นลูกอกตัญญูแค่ไหน!”
อย่างไรลู่อวิ๋นเชินก็เป็นถึงผู้บังคับการระดับหัวหน้า คงไม่กล้าไม่สนใจหน้าตาตัวเอง
ดวงตาหยีเล็กของแม่เสิ่นเป็นประกายเจ้าเล่ห์
“ส่งจดหมายไปอีกฉบับ ถ้ามันยังไม่ยอมส่งเงินมา ก็อย่าหาว่าแม่อย่างฉันไม่เห็นแก่สายเลือด!”
อีกด้านหนึ่ง เซี่ยถังเพิ่งจัดการงานในมือเสร็จ จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการส่งใบสมัคร
เธอให้ลูกน้องเอาใบสมัครทั้งหมดมา แล้วเปิดดูทีละใบ
แต่พลิกจนใบสุดท้าย ก็ยังไม่เห็นชื่อเสิ่นหวายชู
“นี่คือใบสมัครทั้งหมดแล้วเหรอ?”
เธอขมวดคิ้วถาม
“ใช่ค่ะ คนที่มีคุณสมบัติก็มีเท่านี้ แต่ละคนก็ดีมากนะคะ
โดยเฉพาะมู่ซี เดิมทีเป็นตัวท็อปของฝ่ายนาฏศิลป์ ตอนนี้อยากย้ายมาฝ่ายประชาสัมพันธ์ รองหัวหน้าคณะเลยเป็นคนเขียนจดหมายแนะนำให้เอง
แล้วก็เสิ่นอวี้จูคนนี้ก็ดีเหมือนกัน บทความเคยลงหนังสือพิมพ์ ถือเป็นต้นกล้าที่น่าจับตามองค่ะ”
เซี่ยถังไม่เชื่อว่าเสิ่นหวายชูจะโกหกเธอ จึงหยิบใบสมัครขึ้นมาไล่ดูอีกรอบ แต่ก็ยังไม่เจออยู่ดี
“หัวหน้าคะ หาคนรู้จักอยู่หรือเปล่า?”
ทหารหญิงเกาหัวอย่างงุนงง หรือในบรรดาคนสมัครพวกนี้จะมีคนที่หัวหน้ารู้จัก
เซี่ยถังส่ายหน้า แม้ในใจจะรู้สึกเสียดาย แต่ก็ยังเคารพการตัดสินใจของเสิ่นหวายชู
“ไม่มีอะไร เธอไปทำงานของตัวเองต่อเถอะ”
………
นับตั้งแต่คืนที่ลู่อวิ๋นเชินพูดเปิดใจ เสิ่นหวายชูก็เอาแต่หลบหน้าเขามาสองวันเต็ม
ตอนแรกเขายังอดทนได้ เพราะไม่อยากบีบเธอมากเกินไป
แต่สุดท้าย เขาก็ประเมินตัวเองสูงไป
แค่สองวัน เขาก็ทนไม่ไหว จนต้องมายืนดักเธอไว้หน้าห้อง
“คิดได้หรือยัง?”
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังขึ้น ดวงตาคมจับจ้องนัยน์ตางดงามพราวน้ำของหญิงสาวอย่างร้อนแรง
เสิ่นหวายชูกลืนน้ำลายเงียบๆ ไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ รีบเปลี่ยนเรื่องอย่างฝืดเฝื่อน
“ฉันยังต้องไปทายาให้เสี่ยวเป่า…”
“ทาเสร็จแล้ว”
ชายหนุ่มตัดบททันที ดวงตาหงส์ลึกล้ำฉายแววครอบครองบ้าคลั่ง ไม่เปิดโอกาสให้เธอหลบหนี
แม้ลู่อวิ๋นเชินจะดูเย็นชาและห่างเหิน แต่โดยเนื้อแท้แล้ว เขาเป็นคนแข็งกร้าว และกับคนหรือสิ่งสำคัญ เขามีความเป็นเจ้าของสูงมาก
ถูกอีกฝ่ายรุกไล่ทีละก้าว เสิ่นหวายชูก็เริ่มตั้งรับไม่ไหว
ใบหน้าสวยเย้ายวนแดงระเรื่อ ฟันขาวกัดริมฝีปากแน่น
“ให้เวลาฉันอีกสามเดือน… ไม่สิ สามวัน…”
จากสามเดือนกลับกลายเป็นสามวัน ภายใต้สายตาลึกล้ำของลู่อวิ๋นเชิน
ทันทีที่พูดจบ เสิ่นหวายชูก็หลับตาแน่น
เธอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมถึงยอมอ่อนข้อได้ง่ายขนาดนี้
แต่สามวันก็ดีเหมือนกัน
ยิ่งยืดเวลาออกไป ใจเธอก็ยิ่งสับสน
“ได้ สามวัน
สามวันหลังจากนี้ ผมหวังว่าจะได้คำตอบที่น่าพอใจ”
ลู่อวิ๋นเชินตอบตกลงทันที แววเย็นชาบนใบหน้าคลายลงไม่น้อย
แค่สามวัน เขารอได้
จนกระทั่งร่างสูงของชายหนุ่มค่อยๆ เดินจากไป เสิ่นหวายชูถึงได้ถอนหายใจยาว
บางที… เธอคงต้องคิดเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขาให้ดีจริงๆ แล้ว
เสิ่นหวายชูไม่ใช่คนประเภทอ้อมค้อม เพียงแต่ตอนนี้เธอยังคิดไม่ตก ภายในใจเลยยุ่งเหยิงไปหมด
บางที ถ้าได้สงบสติอารมณ์ดีๆ เธออาจได้คำตอบที่ต้องการก็ได้
…………
บ้านตระกูลฉิน
เสิ่นอวี้จูได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นตอนกลางวัน ก็อัดอั้นจนแน่นอก
พวกโง่ไร้ประโยชน์ทั้งนั้น!
เธอส่งโอกาสให้ถึงมือแท้ๆ แต่กลับคว้าไว้ไม่ได้ ปล่อยให้เสิ่นหวายชูหลบไปได้อีก
พี่สะใภ้จางทำให้จางลี่ลี่หมดสิทธิ์สอบเข้าคณะศิลปะการแสดง จนคนตระกูลจางไม่พอใจ ตอนนี้อยู่ในบ้านก็แทบไม่กล้าหายใจแรง จะเอาที่ไหนไปหาเรื่องเสิ่นหวายชูอีก
ทางฝั่งย่าแก่หลี่เองก็เงียบกริบ ต่อให้เสิ่นอวี้จูอยากไปหา ก็หาไม่ได้
ตอนนี้ใบสมัครก็ส่งไปหมดแล้ว เธอคงต้องคิดหาทางอื่นแทน
ขณะที่กำลังจมอยู่ในความคิด ประตูก็เปิดผางออก
ฉินเฟิงพาฝาแฝดชายหญิงกลับเข้ามา
พอเห็นในบ้านไม่มีแม้แต่อาหารร้อนๆ แม้แต่ลูกก็ไม่มีคนไปรับ แววไม่พอใจก็ฉายผ่านดวงตาของเขา
ชายหนุ่มไม่พูดอะไร หยิบกล่องข้าวแล้วเดินออกไปอีกครั้ง
“แม่คะ คุณครูบอกว่าหนูกับพี่ชายเขียนเรียงความดีมาก จะส่งพวกเราไปแข่งระดับอำเภอด้วย”
ฉินหว่านรั่วเขย่าแขนเสิ่นอวี้จูพลางออดอ้อน ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ถ้าชนะการแข่งขันได้ ดูสิว่าคนพวกนั้นจะยังกล้าพูดว่าเธอสู้เสี่ยวเป่าไม่ได้อีกไหม
“คราวนี้ พวกเธอห้ามทำให้แม่ผิดหวังนะ”
สีหน้าของเสิ่นอวี้จูดีขึ้นไม่น้อย แต่ยังติดใจกับเรื่องครั้งก่อนอยู่
“ตั้งแต่เด็ก แม่ก็โดนเสิ่นหวายชูกดหัวมาตลอด ถูกเธอรังแกไม่น้อย
เพื่อแม่แล้ว พวกเธอต้องห้ามแพ้เสี่ยวเป่าเด็ดขาด ห้ามทำให้แม่เสียหน้า”
ทั้งที่เธอเป็นลูกสาวคนโตของตระกูลเสิ่นแท้ๆ แต่สุดท้ายคู่หมั้นของตระกูลฉินกลับตกเป็นของเสิ่นหวายชู
เมื่อนึกถึงชาติที่แล้ว ที่ตัวเองต้องตายเดียวดายในห้องเช่าโทรมๆ ขณะที่เสิ่นหวายชูกลับแย่งทุกอย่างที่ควรเป็นของเธอไป กลายเป็นภรรยาท่านผู้นำที่ใครๆ ต่างอิจฉา
ความแค้นในใจเสิ่นอวี้จูก็ยิ่งฝังลึก
“พูดเรื่องพวกนี้ต่อหน้าลูกทำไม?”
ฉินเฟิงยืนถือกล่องข้าวอยู่หน้าประตู ได้ยินบทสนทนาของแม่ลูกทั้งสามเต็มหู
คิ้วตรงเข้มขมวดแน่น
เสิ่นอวี้จูใจสะดุ้ง
ต่อหน้าฉินเฟิง เธอรักษาภาพลักษณ์ว่าเข้ากับเสิ่นหวายชูได้มาตลอด
เพราะเรื่องสลับคู่แต่งงานในตอนนั้น ก็ทำให้ฉินเฟิงเริ่มสงสัยเธออยู่แล้ว
พอนึกถึงเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลทหารครั้งก่อน เสิ่นอวี้จูก็รู้สึกราวกับมีหนามทิ่มแทงอยู่ในใจตลอดเวลา
คอยเตือนว่า… ฉินเฟิงอาจไม่เคยลืมเสิ่นหวายชูเลย
เธอขยับริมฝีปากอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ยังไม่ทันเอ่ย ฉินเฟิงก็ขัดขึ้นก่อน
“เรื่องในอดีต ต่อไปอย่าพูดอีกเลย
พวกเธอก็เป็นคนตระกูลเสิ่นเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเอาชนะเธอทุกเรื่อง”
พูดจบ เขาก็วางกล่องข้าวลง ก่อนพาฝาแฝดกลับเข้าห้อง
ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังเย็นชาที่ทำเอาเสิ่นอวี้จูแทบกระอักเลือดด้วยความโกรธ