________________________________________
ท่ามกลางหยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันของแม่เจียง เจียงซานเริ่มเล่าเรื่องต่อ:
“ผมอยู่ที่ซูเป่ยมาเต็มๆ 6 ปี”
“ช่วงแรกๆ ก็ทำแต่งานซ้ำซากจำเจทุกวันเพื่อเก็บแต้มงาน... ในหัวไม่มีความคิดเรื่องอื่นเลยนอกจากจะทำยังไงให้ท้องอิ่ม จนกระทั่งครึ่งปีผ่านไป ที่จุดพักปัญญาชนอาสาของเราก็มีคนคนหนึ่งย้ายเข้ามา... เขาเป็น นักแปล”
พอได้ยินถึงตรงนี้ คนในครอบครัวถึงรู้สึกว่าเรื่องเริ่มเข้าเค้าขึ้นมาหน่อย
ภายในลานบ้านตอนนั้นไม่มีเสียงขยับเขื้อนอื่นใด ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า นอกจากคนในครอบครัวแล้ว ยังมีคนอีกสองคนกำลังแอบฟังเงียบๆ อยู่ริมหน้าต่าง
เจียงชวน น้องสาวคนเล็กตาเป็นประกายด้วยความคาดหวัง: “รีบเล่าต่อสิพี่”
เจียงซานคีบเนื้อเข้าปากอย่างใจเย็น: “ตอนชายคนนี้มาถึงจุดพักใหม่ๆ เขาไม่ค่อยคุยกับใคร เอาแต่กอด ‘หนังสือรวมบทนิพนธ์’ (คัมภีร์แดง) ท่องพึมพำทั้งวัน”
“ไม่ว่าแกจะตื่นเช้าแค่ไหน ก็จะเห็นเขานั่งอ่านหนังสืออยู่ในลานบ้านเสมอ และไม่ว่าแกจะนอนดึกเพียงใด เขาก็จะเป็นคนที่ล้มตัวลงนอนทีหลังแกเสมอ...”
“ตอนนั้นพวกปัญญาชนอาสาต่างก็พูดกันว่า ไม่เคยเห็นใครบ้าเรียนบทนิพนธ์ขนาดนี้มาก่อน”
“จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งด้วยความบังเอิญ ผมพบว่าในหนังสือบทนิพนธ์ที่เขาถืออยู่นั้น จริงๆ แล้วมันเต็มไปด้วยตัวอักษรต่างประเทศ!”
“พอเราเริ่มสนิทกัน ผมถึงได้รู้ว่า พี่ชายคนนั้นอาศัยหนังสือบทนิพนธ์ช่วยในการเรียนภาษาต่างประเทศ! ทั้งภาษาสเปน อิตาลี...”
“อ้อ ก่อนที่พี่เขาจะมาที่นี่ เขาเคยเป็นนักแปลควบสองภาษา ทั้งอังกฤษและญี่ปุ่นเลยนะ”
ความจริงแล้ว สิ่งที่เจียงซานเล่าไม่ใช่ประสบการณ์ของเขาเอง แต่มันคือเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้น
ในยุคสมัยนั้น สหายหลายคนที่ไม่อยากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเปล่าๆ ต่างก็ใช้วิธีนี้ในการเรียนภาษาต่างประเทศ
ในอดีต ‘ปาจิน’ (นักประพันธ์ชื่อดัง) ก็เคยใช้หนังสือบทนิพนธ์ฉบับภาษาจีนกับสเปนวางคู่กัน แล้วกัดไม่ปล่อยจนเชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศมาแล้ว
มันเรียบง่าย น่าเบื่อ แต่ไร้เทียมทาน!
ในโลกอนาคต เรื่องราวเหล่านี้ถูกหยิบยกมาเล่าเป็นเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ และเจียงซานก็โชคดีที่เคยได้อ่านมาบ้าง
“แล้วยังไงต่อล่ะ?” พี่ใหญ่ฟังจนเริ่มอิน เขาแทบรอไม่ไหวที่จะให้เจียงซานเล่าต่อ
ในขณะเดียวกัน สองตายายเพื่อนบ้านก็กำลังรอฟังอยู่ริมหน้าต่างเช่นกัน
เมื่อได้ยินเรื่องราวที่ลอยมาจากลานบ้าน สายตาของท่านผู้เฒ่า หลี่รั่วเฉิง ก็ไม่ขุ่นมัวเหมือนเมื่อครู่
ในดวงตาของเขาราวกับมีประกายแสงเล็กๆ ผุดขึ้นมา
เมื่อหลายปีก่อน ลีรั่วเฉิงที่ต้องไปตกระกำลำบากในชนบท ก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันนี้ในการเรียนภาษาเยอรมันและอิตาลีเพิ่มเติม
เมื่อรวมกับภาษาอังกฤษและรัสเซียที่เขาเชี่ยวชาญอยู่ก่อนแล้ว ปัจจุบันหลี่รั่วเฉิงจึงเป็นนักแปลชื่อดังในวงการที่รอบรู้ถึง 4 ภาษา
ดังนั้น อดีตที่เจียงซานกุขึ้นมานี้ จึงไปโดนใจท่านผู้เฒ่าเพื่อนบ้านเข้าอย่างจัง
หลังจากกลืนเนื้อลงคอ เสียงของเจียงซานก็ดังขึ้นอีกครั้ง:
“หลังจากนั้นผมเกิดนึกสนุกอยากเรียนบ้าง เลยตามตื้อให้พี่ชายคนนั้นช่วยสอน ภาษาแรกที่ผมเรียนก็คือภาษาอังกฤษ”
เจียงเหอ พี่รองถึงกับชะงัก: “ภาษาแรก? งั้นแสดงว่าแกพูดภาษาอื่นได้อีกเหรอ?”
เจียงซานทำหน้าเหมือนคนผ่านโลกมาเยอะ:
“แค่ภาษาอังกฤษวิชาเดียวผมก็แทบรากเลือดแล้วครับ ระหว่างนั้นผมนึกถอดใจไม่อยากเรียนต่อตั้งกี่ครั้ง”
เจียงซานเริ่มแต่งเรื่องให้สมบูรณ์ขึ้น:
“แต่พี่ชายคนนั้นไม่ยอมปล่อยผมไปเด็ดขาด เขาถึงขั้นยอมช่วยผมทำงานเกษตรเพื่อบีบบังคับให้ผมเรียนต่อให้ได้”
พี่รองที่เคยผ่านความลำบากมาเหมือนกัน ย่อมรู้ดีว่าในวันเวลาที่ยากแค้นเช่นนั้น การเพียรพยายามเรียนหนังสือนั้นยากลำบากเพียงใด
ในตอนนี้ สายตาที่เขามองเจียงซานเริ่มเปลี่ยนไป
เขาเชื่อมาตลอดว่าน้องชายคนนี้ไม่ใช่คนไม่เอาถ่านอย่างที่เห็นภายนอก:
“พี่ชายคนนั้น คงทนเห็นแกทิ้งการเรียนตั้งแต่อายุยังน้อยไม่ได้ เลยอยากจะช่วยดึงแกขึ้นมาน่ะสิ!”
เจียงซานพยักหน้าอย่างจริงจัง: “ก็ใช่น่ะสิครับ หลังจากนั้นเขาตื่นเช้าผมก็ตื่นเช้า เขาอนดึกผมก็นอนดึก ในที่สุดผมก็พิชิตภาษาอังกฤษได้ในเวลา 3 ปี แล้วเขาก็สอนให้ผมใช้ชีวิตแบบเดียวกันนั้นจนเรียนภาษาญี่ปุ่นได้อีกภาษา...”
แม่เจียงอดไม่ได้ที่จะรำพึงออกมา: “เขาคือผู้อุปถัมภ์ของแกจริงๆ!”
เจียงซานเห็นท่าดีจึงรีบจบเรื่อง: “ใช่ครับ มันเป็นช่วงเวลาที่ยากจะลืมเลือนจริงๆ!”
พี่ใหญ่เจียงไห่ตอนนี้มองเจียงซานด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม: “งั้นแสดงว่า แกไม่ได้รู้แค่ภาษาอังกฤษ แต่ยังรู้ภาษาญี่ปุ่นด้วยเหรอ?”
เจียงซานพยักหน้า: “ก็พอพูดได้เป็นประโยคๆ แหละครับ”
“ดูสิ” แม่เจียงตื่นเต้นยกใหญ่: “พ่อ ได้ยินไหม ลูกชายเราพูดภาษาญี่ปุ่นได้ด้วยนะ!”
“มันจะยากอะไรนักหนา” พ่อเจียงในใจน่ะดีใจล้นปรี่ แต่ปากยังแข็ง: “ไอ้ของพรรค์นั้นฉันก็พูดได้”
เจียงซานหัวเราะ: “งั้นพ่อลองโชว์สักสองสามประโยคสิครับ”
พ่อเจียงค้อนขวับ: “บาก้า! แกดิกินเนื้อดิจนเกลี้ยงดิ!” (เลียนเสียงภาษาญี่ปุ่นแบบตลกๆ)
“ฮ่าๆๆๆ!”
เจียงชวนน้องสาวขำจนหยุดไม่ได้ แต่พอพิจารณาประโยคของพ่อเสร็จเธอก็รีบก้มมองชาม แล้วร้องลั่น: “แม่ ดูสิ พี่สามกินเนื้อจนหมดเกลี้ยงจริงๆ ด้วย!”
“เบาๆ หน่อย” แม่เจียงรีบคีบเนื้อจากชามตัวเองให้น้องสาวคนเล็ก: “เดี๋ยวเพื่อนบ้านก็ได้ยินกันหมดหรอก”
พี่รองเจียงเหอนั่งยิ้มเงียบๆ อยู่ข้างๆ
เขาแอบสังเกตตะเกียบของเจียงซานมาตลอด นอกจากคีบเข้าปากตัวเองแล้ว เจ้าสามก็นเอาแต่คีบเนื้อให้แม่เจียงนั่นแหละ
ในเวลานี้ สองตายายเพื่อนบ้านถอนสายตากลับมา หลี่รั่วเฉิงก้มลงมองต้นฉบับบทแปล “รวมนิทานแอนเดอร์สัน” บนโต๊ะทำงาน
หลี่หวยอิง ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากลองถามหยั่งเชิง: “หรือว่าจะลองเรียกเขาเข้ามาทดสอบดูหน่อยดีไหม?”
“ไม่ต้องหรอก” หลี่รั่วเฉิงนวดดั้งจมูกตัวเองเบาๆ: “เขายังไงก็ไม่ใช่คนทำงานแปลมืออาชีพ ฉันยังพอทนทำต่อไหว”
________________________________________
ริมถนนเป่าซาน มีตึกสำนักงานอิฐสีเทา 3 ชั้นที่ดูไม่สะดุดตาตั้งอยู่
ตัวตึกไม่สูงนัก แต่ลานกว้างรอบตึกกลับใหญ่โตไม่น้อย
ข้างประตูทางเข้าลานแขวนป้ายไม้สีขาวตัวอักษรสีดำไว้ฝั่งละอัน ฝั่งซ้ายเขียนว่า “สำนักข่าวผู่เจียงรายวัน” ฝั่งขวาเขียนว่า “โรงพิมพ์สำนักข่าวผู่เจียงรายวัน”
ภายใต้ป้ายทั้งสองนี้ ตึกสำนักงานเก่าๆ สีเทาก็ดูมีกลิ่นอายทางวัฒนธรรมที่ผ่านกาลเวลาขึ้นมาทันที
ห่างจากตึกนี้ไปไม่กี่สิบเมตร มีโรงงานชั้นเดียวเตี้ยๆ ตั้งอยู่เป็นแถบ
นั่นคือสถานที่ทำงานปัจจุบันของเจียงซาน — โรงพิมพ์สำนักข่าวผู่เจียงรายวัน
ในอากาศมีกลิ่นหมึกพิมพ์ลอยอวลอยู่ไม่จางหาย
เวลาตีห้าครึ่ง ณ ลานกว้างหน้าแผนกจัดส่งหนังสือพิมพ์ มีรถจักรยานพัสดุ “ยี่สิบแปดนิ้ว” (รถหัวโต) สีเขียวเข้มจอดอยู่หลายคัน
บุรุษไปรษณีย์ในชุดฟอร์มสีเขียวกว่าสิบคน กำลังขะมักเขม้นยกหนังสือพิมพ์ ผู่เจียงรายวัน ที่เพิ่งพิมพ์เสร็จใหม่ๆ ขึ้นรถใส่กระเป๋าพัสดุ
นี่เป็นทีมไปรษณีย์ชุดสุดท้ายที่มารับหนังสือพิมพ์แล้ว
ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ทุกเช้าเวลาหกโมง ตรงตามแผงทั่วไปก็จะเริ่มเห็นหนังสือพิมพ์ ผู่เจียงรายวัน ของวันนั้นวางจำหน่าย
เจียงซาน ในฐานะพนักงานเช็คของ (Outbound Clerk) ที่นั่งอยู่หน้าประตูแผนกจัดส่ง เพิ่งจะเสร็จสิ้นภารกิจของวันนี้
เขาข้ามมิติมาที่นี่ได้หนึ่งเดือนเต็ม และเริ่มปรับตัวเข้ากับเวลาทำงานสุดประหลาด คือเข้างาน 3 ทุ่ม และเลิกงาน 7 โมงเช้าได้แล้ว
ปัจจุบันเจียงซานอยู่ในฐานะเด็กฝึกงาน ได้เงินเดือน 18 หยวน ถ้าทำครบ 3 ปีจนได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ ถึงจะได้เงินเดือนเต็มที่ 36 หยวน!
เขาผู้ซึ่งเคยเป็นบิ๊กบอสวงการนิวมีเดียในชาติก่อน ตอนนี้เรียกได้ว่ากลับมาทำงานสายเดิม แต่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จากระดับล่างสุด
หลังจากเก็บสมุดลงทะเบียนบนโต๊ะ เจียงซานก็หยิบหนังสือพิมพ์เก่าปึกหนึ่งออกมาอ่านตามความเคยชิน
ใต้ต้นกุ้ยฮวา (หอมหมื่นลี้) ที่อยู่ไม่ไกล มีคนงานหญิงสองคนจากแผนกเรียงพิมพ์ยืนอยู่ คือ อวี๋เหวินเหวิน และ ฉางจาวตี้
ทั้งคู่เพิ่งถอดชุดทำงานสีน้ำเงินอมเทาออก และกำลังลอบมองมาที่เจียงซานจากระยะไกล
ช่วงนี้ พอถึงเวลาเลิกงาน พวกเธอจะมายืนใต้ต้นกุ้ยฮวาสักพัก ราวกับหวังให้กลิ่นหอมของดอกไม้ช่วยกลบกลิ่นหมึกพิมพ์ที่ติดตัวมาทั้งคืน
“แกสังเกตเห็นไหม?”
ฉางจาวตี้เอามือลูบผมเปียหนาๆ ของตัวเองพลางพยักพเยิดไปทางเจียงซาน: “เดี๋ยวนี้เขาก็ดูรักการเรียนขึ้นมาเหมือนกันนะ”
“เหอะ” อวี๋เหวินเหวินรู้สึกว่าคำพูดของเพื่อนน่าขำ: “แค่อ่านหนังสือพิมพ์ไม่กี่แผ่น ก็นับเป็นการเรียนแล้วเหรอ?”
เธอมองไปยังเจียงซานที่อยู่ไกลออกไปอย่างเย็นชา พลางลูบรอยแดงบนมือที่ถูกขอบแม่พิมพ์ตะกั่วบาด แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน:
“เขาก็แค่ทำท่าทางเสแสร้งให้ฉันดูเท่านั้นแหละ!”
ในบรรดาคนงานหญิงไม่กี่คนของโรงพิมพ์ อวี๋เหวินเหวินจัดว่าเป็นคนที่สวยที่สุด
ใบหน้ารูปไข่ขาวผ่องดุจหิมะ มีคิ้วเรียวสวยราวภาพวาด ดวงตาอ่อนโยน ให้ความรู้สึกเงียบสงบและสูงส่ง
ตามคำพูดของหัวหน้าแผนกอย่างพี่หลี่ที่ชอบบอกว่า: “เหวินเหวินน่ะไม่ควรมีชะตามาเป็นกรรมกรหรอก ควรจะไปนั่งถือปากกาอยู่ในตึกสำนักงานข้างหน้าโน่น”
คำพูดนี้ช่างตรงใจอวี๋เหวินเหวินเสียเหลือเกิน เพราะเธอก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน
“ตายจริง” ฉางจาวตี้จู่ๆก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ร้องออกมาด้วยความตกใจ: “หรือว่าเจียงซานจะรู้ว่าแกชอบ เย่ชิ่งจู เลยแกล้งทำเป็นอ่านหนังสือตามเขาเพื่อเอาใจแก?”
อวี๋เหวินเหวินทำหน้าเหมือนรู้ทันอยู่แล้ว แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่ยิ้มบางๆ
จากนั้น สายตาของเธอก็มองผ่านหน้าต่างห้องหล่อตัวอักษร ไปยังคนงานหล่ออักษรที่ชื่อ เย่ชิ่งจู
ภายใต้แสงไฟสว่างจ้าในห้องทำงาน ชายหนุ่มท่าทางคงแก่เรียนคนหนึ่งเปลี่ยนมาสใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดเรียบร้อย และกำลังพิจารณาหนังสือในมืออย่างครุ่นคิด
เมื่อเทียบกับคนงานรอบๆ ที่สใส่ชุดสีน้ำเงินมอซอ เขาช่างดูโดดเด่นและไร้ราคีจริงๆ จนอวี๋เหวินเหวินเริ่มตกอยู่ในภวังค์
เธอเอื้อมมือไปทัดปอยผมไว้หลังหู แต่บังเอิญไปโดนแผลที่ปลายนิ้วเข้า
ซี๊ด... งานหนักพวกนี้ ฉันจะต้องทำไปถึงวันไหนกันนะ?
อวี๋เหวินเหวินที่กำลังตัดพ้อต่อโชคชะตาในใจ หันกลับไปมองทางเจียงซานอีกครั้ง
เธอและเจียงซานถูกจัดสรรให้เข้ามาทำงานที่โรงพิมพ์นี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน
เกือบจะในทันที สหายเจียงซานก็ตกหลุมรักสาวน้อยสายอาร์ตผู้อ่อนหวานคนนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
หลังจากนั้น ไม่ว่าอวี๋เหวินเหวินจะปรากฏตัวที่ไหน เจียงซานจะคอยตามไปวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ช่วยเธอทำนู่นทำนี่สารพัด
แม้ว่าอวี๋เหวินเหวินจะทำหน้าเย็นชาและปฏิเสธทุกวิถีทาง เขาก็ยังไม่ยอมให้เธอต้องทำงานหนักแม้แต่น้อย
“ไม่ได้หรอกค่ะสหายเจียง คุณรู้ไหมว่าทำแบบนี้มันผิดกฎโรงงานนะ?”
อวี๋เหวินเหวินมักจะพูดประโยคเดิมๆ ด้วยสีหน้ากังวล:
“อีกอย่าง ถ้าคุณเอาแต่ช่วยฉันทำงานจนเสร็จ คนอื่นเขาจะมองไม่ดีเอาได้”
“ถ้าคุณทำงานแทนฉันหมด แล้วฉันจะได้เรียนรู้อะไรล่ะคะ คุณทำแบบนี้ฉันลำบากใจนะ”
...
ทุกครั้งที่ได้ยินคำพูดแบบนี้ เจียงซาน (ร่างเดิม) มักจะคิดไปเองว่าเธอกำลังเป็นห่วงเขา
เขาจึงพูดอย่างมุ่งมั่นว่า: “ร่างกายคุณไม่แข็งแรง เพื่อนร่วมงานช่วยกันเป็นเรื่องปกติ ถ้ากลัวคนอื่นจะนินทา งั้นคุณก็ไปนั่งประจำที่ตำแหน่งของผมแทนสิ”
อวี๋เหวินเหวินแสดงสีหน้าไม่เต็มใจ แต่ในใจกลับลิงโลด
การได้ทำงานเช็คของและจดสถิติในแผนกจัดส่ง ก็ถือว่าเป็นงาน "ถือปากกา" อย่างหนึ่ง
แต่เธอไม่เคยรู้สึกเลยว่าเจียงซานกำลังช่วยเธอ ตรงกันข้าม เธอมักจะรู้สึกไม่พอใจที่หน่วยงานจัดสรรตำแหน่งนี้ให้เขามาตลอด
เห็นชัดๆ ว่าเธอต่างหากที่เหมาะกับงานบันทึกสถิติ แต่กลับถูกส่งมาอยู่แผนกเรียงพิมพ์ที่ยุ่งยากและเลอะเทอะ
ตำแหน่งงานของเจียงซาน... มันควรจะเป็นของเธอตั้งนานแล้ว!