บทที่ 106: ความแค้นในอดีต
“อย่าดีแต่ปากสิ”
อู๋เหมิงเริ่มยุยงอย่างนึกสนุก พลางส่งเสียงเชียร์ดังลั่น “รีบคุกเข่าขอแต่งงานเร็วเข้า ทุกคนรออยู่นะ”
“พอได้แล้วน่า อย่าไปยุสิ”
หลี่เลี่ยงเอื้อมมือไปคว้าคอเสื้อของเธอเอาไว้ แล้วออกแรงลากตัวกลับมาอย่างไม่ปรานี “ไม่มีแหวนจะขอแต่งงานได้ยังไง”
“แหวนน่ะ ฉันมีจริงๆ นะ”
กู้ปินหยิบกล่องของขวัญใบเล็กที่ห่อหุ้มไว้อย่างประณีตออกมาจากกระเป๋าเสื้อราวกับเล่นกล ก่อนจะค่อยๆ เปิดฝากล่องออกต่อหน้าทุกคน
ภายในกล่องใบนั้นบรรจุแหวนเพชรแพลตตินัมวงเล็กกะทัดรัดแต่วิจิตรบรรจง
รูปแบบของแหวนดูเรียบง่ายทันสมัย ตัวเรือนทรงกลมขอบมนฝังเพชรเม็ดเล็กๆ เรียงรายกันหกเม็ด
เพชรน้ำงามที่ใสกระจ่างราวกับหยดน้ำ สะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับจับตา ราวกับมีเวทมนตร์วิเศษบางอย่างที่สะกดสายตาผู้คนให้หยุดมองจนไม่อาจละสายตาไปได้
“แหวนเพชรแพลตตินัม?!”
ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่ชอบแหวนเพชร บรรดาสุภาพสตรีในที่นั้นต่างเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น แล้วพากันชะโงกหน้าเข้ามาใกล้โดยไม่ได้นัดหมาย เพื่อที่จะได้มองเห็นความงดงามนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“ฉันขอดูด้วยคนสิ”
อู๋เหมิงเองก็อยากเห็นชัดๆ จึงพยายามดิ้นรนสะบัดตัวให้หลุดจากการเกาะกุมของหลี่เลี่ยง
“เธออย่าไปมุงกับเขาเลยน่า”
หลี่เลี่ยงตัวสูงแขนยาว ไม่รอให้เธอหนีรอดไปได้ ก็จัดการคว้าคอเสื้อลากตัวเธอกลับมาอีกครั้ง
“ซีอวี่ แหวนวงนี้ฉันเพิ่งซื้อมาอย่างกะทันหัน เธอลองใส่ดูก่อนนะ”
กู้ปินมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเปี่ยมรัก สองมือประคองกล่องแหวนไว้อย่างทะนุถนอมแล้วก้าวเข้าไปหาหลินซีอวี่ “ไว้ตอนแต่งงานอย่างเป็นทางการ ฉันจะซื้อวงที่ใหญ่กว่านี้ให้เธอ”
คนคนนี้... ไม่คิดจะบอกกล่าวกันล่วงหน้าเลย อยู่ดีๆ ก็เล่นบทซึ้งกะทันหันแบบนี้
หลินซีอวี่ขบกรามแน่น ความรู้สึกมันเขี้ยวอยากจะกัดเขาให้จมเขี้ยวสักทีแล่นพล่านขึ้นมาในอก
“ซีอวี่ ใส่เลยสิ เสี่ยวปินเขาจริงใจกับเธอมากนะ เขาเตรียมการมานานแล้วเพื่อรอเวลานี้”
ตู้เวยและทีมงานคนอื่นๆ ดูเหมือนจะรู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น พี่ตากล้องรีบขยับกล้องซูมภาพเข้ามาใกล้เพื่อจับภาพวินาทีสำคัญ
สวี่อี้ยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างๆ พี่สาว รอยยิ้มของเขาดูเจ้าเล่ห์เหมือนแมวที่เพิ่งขโมยปลาย่างกินได้สำเร็จ แย่งซีนคนอื่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“พวกคุณเตี๊ยมกันไว้หมดแล้วเหรอ”
หลินซีอวี่รู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก “ปิดบังหนูอยู่คนเดียวเนี่ยนะ”
“พวกเราบอกไปแล้วไง ว่าจะทำให้วันนี้เป็นวันที่น่าจดจำสำหรับเธอ”
ผู้ช่วยผู้กำกับยิ้มกริ่มราวกับจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่วางแผนสำเร็จ
“ใส่เลย”
“ใส่เลย”
“ใส่เลย”
ทีมงานรายการคนอื่นๆ ภายใต้การนำของหลี่เยี่ยน ต่างพากันปรบมือเป็นจังหวะเพื่อสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้นยิ่งขึ้น
สวี่อี้เองก็ตะโกนเชียร์สุดเสียง กระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ
หัวใจของหลินซีอวี่เต้นรัวเร็ว เธอหันไปมองคุณยายตามสัญชาตญาณเพื่อขอความเห็นชอบ
คุณยายมีรอยยิ้มเปี่ยมสุขอยู่เต็มใบหน้า พยักหน้าให้หลานสาวเบาๆ ด้วยความรักใคร่เอ็นดู
หลินซีอวี่รู้สึกเหมือนได้ยาวิเศษมาช่วยระงับความตื่นเต้น ความรู้สึกประหม่าและกระวนกระวายใจสงบลงในทันที
กู้ปินสังเกตเห็นกิริยาเล็กๆ น้อยๆ ของเธอ มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มละมุน ก่อนจะหยิบแหวนออกมาจากกล่อง
หลินซีอวี่ไม่ลังเลอีกต่อไป เธอปล่อยให้เขาบรรจงสวมแหวนวงนั้นลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธออย่างนุ่มนวล
“จูบเลย! จูบเลย!”
ลานบ้านเล็กๆ เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมในพริบตา ผู้ช่วยผู้กำกับเป็นแกนนำในการโห่ร้องยุยง เสียงตะโกนเชียร์ดังสนั่นหวั่นไหว
แก้มของหลินซีอวี่ร้อนผ่าวจนแทบจะไหม้
กู้ปินทอดสายตาอ่อนโยนลงมา เขาโน้มตัวลงต่ำแล้วประทับจูบเบาๆ ที่หน้าผากของเธออย่างทะนุถนอม
“ฮิ้วววว!”
เสียงโห่ร้องดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ ผสมปนเปไปกับเสียงผิวปากหวีดหวิวที่ดังบาดหู
หลินซีอวี่เขินอายจนไม่กล้าเงยหน้ามองใคร ได้แต่ยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองไว้
“มื้อเที่ยงเลี้ยงปิดกล้องวันนี้ ผมเป็นเจ้าภาพเอง”
กู้ปินยืดอกอย่างภาคภูมิใจ เขาโบกมือประกาศด้วยความใจป้ำ “ไปที่ร้านชิงเฉวียนจวี ร้านอาหารลู่ไช่เก่าแก่ของจี่หนาน เหล้าและเครื่องดื่มไม่อั้น ทุกคนดื่มให้เต็มที่ ไม่เมาไม่เลิก!”
“เยี่ยมเลย!”
“รอคำนี้อยู่พอดี”
“ต้องดื่มให้สะใจไปเลย!”
“งานนี้ไม่ต้องช่วยพ่อหนุ่มจอหงวนประหยัดเงินแล้ว”
“ฮ่าๆๆ”
พอมีเรื่องสนุกให้ร่วมวง แถมยังมีเหล้าให้ดื่มฟรี ทุกคนก็กระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันตา ทีมงานรายการต่างตื่นเต้นดีใจราวกับฉีดเลือดไก่เข้าเส้น
“งั้นฉันล่วงหน้าไปจองห้องก่อนนะ”
หวังฟานรู้สึกเปรี้ยวในอก ภาพความหวานชื่นตรงหน้ามันบาดตาบาดใจเขาเหลือเกิน
“ฉันไปกับนายด้วย”
หลี่เลี่ยงสมกับที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กที่เติบโตมาด้วยกัน เขามองออกว่าเพื่อนอารมณ์ไม่ปกติ จึงเดินเข้าไปกอดคอทำทีเป็นสนิทสนม
“นายจะไปทำไม”
หวังฟานสะบัดแขนเพื่อนออกอย่างนึกรำคาญ “มอเตอร์ไซค์ของฉันไม่รับผู้ชายซ้อนท้าย”
“ไอ้บ้าเอ๊ย”
หลี่เลี่ยงหัวเราะทั้งที่ยังโมโห “ไอ้หมอนี่ จะพาคนซ้อนยังเรื่องมากเลือกนั่นเลือกนี่ นายอยากให้สาวสวยซ้อนท้าย ก็ต้องดูด้วยว่าเขาจะเล่นด้วยกับนายหรือเปล่า”
“ฉันไปกับเขาเอง”
สวี่เจี๋ยมีเจตนาแอบแฝง เธอเบนเป้าหมายมาที่หวังฟานทันที
หวังฟานขี่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ดูท่าทางแล้วคงจะเป็นลูกคนมีเงิน ในเมื่อเธอไม่ได้ออกทีวี อย่างน้อยถ้าตกผู้ชายรวยๆ ได้สักคน การมาครั้งนี้ก็ถือว่าไม่เสียเที่ยว
“เธอ?”
หวังฟานกำลังหงุดหงิดเป็นทุนเดิม ปากคอจึงเราะร้ายกว่าปกติ “อย่างเธอเนี่ยนะนับเป็นคนสวย? แม่หมูยังปีนต้นไม้ได้เลยมั้ง”
“แค่กๆ”
หลี่เลี่ยงกลั้นขำแทบไม่อยู่ จนสำลักน้ำลายตัวเองออกมา
“นายว่าใครเป็นแม่หมู!”
สวี่เจี๋ยมั่นใจในความสวยของตัวเองมาตลอด ดวงตาเรียวรีดุจจิ้งจอกของเธอถือว่ามีเสน่ห์ยั่วยวนไม่น้อย ที่โรงเรียนก็มีผู้ชายมาตามจีบตั้งเยอะ ไม่นึกเลยว่าหวังฟานจะตาถั่ว มองข้ามความสวยของเธอไป
เธอถูกตามใจจนเสียคนมาตั้งแต่เด็ก เคยชินกับการวางอำนาจบาตรใหญ่ จะยอมกลืนความอัปยศนี้ลงไปได้อย่างไร
คำว่า 'แม่หมู' บาดหูจนเธอหน้าเปลี่ยนสี สวี่เจี๋ยพุ่งเข้าไปกระชากเสื้อหวังฟาน แล้วยืนขวางทางเอาไว้ไม่ให้ไป
“หลีกไป หมาดีไม่ขวางทาง”
หวังฟานคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับเธอ จึงออกแรงผลักร่างนั้นให้พ้นทาง
สวี่เจี๋ยเซถลาล้มลงกับพื้น แล้วเริ่มตะโกนด่าทอเสียงดังลั่น
“เป็นบ้าอะไรกันอีกล่ะเนี่ย”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ก็เดินออกมาดูพร้อมกับเอานิ้วแคะหูด้วยความรำคาญ
หลินซีอวี่ได้ยินเสียงความวุ่นวาย ก็เดินออกมาจากห้องโถงกลางเช่นกัน
“ยัยบ้าเอ๊ย”
หวังฟานปรายตามองแหวนที่นิ้วของหลินซีอวี่แวบหนึ่ง ยิ่งทำให้ความหงุดหงิดในใจพุ่งสูงขึ้นไปอีก
“สวี่เจี๋ย เธออาละวาดอะไรอีก”
หลินซีอวี่เดินตรงเข้าไปหาทั้งคู่ ใบหน้าสวยหวานบึ้งตึงลงทันที “ที่นี่บ้านฉัน ไม่ใช่ที่ให้เธอมาทำตัวต่ำๆ แถวนี้”
“เธอเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาว่าฉัน”
สวี่เจี๋ยถูกเมินเฉยมาตลอดทั้งช่วงเช้า ความอิจฉาริษยาและความเกลียดชังอัดแน่นอยู่เต็มอก เธอลุกขึ้นจากพื้น แล้วพูดจาเหน็บแนมถากถางหลินซีอวี่ด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“มีสิทธิ์เพราะเป็นลูกหลานวีรชนงั้นเหรอ ถ้าไม่มีคะแนนบวกเพิ่มยี่สิบคะแนน เธอจะมีปัญญาหน้าด้านสอบติดมหาวิทยาลัยครูหัวตงได้เหรอ เธอมันก็แค่เหยียบศพพ่อตัวเอง กินเลือดกินเนื้อคนตายโตมานั่นแหละ มีคุณสมบัติอะไรมาวางก้ามใส่ฉัน!”
“หุบปาก!”
หลินซีอวี่กำหมัดขวาแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
“ฉันพูดผิดตรงไหน”
สวี่เจี๋ยหัวเราะเยาะอย่างสะใจ ริมฝีปากยกยิ้มชั่วร้าย เธอจงใจขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ แล้วกระซิบที่ข้างหูของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอำมหิต “เธอยังเหมือนตอนเด็กไม่มีผิด ยั่วโมโหนิดหน่อยก็ทนไม่ไหวแล้ว อยากรู้มั้ยว่าเหรียญกล้าหาญของพ่อเธออยู่ที่ไหน บอกให้ก็ได้ ฉันโยนลงท่อระบายน้ำไปตั้งนานแล้ว ชาตินี้เธอก็หาไม่เจอหรอก”
“ฉันจะฆ่าแก!”
เส้นความอดทนของหลินซีอวี่ขาดผึง สติสัมปชัญญะพังทลายลงในพริบตา เธอยื่นมือออกไปบีบคออีกฝ่ายอย่างแรง
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าซ้อนทับกับเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนราวกับฉายหนังซ้ำ ตอนนั้นสวี่เจี๋ยก็จงใจเอาเหรียญกล้าหาญไปซ่อนเพื่อยั่วยุหลินซีอวี่ ทำให้เธอสติแตกจนควบคุมตัวเองไม่ได้
ลงมือตบตีกับสวี่เจี๋ยต่อหน้าสวี่เว่ยกั๋วผู้เป็นพ่อเลี้ยง จนข่วนหน้าลูกรักของเขาเป็นรอย และนั่นทำให้เธอถูกสวี่เว่ยกั๋วใช้หวายเฆี่ยนตีจนผิวหนังแตกยับเยิน เลือดอาบตัว ก่อนจะถูกขับไล่ออกจากบ้านด้วยข้อหาเด็กหัวแข็งไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่
“ซีอวี่!”
“หยุดนะ!”
เฉินซิ่วหลานตกใจจนหน้าซีดเผือด ส่วนสวี่เว่ยกั๋วคำรามลั่นด้วยความโกรธแค้น เขาพุ่งตัวเข้ามา ง้างมือสูงหมายจะตบสั่งสอนเด็กสาวให้หน้าหัน
“คุณกล้าแตะต้องเธอแม้แต่ปลายนิ้วก็ลองดู!”
กู้ปินพุ่งเข้ามาขวางได้ทันเวลา เขาคว้าข้อมือของชายวัยกลางคนเอาไว้ แล้วบิดกลับหลังพร้อมกับใช้ท่าทุ่มข้ามไหล่ เหวี่ยงร่างนั้นลอยละลิ่วออกไป
ร่างของสวี่เว่ยกั๋วร่วงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ไหล่ของเขากระแทกลงเต็มแรง ความเจ็บปวดแล่นพล่านจนใบหน้าบิดเบี้ยว ร้องไม่ออกไปครู่ใหญ่
“คุณคะ!”
เฉินซิ่วหลานตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เธอลืมลูกสาวบุญธรรมไปชั่วขณะ ขาสั่นพับๆ รีบเดินเข้าไปประคองสามีให้ลุกขึ้น
[จบบท]