บทที่ 137: แผนลวงโมเดลลิ่ง
“เยี่ยม! น้องสาวนิสัยแบบนี้ พี่ชอบ!”
“ผมชอบสาวแซ่บ ยิ่งเผ็ดยิ่งดี”
หลี่จื้อตบต้นขาตัวเองดังฉาดใหญ่ ก่อนจะเป็นแกนนำตะโกนเชียร์ด้วยความชอบใจ ท่าทางของเขาดูถูกอกถูกใจในความกล้าต่อปากต่อคำของหญิงสาวตรงหน้าเป็นอย่างมาก
บรรดาคุณชายไฮโซรุ่นที่สองคนอื่นๆ ที่นั่งร่วมโต๊ะต่างก็พากันส่งเสียงโห่ร้องสนับสนุนตามน้ำกันไปอย่างครึกครื้น บรรยากาศในห้องอาหารเต็มไปด้วยความอึกทึก
“แค่ก แค่ก”
หลิวเย่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเสียหน้าจนทำตัวไม่ถูก เขาได้แต่กระแอมไอแก้เก้อออกมาสองสามที พยายามจะควบคุมสถานการณ์ที่เริ่มจะหลุดกรอบ
“เด็กผู้หญิงนิสัยห้าวนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอกครับ...”
พี่หม่า หรือ หม่าเทียนเฉิง สมกับที่เป็นจิ้งจอกเฒ่าผู้คร่ำหวอดในวงการธุรกิจมานานปี แทนที่จะโกรธเคือง เขากลับยิ้มออกมาอย่างใจเย็น
“คนหนุ่มสาวก็แบบนี้แหละ ต้องมีชีวิตชีวาเข้าไว้ แบบนี้สิดูแล้วถึงจะสดใสมีวิญญาณ น่ามองกว่าพวกแจกันดอกไม้สวยแต่รูปที่ตั้งโชว์อยู่บนโต๊ะตั้งเยอะ”
“ขอบคุณค่ะประธานหม่า”
หลินซีอวี่ยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววรู้ทันแต่อีกฝ่ายอาจดูไม่ออก
“ที่ไม่ได้เปรียบเทียบฉันเป็นแจกันดอกไม้”
“ฮ่าๆๆ”
หม่าเทียนเฉิงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจถ้อยคำประชดประชันของเธอ เขาปรบมือหัวเราะร่าด้วยท่าทีของผู้ใหญ่ใจกว้าง
“แม่หนูน้อยคนนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ เป็นต้นกล้าชั้นดีที่จะปั้นเป็นนางแบบได้เลยนะเนี่ย”
“เสี่ยวหลิน สนใจมาเป็นนางแบบไหม”
จางจี้รีบฉวยโอกาสนี้พูดแทรกเข้ามาเพื่อช่วยเจ้านายหว่านล้อมทันที
“ประธานหม่ามาครั้งนี้เพราะเล็งเห็นพรสวรรค์ในตัวเธอเลยนะ อยากจะชวนเธอเข้าสังกัดบริษัทเทียนเฉิงโมเดลลิ่ง มาเป็นนางแบบที่มีสัญญาจ้างอย่างเป็นทางการของบริษัท”
“เป็นนางแบบดียังไงเหรอคะ”
หลินซีอวี่แกล้งทำหน้าซื่อตาใสเหมือนไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร ถามกลับไปด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา พร้อมกับรอยยิ้มหวานหยด
“เป็นนางแบบก็ได้ถ่ายโฆษณาไง ได้เดินแบบบนรันเวย์สวยๆ ด้วยนะ”
จางจี้ที่มีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่เต็มอก พยายามบรรยายสรรพคุณชักจูงอย่างสุดความสามารถ
“พอดังแล้วก็ยังสามารถร่วมงานกับบริษัทภาพยนตร์ ได้เล่นหนัง เล่นละครทีวี...”
“ฉันสูงแค่ร้อยหกสิบแปดเองค่ะ”
หลินซีอวี่ยังคงท่าทีนิ่งเฉย ไม่ได้ตื่นเต้นไปกับคำหวานเหล่านั้น
“ส่วนสูงแค่นี้ ไม่น่าจะเหมาะกับอาชีพนางแบบหรอกมั้งคะ”
“ใส่รองเท้าส้นสูงสักสิบเซนฯ ก็พอถูไถได้อยู่...”
หม่าเทียนเฉิงใช้นิ้วดันแว่นตากรอบทองขึ้นไปบนสันจมูก วางมาดประธานบริษัทโมเดลลิ่งผู้เชี่ยวชาญ วิจารณ์รูปร่างหน้าตาของสินค้ามนุษย์ตรงหน้า
“บ้าไปแล้ว สิบเซนฯ เนี่ยนะ?”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้อง หรือหลิวเล่ย เบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อได้ยินตัวเลขนั้น
“สูงขนาดนั้นจะเดินยังไงไหว ข้อเท้าไม่พลิกแย่เหรอ”
จางจี้ยิ้มเจื่อนๆ รีบแก้ต่าง
“เรื่องนี้ไม่ยากหรอกครับ ขอแค่ขยันฝึกซ้อมหน่อยก็ทำได้แล้ว...”
“ฉันไม่อยากเป็นนางแบบค่ะ”
หลินซีอวี่ไม่รู้ว่าทำไม แต่เธอมองผู้ชายคนนี้แล้วรู้สึกไม่ถูกชะตาเอาเสียเลย สัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนว่าสายตาที่เขามองมานั้นมันดูน่าขนลุกพิกล แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์เพทุบายที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
และความจริงก็เป็นเช่นนั้น จางจี้ต้องการอาศัยตัวเธอเพื่อเอาใจหม่าเทียนเฉิง หวังจะใช้เธอเป็นบันไดไต่เต้าสู่ความสำเร็จของตัวเอง
ส่วนหม่าเทียนเฉิงคนนี้ ภายนอกดูเป็นสุภาพชนผู้ดีมีการศึกษา แต่เนื้อแท้กลับเป็นพวกศีลธรรมวิบัติ สุภาพบุรุษจอมปลอมของแท้
นางแบบในบริษัทโมเดลลิ่งของเขา แท้จริงแล้วถูกใช้เป็นเครื่องมือในการรับรองลูกค้า ต้องเอาตัวเข้าแลก ไม่เคยมีใครรอดพ้นเงื้อมมือมารของเขาไปได้
เขาใช้สัญญาที่มีค่าปรับมหาศาลมาข่มขู่ ทำให้หญิงสาวเหล่านั้นไม่กล้าส่งเสียงเรียกร้องหรือขัดขืน จำต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม กลายเป็นของเล่นระบายอารมณ์ของผู้ชาย
นับตั้งแต่จางจี้ได้เจอหลินซีอวี่ เขาก็เกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมา อยากจะส่งตัวเธอไปประเคนให้หม่าเทียนเฉิง เพื่อแลกกับการได้เข้าไปทำงานในบริษัทโมเดลลิ่งในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายที่เขาใฝ่ฝัน
ด้วยเหตุนี้ เขาถึงได้พยายามช่วยเจ้านายอย่างไม่ลืมหูลืมตา พูดยุยงส่งเสริมเต็มที่
“บริษัทโมเดลลิ่งของเรามีธุรกิจหลากหลายมากนะ ขอแค่เซ็นสัญญา ลำพังแค่ถ่ายโฆษณาอย่างเดียว รายได้ก็เป็นกอบเป็นกำแล้ว”
“พูดตรงๆ ก็คือถ้าไม่ยอมเซ็นสัญญากับพวกคุณ ก็ถ่ายโฆษณาไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องฟังออกถึงนัยแอบแฝง เธอแค่นหัวเราะออกมาด้วยความดูแคลน
“อยากจะร่วมงานแต่ไม่เห็นมีความจริงใจเลยสักนิด น้องสาวฉันเป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง อนาคตจะต้องไปเติบโตที่เซี่ยงไฮ้ จะมาเห็นแก่เศษเงินเล็กน้อยพวกนี้จนทิ้งอนาคตสดใสได้ยังไง”
“แค่ก แค่ก”
จางจี้โดนคำพูดนั้นตอกหน้าเข้าอย่างจังจนพูดไม่ออก ได้แต่อึกอักเพราะเถียงไม่ขึ้น
“ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องวงการนางแบบเท่าไหร่หรอกค่ะ”
หลินซีอวี่ส่งสายตาชื่นชมไปให้พี่สาวลูกพี่ลูกน้อง ก่อนจะรีบรับลูกต่อทันที
“ขอบคุณประธานหม่าที่ให้เกียรติ แต่ก็อย่างที่พี่สาวฉันพูดนั่นแหละค่ะ ฉันคงไม่ทิ้งการเรียนเพื่อมาเป็นนางแบบหรอก ถ้าไม่เซ็นสัญญาแล้วร่วมงานกันไม่ได้ ฉันก็คงต้องขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้ประธานหม่าต้องมาเสียเที่ยว”
“คุณหลินไม่จำเป็นต้องรีบด่วนตัดสินใจขนาดนั้น ลองเก็บไปคิดทบทวนดูก่อนก็ได้”
หม่าเทียนเฉิงยิ้มจอมปลอม ล้วงมือนามบัตรใบหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อสูทด้านในยื่นส่งให้เธอ
“ผมยังต้องอยู่ที่จี่หนานอีกหลายวัน จะกลับก็ช่วงสุดสัปดาห์หน้า ถ้าคุณหลินเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ ก็โทรหาผมได้ตลอดเวลา”
“ขอบคุณค่ะประธานหม่า”
แม้ปากของหลินซีอวี่จะกล่าวคำขอบคุณและรับนามบัตรมาวางไว้บนโต๊ะ แต่การกระทำของเธอกลับไม่ได้แสดงความซาบซึ้งใจเลยแม้แต่น้อย
“พวกคุณดื่มกันต่อเถอะ ผมคงต้องขอตัวก่อน”
หม่าเทียนเฉิงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นกิริยาเมินเฉยของเด็กสาว เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อขอตัวกลับ
“พี่หม่า เดี๋ยวผมไปส่งครับ”
หลิวเย่ที่ยังคงอาลัยอาวรณ์เรื่องนางแบบสาวๆ รีบกุลีกุจออาสาเดินไปส่งแขกถึงหน้าประตูห้อง
“นายเชิญมันมาทำไม”
หลี่จื้อเดินตามออกมาด้วยความไม่พอใจ ทันทีที่หลิวเย่เดินกลับมา เขาก็ขวางหน้าอีกฝ่ายไว้ตรงทางเดิน
“แค่เจ้าของบริษัทโมเดลลิ่งกระจอกๆ คนหนึ่ง มีอะไรให้น่าตื่นเต้นนักหนา มาทำเบ่งวางก้ามในถิ่นพวกเรา ไม่เห็นหัวพี่น้องเลยสักนิด”
“ความจริงผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าพี่หม่าแกจะมา”
หลิวเย่ไม่กล้ามีปัญหากับหลี่จื้อ รีบโค้งตัวประจบประแจงด้วยรอยยิ้มแห้งๆ
“จางจี้เป็นคนพาเขามาครับ ผมเคยร่วมงานกับจางจี้ตอนถ่ายสมุดภาพโปรโมต เขาบอกว่าจะพาเพื่อนมาด้วย ผมก็เลยเกรงใจไม่กล้าปฏิเสธ”
“วันหลังหัดใช้สมองซะบ้าง”
หลี่จื้อเขกหัวรุ่นน้องไปทีหนึ่งอย่างไม่เกรงใจ
“อย่าเห็นใครก็รีบเสนอหน้าเข้าไปเลียแข้งเลียขาไปหมด หม่าเทียนเฉิงไม่ใช่คนดีอะไร ตัวนายเองจะมั่วกับพวกนางแบบก็เรื่องของนาย แต่อย่าได้คิดจะลากหลินซีอวี่ไปแนะนำให้มันรู้จักเชียว”
“พี่หลี่สอนได้ถูกต้องแล้วครับ...”
หลิวเย่ผงกศีรษะรับคำรัวๆ เหมือนไก่จิกข้าวสาร
“เรื่องนี้ผมคิดน้อยไปจริงๆ วันหลังไม่กล้าแล้วครับ”
“ดึกแล้ว บอกให้พวกข้างในแยกย้ายกันกลับได้แล้วไป”
หลี่จื้อหยิบบุหรี่ออกมาจากซอง คาบไว้ที่มุมปาก ก่อนจะเดินอาดๆ ออกไปข้างนอก
“ฉันก็ดื่มไปเยอะเหมือนกัน ขอออกไปสูดอากาศหน่อย”
“พี่หลี่เดินทางปลอดภัยนะครับ”
หลิวเย่มองส่งแผ่นหลังของลูกพี่ใหญ่จนลับสายตา แล้วค่อยลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
***
บริเวณด้านหน้าร้านอาหารลู่ไช่
“พี่หม่า พี่คิดว่าหลินซีอวี่คนนั้นเป็นยังไงบ้างครับ”
จางจี้โบกเรียกเแท็กซี่คันหนึ่งเพื่อจะส่งหม่าเทียนเฉิงกลับโรงแรม ระหว่างรอรถก็เอ่ยถามขึ้น
“รูปร่างหน้าตาใช้ได้เลย”
หม่าเทียนเฉิงยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย แววตาฉายความหื่นกระหายออกมา
“ติดแค่นิสัยพยศไปหน่อย ไม่ค่อยน่ารัก น่าจะสอนยาก”
“ขอแค่หลอกให้เข้าบริษัทได้ จะบีบให้ตายหรือจะคลายให้รอด ก็แล้วแต่พี่หม่าจะบัญชาเลยครับ”
จางจี้เปิดประตูรถแท็กซี่ให้เจ้านาย ก่อนจะหันกลับไปมองทางหน้าต่างชั้นสองของร้านอาหารด้วยความเจ็บใจที่ถูกฉีกหน้าเมื่อครู่
“พูดมันก็ง่าย...”
หม่าเทียนเฉิงยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง
“แต่ที่นี่ไม่ใช่กวางตุ้ง มันเป็นถิ่นคนอื่น เรายังต้องระวังตัวไว้หน่อย”
“ให้ผมหาข้ออ้างหลอกเธอมาที่สตูดิโอดีไหมครับ”
ดวงตาของจางจี้ฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง
“แล้วจับถ่ายรูปเก็บไว้สักสองสามใบ?”
รูปถ่ายที่เขาพูดถึง ย่อมไม่ใช่รูปถ่ายธรรมดาทั่วไป แต่หมายถึงการวางยาให้สลบแล้วจับถ่ายภาพเปลือยกาย หรือภาพลามกอนาจาร
นี่เป็นวิธีการสกปรกที่พวกเขานิยมใช้เป็นประจำในการข่มขู่เด็กสาวผู้เยาว์ให้จำยอมตกเป็นเบี้ยล่าง
“เรื่องนี้อย่าเพิ่งรีบร้อน...”
หม่าเทียนเฉิงผู้มากเล่ห์เพทุบายส่ายหน้าช้าๆ วางแผนอย่างรัดกุม
“ปล่อยทิ้งไว้สักสองสามวันก่อน รอให้เธอกระวนกระวายใจจนทนไม่ไหว แล้วเป็นฝ่ายวิ่งแจ้นมาหาพวกเราเอง ถึงตอนนั้น... เธอก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเชื่อฟังพวกเราทุกอย่าง”
“พี่หม่านี่รอบคอบจริงๆ ครับ”
จางจี้รีบประจบสอพลอทันที เขามองส่งหม่าเทียนเฉิงขึ้นรถแท็กซี่ไปเรียบร้อยแล้ว ตัวเขาเองจึงค่อยมุดตัวตามเข้าไปนั่งในรถด้วยอีกคน
[จบบท]