บทที่ 146 สั่งตัดชุดฉลองมงคล
“ส่วนพี่เล่ย นายสามารถจัดตำแหน่งรองผู้จัดการร้านให้พี่เขาได้นะ”
กู้ปินเป็นคนที่มีความคิดอ่านละเอียดรอบคอบเสมอ เขาเสนอแนะแนวทางด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่แฝงไปด้วยความนัยลึกซึ้ง “ให้พี่เล่ยคอยเป็นหูเป็นตาแทนนาย คอยรายงานสถานการณ์ทางฝั่งนี้ให้นายรู้ได้ตลอดเวลา หากมีความเคลื่อนไหวอะไรผิดปกติ นายจะได้รู้ตัวและจัดการได้ทันท่วงที”
“ตกลง เอาตามนี้เลย”
ดวงตาของหวังฟานเป็นประกายขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำแนะนำนั้น เขาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างกระตือรือร้น “ฉันก็รู้สึกว่าพี่เขาเป็นคนหัวไวและฉลาดเฉลียวใช้ได้เลยนะ ดูแล้วน่าจะไว้ใจได้”
“พี่เล่ยเป็นคนมีความทะเยอทะยาน คิดการใหญ่ถึงขั้นอยากจะเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง”
กู้ปินปรายตามองเพื่อนแวบหนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้งออกมาที่มุมปาก “แต่ในตอนที่ยังสะสมต้นทุนไม่มากพอ พี่เล่ยจะยังไม่มีความคิดที่จะทรยศหักหลังหรอก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ปีกกล้าขาแข็งขึ้นมา ก็ไม่แน่เหมือนกัน ถึงตอนนั้นไม่ใช่แค่จะหันมาเป็นคู่แข่งกับคุณเท่านั้นนะ แต่อาจจะดึงตัวคนทำงานของนายไปด้วยก็ได้”
“เหอะ”
หวังฟานรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่กลางวงสนทนา เขาหน้าเสียจนทำตัวไม่ถูก ได้แต่แก้เก้อด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“ความทะเยอทะยานของพี่เขาไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ คิดอยากจะเปิดบริษัทเองเชียวเหรอ พี่เขาคิดว่าการทำธุรกิจมันเหมือนเล่นขายของหรือไงกัน ถ้าไม่มีเงินทุนหนาๆ กับเส้นสายที่กว้างขวาง ลำพังแค่ความสามารถหางอึ่งแค่นั้นของพี่เขา มีหวังได้โดนคนอื่นหลอกจนหมดตัวแน่”
“พี่เยี่ยนก็ยังอยู่นะ”
หลี่เลี่ยงทนฟังเสียงบ่นกระปอดกระแปดของเพื่อนไม่ไหว เขาจึงเอ่ยเตือนสติขึ้นมา “ต่อหน้าพี่เขา นายยังกล้าดูถูกผู้หญิงอีกเหรอ”
“เฮ้ยๆ พวกนายคุยเรื่องของพวกนายไปเถอะ อย่าลากพี่เข้าไปเกี่ยวด้วยเลย”
หลี่เยี่ยนเป็นคนฉลาดทันคน เธอรีบออกตัวปฏิเสธที่จะเข้าไปพัวพันในบทสนทนานั้นทันที เมื่อเห็นว่าทีมงานรายการคนอื่นๆ เก็บอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอจึงถือโอกาสนี้ขอตัวลากลับ แล้วขึ้นรถไปพร้อมกับกลุ่มทีมงานหลัก เดินทางออกจากสระน้ำหวังฝู่ไปในที่สุด
***
ถนนซีเกิงเต้า บ้านเลขที่ 1
นับตั้งแต่บ่อน้ำในลานบ้านตระกูลอู๋ผ่านการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ และได้รับการประกาศให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองน้ำพุแห่งใหม่ ทางคณะกรรมการชุมชนก็ให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ โดยอาศัยจังหวะที่มีโครงการปรับปรุงเขตเมืองเก่า ส่งเจ้าหน้าที่มา ก่ออิฐทำเป็นรั้วกั้นรอบบ่อน้ำพุอย่างสวยงาม ทั้งยังนำดอกบัวมาปลูกประดับไว้อีกด้วย
หลินซีอวี่เดินตามหลังอู๋เหมิงเข้าไปในลานบ้าน เพียงแค่กวาดสายตามองไปแวบแรก เธอก็สะดุดตากับใบบัวสีเขียวชอุ่มมันวาวที่ชูช่อรับแสงแดดยามต้นฤดูใบไม้ร่วง ดูแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
“สวยจังเลย ดอกบัวพวกนี้ที่บ้านเธอปลูกเองเหรอ”
“เปล่าหรอก ทางคณะกรรมการชุมชนเขามาปลูกให้น่ะ”
น้ำเสียงของอู๋เหมิงเจือไปด้วยความภาคภูมิใจเล็กน้อยขณะอธิบายให้เพื่อนฟัง “ช่วงนี้มีคนมาตักน้ำที่บ้านฉันเยอะมากเลยนะ ใครๆ ก็พูดกันว่าฮวงจุ้ยบ้านนี้ดี น้ำในบ่อก็ศักดิ์สิทธิ์ พลอยทำให้มีลูกค้ามาจ้างแม่ฉันตัดเสื้อเยอะขึ้นตามไปด้วย”
“แค่เพราะน้ำพุศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียวเหรอจ๊ะ”
หลินซีอวี่แกล้งเย้าแหย่เพื่อนสาวด้วยรอยยิ้มซุกซน “ไม่มีเครดิตของทีมงานรายการบ้างเลยเหรอ เขาอุตส่าห์มาถ่ายทำสกู๊ปพิเศษที่บ้านเธอ ช่วยแม่เธอโฆษณาร้านตั้งขนาดนั้น”
“ฮ่าๆๆ”
อู๋เหมิงหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างอารมณ์ดี “สีหน้าท่าทางของเธอเมื่อกี้ เหมือนกับตอนที่พี่เยี่ยนมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านฉันเปี๊ยบเลย คำพูดคำจาก็แทบจะถอดแบบกันมา”
“แค่กๆ”
ใบหน้าของหลินซีอวี่ขึ้นสีระเรื่อจนลามไปถึงใบหู เธอรีบแก้ต่างให้ตัวเองแก้เขิน “นั่นก็แสดงว่าวีรบุรุษเห็นพ้องต้องกันไง ฉันกับพี่เยี่ยนมีความคิดเห็นที่ตรงกัน”
“จ้าๆๆ พวกเธอสองคนพูดถูกทั้งคู่เลย”
อู๋เหมิงพยักหน้าเออออห่อหมกไปตามเรื่อง “ฉันขอบคุณพวกเธอจากใจจริงเลย เดี๋ยวตอนวัดตัวตัดเสื้อ ฉันจะให้แม่ลดราคาให้เธอเป็นพิเศษเลย ตกลงไหม”
“แบบนี้ค่อยน่าฟังหน่อย”
หลินซีอวี่ทำท่าเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างน่าเอ็นดู พยักหน้าแสดงความพอใจแบบแกล้งๆ
“ซีอวี่มาแล้วเหรอ เข้ามาข้างในเร็วลูก”
แม่ของอู๋เหมิงที่ได้ยินเสียงพูดคุยหยอกล้อดังมาจากด้านนอก เลิกม่านประตูขึ้นแล้วกวักมือเรียกเด็กสาวด้วยความเอ็นดู
“สวัสดีค่ะคุณป้า”
หลินซีอวี่กับอู๋เหมิงเป็นเพื่อนสนิทที่ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ การมาเที่ยวเล่นที่บ้านเพื่อนจึงทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายราวกับอยู่บ้านของตัวเอง ไม่มีความรู้สึกเกร็งหรือขัดเขินแม้แต่น้อย
“พ่อของอู๋เหมิงเขาไปช้อนกุ้งฝอยมาจากคูน้ำแถวเขตภูเขาทางตอนใต้ ป้าเพิ่งจะทอดเสร็จใหม่ๆ เลยตักมาให้หนูลองชิมดู”
ป้าอู๋มองเด็กสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มด้วยความชอบใจ นางปล่อยม่านประตูลง แล้วเดินกลับเข้าไปในครัว ก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับจานใส่กุ้งแม่น้ำทอดกรอบที่ส่งกลิ่นหอมฉุย
“ว้าว หอมจังเลยค่ะ”
หลินซีอวี่สูดดมกลิ่นหอมของอาหารพลางทำจมูกยุกยิกด้วยความเคลิบเคลิ้ม “มาที่นี่ทีไรก็ได้กินของอร่อยทุกทีเลย มีความสุขจัง ขอบคุณนะคะคุณป้า”
“ขอบอกขอบใจอะไรกันล่ะจ๊ะ”
หญิงวัยกลางคนส่งตะเกียบให้เด็กสาวทั้งสองคนละคู่ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ป้าสิต้องขอบคุณหนู ตลอดสามปีที่อู๋เหมิงเรียนมัธยมปลาย โชคดีที่มีหนูคอยช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้นยัยลูกสาวจอมซื่อบื้อของป้าคนนี้ คงโดนคนอื่นรังแกจนแย่ไปแล้ว”
“แม่ พูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกทำไมเนี่ย”
อู๋เหมิงถึงกับสำลัก กุ้งทอดที่เพิ่งส่งเข้าปากพลันจืดชืดไร้รสชาติขึ้นมาทันที
“แม่พูดอะไรผิดตรงไหน ฮึ! ทำมาเป็นถลึงตาใส่แม่”
ผู้เป็นแม่ทำหน้าขรึม เอ็ดลูกสาวด้วยความไม่พอใจ “ที่แม่พูดก็เพราะหวังดี อยากให้ซีอวี่เขาเอ็นดูแก จะได้คอยช่วยเหลือดูแลแกต่อไปในวันข้างหน้าไงเล่า”
“คุณป้าวางใจเถอะค่ะ หนูจะช่วยดูเอง”
หลินซีอวี่ที่กำลังเคี้ยวตุ้ยๆ รู้ดีว่ากินของเขาแล้วก็ต้องปากหวานหน่อย เธอรีบเอาอกเอาใจผู้ใหญ่ทันที “หนูกับอู๋เหมิงเป็นเพื่อนรักกัน ถ้าหนูไม่ช่วยเธอแล้วจะไปช่วยใครที่ไหนล่ะคะ”
“กุ้งทอดอร่อยไหมลูก”
คำตอบนั้นทำให้ป้าอู๋พอใจเป็นอย่างมาก รอยยิ้มบนใบหน้าดูอ่อนโยนและเมตตายิ่งกว่าเดิม
“อร่อยมากค่ะ”
หลินซีอวี่ยิ้มตาหยีพลางพยักหน้ารับรัวๆ
“อร่อยก็กินเยอะๆ นะ”
พูดจบป้าอู๋ก็แย่งตะเกียบมาจากมือลูกสาวตัวเอง แล้วคีบกุ้งทอดป้อนใส่ปากหลินซีอวี่ด้วยความเอ็นดู
กุ้งแม่น้ำตัวเล็กขนาดเพียงหนึ่งในสามของนิ้วมือผู้ใหญ่ ชุบแป้งบางๆ ปรุงรสด้วยเกลือ ทอดจนเหลืองกรอบ เคี้ยวแล้วได้รสสัมผัสกรุบกริบ หอมอบอวลไปทั่วทั้งปาก รสชาติอร่อยล้ำเกินบรรยาย หลินซีอวี่เคี้ยวด้วยความเอร็ดอร่อยจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
“แม่ ตกลงใครเป็นลูกแท้ๆ ของแม่กันแน่เนี่ย”
อู๋เหมิงมองตะเกียบที่โดนแย่งไปแล้วได้แต่พูดไม่ออก
“พ่อแกทอดกุ้งทีไร แกก็กินไปตั้งเยอะแล้ว”
คนเป็นแม่ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ “ซีอวี่นานๆ จะมาที ให้เพื่อนกินหน่อยจะเป็นไรไป”
“เธอใกล้จะหมั้นแล้วนะแม่”
อู๋เหมิงเถียงแม่ไม่ชนะ จึงงัดไม้ตายออกมาใช้ “ที่แม่ขุนเธอแบบนี้ ไม่ใช่หวังดีนะ แต่กำลังทำร้ายเพื่อนหนูชัดๆ ถ้ากินจนอ้วนขึ้นมา เดี๋ยวก็ใส่ชุดไม่สวยหรอก”
หลินซีอวี่ “......”
กุ้งทอดรสเลิศในปากพลันฝืดคอขึ้นมาทันที รสชาติความอร่อยหายวับไปกับตา
“ซีอวี่จะหมั้นแล้วเหรอ”
ป้าอู๋ได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันทีด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
“ค่ะ”
ใบหูของหลินซีอวี่แดงระเรื่อ ความเขินอายแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า
“กับหลานชายของเหล่ากู้ใช่ไหม”
หญิงวัยกลางคนลองหยั่งเชิงถาม “คนที่เคยมาที่บ้านคราวนั้น ที่ชื่อกู้ปินใช่หรือเปล่า”
“ใช่ค่ะ”
เด็กสาวพยักหน้าเบาๆ ด้วยความขัดเขิน
“โอ๊ย ดีจริงๆ เลยลูก”
ป้าอู๋ดีใจแทนจากใจจริง “ซีอวี่นี่มีวาสนาจริงๆ นะที่ได้แต่งงานกับหลานชายของเหล่ากู้ สาวบริสุทธิ์แถวนี้ใครบ้างล่ะจะไม่จ้องตาเป็นมัน ต่างก็อยากจะปีนมังกรเกาะหงส์ เปลี่ยนจากไก่ป่ากลายเป็นหงส์ฟ้ากันทั้งนั้นแหละ”
“แค่กๆ”
พอได้ยินคำว่า 'ปีนมังกรเกาะหงส์' จู่ๆ ภาพใบหน้าของใครบางคนก็ผุดขึ้นมาในหัวของหลินซีอวี่ เมื่อนึกถึงแม่ของกู้ปินที่จนป่านนี้ก็ยังไม่ยอมเปิดปากอนุญาต หัวใจของเธอก็พลันอึดอัด เหมือนมีก้อนหินหนักอึ้งทับเอาไว้จนหายใจไม่ค่อยออก
“แม่ พูดอะไรของแม่อีกเนี่ย”
อู๋เหมิงเห็นสีหน้าเพื่อนไม่สู้ดีจึงหันไปเอ็ดแม่ด้วยความหงุดหงิด “อะไรคือไก่ป่ากลายเป็นหงส์ฟ้า ถ้าพูดดีๆ ไม่เป็นก็อย่าพูดเลย บรรยากาศกำลังดีแท้ๆ พอแม่พูดแบบนี้ กุ้งทอดหมดความอร่อยไปเลย”
“แม่ไม่ได้ว่าซีอวี่สักหน่อย”
ป้าอู๋ถลึงตาใส่ลูกสาวอย่างไม่พอใจที่โดนขัด “แม่หมายถึงพวกชาวบ้านแถวนี้ต่างหาก”
“ที่ซีอวี่มาวันนี้ ก็เพราะอยากจะตัดกี่เพ้าสักชุด”
อู๋เหมิงไม่อยากต่อปากต่อคำกับแม่ จึงรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อกู้บรรยากาศ “นี่เป็นงานถนัดระดับไม้ตายก้นหีบของแม่เลยนะ ว่าที่เจ้าสาวจะสวยสง่าในงานหมั้นได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือแม่แล้วล่ะ”
“ตัดกี่เพ้าเหรอ ดีเลยๆ”
พอได้ยินว่าจะตัดเสื้อ ป้าอู๋ก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที “แล้วทำไมไม่รีบบอกตั้งแต่แรกล่ะ”
“แม่เปิดโอกาสให้หนูพูดที่ไหนกันล่ะ”
อู๋เหมิงบ่นอุบด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ “พอเข้ามาในบ้าน แม่ก็เอาแต่วุ่นวายอยู่กับซีอวี่ ไม่แม้แต่จะชายตามองหนูด้วยซ้ำ”
“ลูกใช้ปากพูด ไม่ได้ใช้ตาพูดสักหน่อย”
ผู้เป็นแม่ย้อนกลับอย่างอารมณ์ดี “ถ้าแม่ไม่มองลูก แล้วลูกพูดไม่ได้หรือไง”
“หนูผิดเองแหละ พอใจหรือยัง”
อู๋เหมิงรู้สึกอ่อนใจกับความไร้เหตุผลของแม่บังเกิดเกล้า “แม่เลิกแกล้งหนูได้แล้ว รีบวัดตัวให้ซีอวี่เถอะ กู้ปินกับหลี่เลี่ยงยังรออยู่ข้างนอกนะ”
[จบบท]