บทที่ 160: ความรักราคาแพง
“ดูท่าฉันจะเดาถูกสินะ”
ดวงตาของอู๋เหมิงเปล่งประกายวาววับด้วยความอยากรู้อยากเห็น แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยรังสีของเรื่องซุบซิบที่กำลังลุกโชน ราวกับเพิ่งค้นพบความลับระดับโลกที่น่าตื่นเต้นที่สุด
“สองคนนั้นไม่ได้คบกัน”
หลินซีอวี่รีบเอ่ยตัดบททันควัน เธอไม่อยากให้อีกฝ่ายคาดเดาไปเรื่อยเปื่อยจนเกิดเรื่องวุ่นวาย ซึ่งอาจจะนำความเดือดร้อนมาสู่พี่สาวลูกพี่ลูกน้องของเธอได้ในภายหลัง น้ำเสียงของเธอจึงจริงจังและหนักแน่น
“เรื่องนี้เธอห้ามบอกใครเด็ดขาดนะ รวมทั้งแม่ของเธอด้วย ห้ามหลุดปากพูดออกไปเชียว”
“ก็ได้”
อู๋เหมิงตอบรับเสียงอ่อย เปลวไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นที่เพิ่งถูกจุดขึ้นเมื่อครู่ ถูกน้ำเย็นสาดโครมเดียวจนมอดดับไปอย่างน่าเสียดาย สีหน้าของเธอฉายแววผิดหวังออกมาอย่างปิดไม่มิด
“เธอรีบกลับบ้านไปก่อนเถอะ”
หลินซีอวี่เอ่ยไล่เพื่อนด้วยความกลัดกลุ้ม ตอนนี้ในใจของเธอเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายจนไม่มีกะจิตกะใจจะมานั่งคุยเล่น
“พวกเราค่อยหาเวลาว่างมาคุยกันวันหลังนะ”
“โอเค งั้นฉันไปนะ”
อู๋เหมิงเห็นว่าสีหน้าของเพื่อนดูไม่ค่อยสู้ดีนักและดูเหมือนจะมีเรื่องให้ขบคิด จึงไม่กล้าเซ้าซี้รบกวนต่อ เธอออกแรงถีบบันไดจักรยานแล้วปั่นออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่ค่อยๆ ไกลออกไป
“เฮ้อ”
หลินซีอวี่ทอดสายตามองส่งเพื่อนจนลับสายตา ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความคิดในหัวหมุนวนไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน ถึงแม้ปากจะบอกปัดไปแล้ว แต่ในใจลึกๆ เธอก็ยังคงวางใจไม่ได้
มือเรียวล้วงโทรศัพท์ออกมา กดส่งข้อความหาพี่สาวลูกพี่ลูกน้องด้วยความเป็นห่วง
ชั่วอึดใจต่อมา เพจเจอร์ที่เหน็บอยู่ตรงเอวของพี่สาวลูกพี่ลูกน้องก็ส่งเสียงดังขึ้น หญิงสาวก้มลงมองหน้าจอที่แสดงหมายเลขโทรเข้า ทันใดนั้นสีหน้าของเธอก็แปรเปลี่ยนเป็นความประหม่าและดูไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมาทันที
เธอลนลานรีบเปิดกระเป๋าสะพายข้างที่พกติดตัว หยิบซองจดหมายซองหนึ่งออกมาแล้วยัดใส่มือของเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอให้อีกฝ่ายทันได้เอ่ยปากปฏิเสธหรือแสดงท่าทีขัดขืนใดๆ จากนั้นเธอก็รีบกระโดดขึ้นคร่อมรถจักรยาน แล้วปั่นหนีออกไปจากตรงนั้นราวกับพายุพัดหายลับไปในพริบตา
***
“พี่คะ พี่แอบไปเจอนักศึกษาชายคนนั้นมาอีกแล้วใช่มั้ย”
หลินซีอวี่หาข้ออ้างเรียกตัวพี่สาวลูกพี่ลูกน้องกลับมาจากมหาวิทยาลัย ทันทีที่เจอหน้า เธอก็เปิดฉากยิงคำถามใส่ตรงๆ โดยไม่เปิดช่องว่างให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัวหรือหาข้อแก้ตัวใดๆ
“เธอรู้ได้ยังไง”
หลิวเล่ยมีท่าทีร้อนตัวขึ้นมาทันที สายตาของเธอลอกแลกมองไปทางอื่น ไม่กล้าสบตาคู่สนทนาตรงๆ ความรู้สึกผิดฉายชัดอยู่บนใบหน้า
“เพื่อนของฉันคนหนึ่งเห็นพี่อยู่ที่มหาวิทยาลัยซานตง”
หลินซีอวี่ไม่ได้เอ่ยชื่ออู๋เหมิงออกมา เธอเลือกที่จะโกหกคำโตด้วยการอ้างเพื่อนสมมติขึ้นมาสักคนเพื่อปิดบังแหล่งข่าว
“ใครกันนะ ปากสว่างจริงเชียว...”
หลิวเล่ยบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ใบหน้าบูดบึ้งอย่างไม่สบอารมณ์
“เห็นก็เห็นไปสิ ทำไมต้องเอาไปป่าวประกาศให้คนอื่นเขารู้ไปทั่วด้วยก็ไม่รู้”
“พี่เล่ย พี่เลิกบ่นเรื่องคนอื่นก่อนเถอะ”
หลินซีอวี่มองพี่สาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนเหนื่อยหน่ายใจ
“พี่บอกฉันมาตามตรงเถอะนะ พี่เอาเงินไปให้ผู้ชายคนนั้นอีกแล้วใช่มั้ย วันๆ พี่ทำงานหนักแทบตาย กินอยู่อย่างประหยัดมัธยัสถ์ แต่กลับเอาเงินทั้งหมดไปถมลงในหลุมดำที่ไม่มีวันเต็มแบบนั้น พี่ทำไปเพื่ออะไรกันแน่”
“ก็เพื่อให้เขาได้ดิบได้ดีไงล่ะ”
หลิวเล่ยก้มหน้าตอบเสียงอ่อย พลางใช้นิ้วเขี่ยชายเสื้อตัวเองเล่นแก้เก้อ
“เขาบอกว่าเขามั่นใจว่าจะสอบเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ได้แน่ๆ ถ้าสอบได้แล้ว อนาคตเขาจะได้ไปทำงานที่จงกวนชุน พอเขาหาเงินได้เยอะๆ เขาก็จะเอาเงินที่ติดค้างฉันไว้มาคืนให้ทั้งหมด”
“พี่หวังแค่นั้นจริงๆ เหรอ”
หลินซีอวี่หรี่ตามองอย่างไม่เชื่อถือ น้ำเสียงของเธอเจือแววคาดคั้น
“พี่ไม่มีความคิดอื่นแอบแฝงเลยเหรอ ไม่ได้อยากจะขยับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกับเขามากกว่านี้จริงๆ น่ะเหรอ”
“ฉันก็อยากอยู่นะ...”
ดวงตาของหลิวเล่ยหม่นแสงลงทันตา แววตาฉายความน้อยเนื้อต่ำใจและความขมขื่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“แต่เขาตายังไม่ได้ตกลงปลงใจกับฉันนี่นา”
“พี่เล่ย พี่ตื่นเสียทีเถอะ”
หลินซีอวี่รู้สึกสงสารและเสียดายแทนพี่สาวจนต้องเอ่ยเตือนสติด้วยความหวังดี
“ผู้ชายคนนั้นเขาไม่มีความจริงใจให้พี่เลยสักนิด เขาเห็นพี่เป็นแค่ตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่เท่านั้นแหละ ถ้าพี่ไม่ได้คิดอะไรกับเขาจริงๆ แค่อยากจะหาความสุขทางใจ หรืออยากจะสนองความรู้สึกเป็นแม่พระของตัวเอง ฉันก็คงจะไม่พูดอะไรมากหรอก”
“แต่พี่ลองมองดูสภาพตัวเองตอนนี้สิ พี่ถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว พี่กำลังวาดฝันเรื่องความรักกับเขาอยู่ ถ้าวันไหนฝันสลายขึ้นมา ฉันกลัวจริงๆ ว่าพี่จะรับมันไม่ไหว”
“เขาเป็นคนมุ่งมั่นกับการเรียน เขาเลยไม่อยากมีแฟนตอนนี้”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องยังคงพยายามหาเหตุผลมาเข้าข้างชายหนุ่มที่ตนหลงรัก
“อยู่ที่มหาวิทยาลัยเขาก็ไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด ไม่เคยสุงสิงกับผู้หญิงคนไหนเลย ฉันเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ได้อยู่ใกล้ชิดเขา โบราณว่าไว้น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน”
“หรืออย่างที่เขาว่าอยู่ใกล้ศาลาท่าน้ำย่อมคว้าดวงจันทร์ได้ก่อน ฉันก็แค่คอยดูแลเอาใจใส่เขาเงียบๆ คอยช่วยเหลือเขา ทำให้เขาเห็นความดีของฉัน สักวันหนึ่งถ้าเขาเปิดใจอยากจะมีความรัก คนแรกที่เขาจะนึกถึงก็ต้องเป็นฉัน...”
“ฉันล่ะเชื่อพี่เลยจริงๆ”
หลินซีอวี่ยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความอ่อนใจ เธอไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบายให้คนตรงหน้าเข้าใจได้
“พี่เล่ย พี่ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ถ้าผู้ชายคนนั้นเขามีใจให้พี่จริงๆ เขาจะไม่มีวันแสดงพฤติกรรมแบบนี้เด็ดขาด ฉันไม่อยากเห็นพี่จมปลักอยู่กับความหวังลมๆ แล้งๆ แบบนี้อีกแล้ว ไม่อยากรอให้พี่เจ็บจนเจียนตายแล้วค่อยมาคิดได้ทีหลัง”
“แต่ฉันรู้สึกว่า...”
หลิวเล่ยพึมพำเสียงเบา ท่าทางยังคงดื้อดึงและไม่ยอมจำนนต่อความจริง
“เขาก็มีใจให้ฉันอยู่บ้างเหมือนกันนะ ไม่อย่างนั้นทำไมเขาถึงไม่ยอมให้ผู้หญิงคนอื่นเข้าใกล้ แต่ยอมให้ฉันเข้าหาเขาได้ล่ะ...”
“นั่นก็เพราะพี่ให้เงินเขาไง”
หลินซีอวี่พูดแทงใจดำอย่างตรงไปตรงมา ทำลายวิมานในอากาศของพี่สาวจนพังทลาย
“เขาอยากได้เงินพี่ แต่ไม่อยากเสียความรู้สึกและไม่อยากผูกมัด คนแบบนี้ก็คือพวกผู้ชายเจ้าชู้ที่ชอบหลอกฟันแล้วทิ้ง หรือไม่ก็พวกปอกลอกหลอกกินฟรีชัดๆ”
“สวี่รุ่ยเขาไม่ใช่คนแบบนั้นนะ”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องรีบเอ่ยแก้ต่างแทนชายหนุ่มคนนั้นทันทีโดยสัญชาตญาณ
“เขาแค่ขัดสนเรื่องเงินจริงๆ ทางบ้านเขามีภาระค่าใช้จ่ายเยอะมาก เขาไม่อยากดึงฉันเข้าไปลำบากด้วย เขาถึงยังไม่ยอมคบกับฉัน”
“ถ้าเขาไม่อยากคบ แล้วเขามารับเงินพี่ทำไม”
หลินซีอวี่ถามสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเฉียบขาด
“พี่บอกความจริงฉันมาเถอะ ครั้งนี้พี่ให้เงินเขาไปเท่าไหร่”
“ไม่... ไม่เท่าไหร่หรอก”
หลิวเล่ยหลบสายตาด้วยความรู้สึกผิด ไม่กล้าสู้หน้าผู้เป็นน้อง
“ไม่เท่าไหร่คือเท่าไหร่กันแน่”
หลินซีอวี่ไม่ยอมปล่อยผ่าน เธอยังคงซักไซ้ไล่เลียงอย่างไม่ลดละ
“รีบพูดมาสิ อย่าให้ฉันต้องโมโหไปมากกว่านี้ ถ้าพี่ไม่ยอมบอก ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องป้าใหญ่เดี๋ยวนี้แหละ”
“อย่าๆๆ อย่าบอกแม่ฉันนะ...”
เมื่อเจอลูกไม้นี้เข้าไป หลิวเล่ยก็ถึงกับไปไม่เป็น เธออึกอักอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็จำยอมต้องสารภาพความจริงออกมา
“สองพัน...”
“สองพันหยวน?!”
หลินซีอวี่อุทานลั่นด้วยความตกตะลึงเมื่อได้ยินจำนวนเงิน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“พี่นี่ใจป้ำจริงๆ เลยนะ เงินตั้งสองพันหยวนพี่โยนให้เขาไปง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ”
“ก็ย่าของเขาป่วยหนักนี่นา ต้องใช้เงินรักษาเยอะมาก ฉันช่วยได้เท่าไหร่ก็ช่วย”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องยิ้มเจื่อนๆ พยายามหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองดูดีขึ้น
“อีกอย่าง ฉันกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้จัดการร้านแล้ว เงินเดือนก็จะเพิ่มขึ้นด้วย เงินแค่สองพันเดี๋ยวทำงานแป๊บเดียวก็ได้คืนมาแล้ว”
“อะไรคือเงินแค่สองพัน”
หลินซีอวี่รู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับตรรกะของพี่สาว
“พี่ลืมไปแล้วเหรอว่าพี่ยังต้องผ่อนค่าเช่าเซ้งร้านอีก พี่กู้เงินบริษัทมาแล้วก็ต้องเอาเงินเดือนไปหักใช้หนี้ หักแล้วพี่จะเหลือเงินใช้สักกี่หยวนกันเชียว”
“ก็ถ้าได้เป็นรองผู้จัดการร้าน เงินเดือนมันก็ต้องขึ้นสิ”
น้ำเสียงของพี่สาวลูกพี่ลูกน้องเริ่มแผ่วลง ความมั่นใจหดหายไปเกินครึ่ง
“พอหักหนี้ค่าร้านแล้ว มันก็ต้องเหลือเงินเก็บบ้างแหละน่า...”
“พี่บอกเรื่องเลื่อนตำแหน่งให้เขารู้แล้วเหรอ”
ตอนนี้ความรู้สึกของหลินซีอวี่มันเกินคำว่าเอือมระอาไปไกลโขแล้ว
“นี่เป็นความสำเร็จที่ฉันแลกมาด้วยความสามารถของตัวเองนะ ฉันก็ต้องบอกให้เขารู้สิ...”
กระบวนการคิดของพี่สาวลูกพี่ลูกน้องช่างแตกต่างจากคนปกติทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
“ฉันอยากให้เขารู้ว่า ถึงฉันจะเรียนไม่เก่งเหมือนเขา แต่ฉันก็มีดีในแบบของฉัน อย่างน้อยเรื่องหาเงิน ฉันก็ไม่เป็นรองใครหน้าไหนทั้งนั้น”
“พี่คอยดูเถอะ”
หลินซีอวี่ส่งสายตาเอือมระอาไปให้พี่สาว ราวกับกำลังมองคนไข้ที่เกินเยียวยา
“พอเขารู้ว่าพี่ได้เป็นรองผู้จัดการร้าน ความโลภของเขาจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปค่าใช้จ่ายของคนทั้งตระกูลเขา พี่คงต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมดแน่”
“เอาน่าๆ”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องยกมือขึ้นลูบจมูกแก้เก้อ หัวเราะแห้งๆ ออกมาสองสามทีเป็นการยอมรับกลายๆ
“นอกจากค่ารักษาพยาบาลย่าเขาแล้ว พี่จ่ายค่าอะไรให้เขาอีก”
หัวใจของหลินซีอวี่กระตุกวูบ ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเธอว่าเรื่องมันยังไม่จบแค่นี้
“การสอบวิศวกรซอฟต์แวร์มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะ...”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องบิดมือไปมาด้วยความประหม่า พูดจาอึกอักตะกุกตะกัก
“ค่าตำราเรียน ค่าชั่วโมงฝึกคอมพิวเตอร์ อะไรพวกนี้... มันต้องใช้เงินเยอะมาก...”
“คุณพระช่วย!”
หลินซีอวี่ยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ เธอโกรธจนพูดไม่ออก จุกแน่นอยู่ในอกไปหมด
“ซีอวี่ น้องรัก...”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องส่งยิ้มแห้งแล้งมาให้ พยายามทำหน้าตาน่าสงสาร
“เรื่องนี้เธอเหยียบให้มิดเลยนะ ห้ามหลุดปากบอกแม่ฉันเด็ดขาด”
“จะไม่บอกป้าใหญ่ก็ได้”
หลินซีอวี่เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจัง สายตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
“แต่ครั้งนี้ ฉันคงจะนิ่งดูดายไม่ได้อีกแล้ว ฉันทนเห็นพี่จมปลักถูกเขาหลอกต้มตุ๋นต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ”
“เธอจะทำอะไรน่ะ”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องใจหายวาบ รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาทันที
“ฉันไม่ทำอะไรเขาหรอกน่า...”
หลินซีอวี่ไม่อยากหักด้ามพร้าด้วยเข่า จึงเลือกใช้วิธีประนีประนอมพบกันคนละครึ่งทาง
“พี่บอกว่าเขาจะสอบวิศวกรซอฟต์แวร์ใช่มั้ย กู้ปินกับหวังฟานเปิดร้านอินเทอร์เน็ตอยู่ ที่นั่นมีเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมสรรพ ถ้าเขาอยากใช้คอมพิวเตอร์ฝึกฝน ก็ให้เขามาใช้ที่ร้านได้ตลอดเวลา เดี๋ยวฉันจะคุยกับกู้ปินให้เอง รับรองว่าไม่มีปัญหา”
“งั้นก็ดีเลยสิ...”
[จบบท]