บทที่ 216: เป้าหมายที่ท้าทาย
"ป้าจ้าวค่อยๆ เดินนะคะ ลงบันไดระวังด้วย คนกำลังเยอะเลย เดี๋ยวจะก้าวพลาดเอาได้"
หลินซีอวี่เดินไปส่งแม่ของเพื่อนสนิทที่หัวบันได เธอชะโงกหน้ามองตามหลังหญิงวัยกลางคนจนกระทั่งเห็นว่าอีกฝ่ายเดินลงไปถึงชั้นล่างอย่างปลอดภัยแล้ว ถึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกแล้วหมุนตัวเดินกลับมาที่ร้าน
"แหม เรียกคุณป้าซะเสียงหวานเชียว ฟังดูสนิทสนมยิ่งกว่าฉันที่เป็นลูกสาวแท้ๆ ซะอีกนะเนี่ย"
อู๋เหมิงที่เห็นเพื่อนเดินกลับมาก็รีบเอ่ยปากแซวทันที ใบหน้าของเธอประดับไปด้วยรอยยิ้มล้อเลียนอย่างปิดไม่มิด
"ป่านนี้แม่ฉันคงยิ้มแก้มปริไปแล้วมั้ง เผลอๆ คงอยากจะรีบวิ่งไปเคาะประตูบ้านเพื่อนบ้านละแวกนั้นใจจะขาด เพื่อจะได้อวดเสื้อไหมพรมตัวใหม่ที่เธอให้มา"
"นั่นไม่ใช่ของที่เธอเป็นคนให้หรอกเหรอ"
หลินซีอวี่ยิ้มขำก่อนจะย้อนกลับไปบ้าง
"เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าค่าจ้างวันนี้คือเอามาหักหนี้ แล้วก็เลี้ยงข้าวเย็นมื้อเดียว ส่วนอย่างอื่นน่ะไม่มีให้หรอกนะ"
"โธ่เอ๊ย..."
อู๋เหมิงหุบยิ้มแทบจะทันที ไหล่เล็กๆ ลู่ลงอย่างคนหมดแรงแสร้งทำเป็นน่าสงสารเรียกคะแนนความเห็นใจ
"ช่างเถอะ ไม่พูดแล้ว ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปดีกว่า เกิดมามีกรรมก็ต้องทำใจ เป็นวัวเป็นควายให้เขาใช้งานต่อไป"
"อย่ามาเล่นใหญ่น่า"
หลินซีอวี่หัวเราะร่าพลางเอื้อมมือไปทุบไหล่เพื่อนเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้
"พูดซะเหมือนฉันเป็นนายจ้างหน้าเลือดที่คอยกดขี่แรงงานเธออย่างนั้นแหละ"
"เธอไม่ได้กดขี่หรอก แต่ฉันมันดวงกุดเองต่างหาก"
อู๋เหมิงยังคงสวมบทบาทนางเอกละครโศกต่อไปอย่างเมามัน
"ผักกาดขาวที่ขมขื่นที่สุดในไร่ก็คงหนีไม่พ้นฉันคนนี้แหละ"
"เอ้าๆ เลิกตัดพ้อได้แล้ว ลูกค้ามานู่นแล้ว"
หลินซีอวี่ขำจนท้องแข็ง ก่อนจะแกล้งหยอกกลับไปบ้างเพื่อให้เพื่อนมีกำลังใจ
"เอาแบบนี้ไหมล่ะ เงินเดือนพื้นฐานไม่มีให้ แต่ค่าคอมมิชชันยังให้เหมือนเดิม ถ้าเธอขายออกไปได้หนึ่งตัว ฉันให้ส่วนแบ่งตัวละห้าหยวนเลย เป็นไง ข้อเสนอนี้พอจะช่วยให้หายขมขื่นได้บ้างไหม"
"จริงดิ"
ดวงตาของอู๋เหมิงเป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที ความเหนื่อยล้าเมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้งราวกับได้ยาดี
"ล้อเล่น"
หลินซีอวี่สบโอกาสเอาคืนบ้าง เธอแกล้งทำหน้าตายพูดยวนเพื่อน พลันเห็นใบหน้าของอู๋เหมิงเหี่ยวแฟบลงด้วยความผิดหวังในชั่วพริบตา เธอก็รีบเฉลยความจริงทันที
"ฉันหลอกเธอเล่นเฉยๆ"
"หา..."
อู๋เหมิงยืนอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันว่าตกลงเพื่อนจะเอายังไงกันแน่ สีหน้าตอนนี้จะร้องไห้ก็ไม่ใช่จะหัวเราะก็ไม่เชิง ดูตลกพิลึก
"ก็ต้องเป็นเรื่องจริงอยู่แล้วสิ..."
หลินซีอวี่กลั้นขำจนไหล่สั่น เธอรีบอธิบายขยายความให้เพื่อนเข้าใจ
"เราตกลงกันไว้ตั้งนานแล้วนี่นาว่าถ้าเธอมาช่วยฉันขายของ ฉันจะมีค่าตอบแทนให้ ส่วนเสื้อไหมพรมตัวนั้นน่ะ ฉันตั้งใจให้เพื่อตอบแทนน้ำใจป้าจ้าวต่างหาก อุตส่าห์ช่วยตัดชุดหมั้นให้ฉันโดยไม่คิดเงินสักบาท ฉันให้เสื้อตอบแทนไปแค่ตัวเดียวยังน้อยไปด้วยซ้ำ จะไปกล้าคิดเงินแม่เธอได้ยังไง"
"อ๋อ... อย่างนี้นี่เอง"
อู๋เหมิงถอนหายใจยาวเหยียด อารมณ์เหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกาที่พุ่งขึ้นสูงสุดแล้วดิ่งลงเหว ก่อนจะกลับมาสู่สภาวะปกติ เล่นเอาใจหายใจคว่ำไปหมด
"ทีนี้สบายใจแล้วใช่ไหม"
หลินซีอวี่พูดเสริมความมั่นใจให้อีกแรง
"ลูกค้าเดินมาแล้ว รีบไปขายของเถอะ จำไว้นะว่าลดราคาได้เต็มที่แต่ห้ามต่ำกว่าสี่สิบหยวนเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นพวกเราจะขาดทุนเอา"
"โอเค รับทราบ"
เมื่อได้ยินเรื่องเงินทอง อู๋เหมิงก็กลับมากระปรี้กระเปร่าทันตาเห็น เธอจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อยแล้วเดินยิ้มร่าเข้าไปต้อนรับลูกค้าที่กำลังเดินเข้ามาถามราคาอย่างกระตือรือร้น
หลินซีอวี่ยืนมองเพื่อนรักที่กำลังเจรจาต่อรองราคากับลูกค้าอย่างคล่องแคล่วว่องไวก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจ จากนั้นเธอก็เลิกสนใจเรื่องอื่น แล้วหันกลับมาทุ่มเทสมาธิให้กับการดูแลลูกค้าคนอื่นๆ ที่กำลังเลือกเสื้อผ้าอยู่ในร้าน
***
ตลาดค้าส่งสินค้าเบ็ดเตล็ดแห่งนี้มีผู้คนพลุกพล่านตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะบริเวณชั้นสองที่เป็นโซนขายเสื้อผ้า ลูกค้าเดินขวักไขว่กันไปมาอย่างไม่ขาดสาย
ร้านของพี่สาวลูกพี่ลูกน้องหรือหลิวเล่ยนั้นทำเลดีมาก ตั้งอยู่ติดกับหัวบันไดทางขึ้นพอดี ใครเดินขึ้นมาก็ต้องเห็นเป็นร้านแรก ประกอบกับเสื้อไหมพรมขนแกะที่วางโชว์อยู่นั้นมีลวดลายสวยงามสีสันสดใสสะดุดตา ทำให้ดึงดูดลูกค้าให้แวะเข้ามาชมได้อย่างง่ายดาย
สองสาวเพื่อนซี้ช่วยกันขายของอย่างเข้าขา ยิ่งขายก็ยิ่งคล่องมือ จนกระทั่งท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนสี น้าสะใภ้หิ้วปิ่นโตข้าวเย็นมาส่ง
ทั้งสองคนก็ทำยอดขายไปได้แล้วกว่ายี่สิบตัว โดยเฉพาะอู๋เหมิงที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ขายคนเดียวไปถึงสิบตัว เธอนั่งนับเงินส่วนแบ่งห้าสิบหยวนที่ได้รับมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มจนแก้มแทบปริ
***
"วางมือกันก่อนเถอะลูก มากินข้าวกันก่อน"
ฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว น้าสะใภ้เดินถือกระติกเก็บความร้อนใบใหญ่เดินขึ้นบันไดมา แล้วเลี้ยวตรงมาที่ร้าน
"ยายเขาลงมือห่อเกี๊ยวให้พวกหนูด้วยตัวเองเลยนะ เป็นไส้กุยช่ายหมูสับ เห็นบอกว่าเมื่อกลางวันพวกเรายุ่งจนกินข้าวไม่ทัน มื้อเย็นเลยจัดเต็มมาชดเชยให้"
"ไส้กุยช่ายหมูสับของโปรดหนูเลย"
หลินซีอวี่รีบวางมือจากงานตรงหน้า เดินเข้าไปรับกระติกใบนั้นมาถือไว้อย่างดีใจ ก่อนจะรีบหมุนฝาเปิดออกด้วยความหิว
"หอมจังเลย"
กลิ่นหอมของอาหารลอยโชยออกมาเตะจมูก อู๋เหมิงทำจมูกฟุดฟิดสูดดมกลิ่นหอมนั้นเข้าไปเต็มปอด
"มีทั้งหมดสามสิบลูก แบ่งกันคนละสิบห้าลูกนะ"
น้าสะใภ้หยิบตะเกียบที่เตรียมมาด้วยส่งให้ทั้งสองคน
หลินซีอวี่ไม่รอช้า ใช้ตะเกียบคีบเกี๊ยวตัวอวบอ้วนใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ ทันที
"อร่อยไหม"
อู๋เหมิงเห็นเพื่อนกินอย่างเอร็ดอร่อย พยาธิในท้องก็เริ่มประท้วง เธอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
"อร่อยมาก"
หลินซีอวี่เคี้ยวแก้มตุ่ย พยักหน้าหงึกหงักยืนยันความอร่อย
"เกี๊ยวฝีมือคุณยายอร่อยที่สุดในโลกเลย"
"งั้นฉันขอลองบ้าง"
อู๋เหมิงทนไม่ไหวอีกต่อไป รีบคว้ากระติกไปวางตรงหน้าตัวเองบ้าง
"จะเอาน้ำส้มสายชูไหมจ๊ะ"
น้าสะใภ้ยิ้มอย่างเอ็นดู พลางล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบขวดน้ำส้มสายชูขวดเล็กๆ ออกมาโชว์
อู๋เหมิงส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน เพราะเธอไม่ชอบรสเปรี้ยวจี๊ดของมันเท่าไหร่นัก
"หนูเอาค่ะ"
หลินซีอวี่รีบยื่นฝากระติกออกไปรองรับน้ำสีดำที่น้าสะใภ้เทออกมา
"คนซานซีอย่างพวกเราเวลากินเกี๊ยวต้องมีน้ำส้มสายชูแกล้มด้วยถึงจะครบสูตร หนูเองก็ถือว่าเป็นลูกครึ่งซานซีเหมือนกัน กินแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ถ้าขาดน้ำส้มสายชูไปคงกินไม่ลงแน่ๆ"
"พ่อฉันหนักกว่าเธออีก เวลากินเกี๊ยวทีไร นอกจากน้ำส้มสายชูแล้ว ยังต้องมีกระเทียมตำด้วยนะ"
อู๋เหมิงทำหน้าเหยเกเมื่อนึกถึงรสนิยมการกินของพ่อตัวเอง
"ฉันนั่งดูพ่อกินแบบนั้นมาสิบเก้าปีแล้ว แต่ก็ยังทำใจให้ชินไม่ได้สักที ไม่รู้กินเข้าไปได้ยังไง"
"น้ำส้มสายชูยังพอไหว แต่กระเทียมนี่ขอผ่านเหมือนกัน"
หลินซีอวี่หัวเราะร่าพลางจินตนาการตาม
"ลำพังแค่กลิ่นกุยช่ายในเกี๊ยวก็แรงพอตัวอยู่แล้ว ขืนกินกระเทียมเข้าไปอีก มีหวังกลิ่นปากตลบอบอวลไปทั่วชั้นสองแน่ๆ ลูกค้าคงได้เหม็นจนเป็นลมกันหมดร้าน"
"ฮ่าๆๆๆ"
อู๋เหมิงระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่เมื่อคิดภาพตาม
***
ระหว่างที่สองสาวกำลังนั่งกินไปคุยไปอย่างสนุกสนาน ก็มีลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน น้าสะใภ้จึงโบกมือไล่ให้พวกเธอกินต่อ ส่วนตัวเองรีบเดินเข้าไปต้อนรับลูกค้าแทน
อู๋เหมิงมองบรรยากาศรอบตัวด้วยความประหลาดใจ
"นี่มันได้เวลาข้าวเย็นแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมคนยังเยอะแยะขนาดนี้เนี่ย"
"ช่วงหัวค่ำคนจะเยอะกว่านี้อีก"
น้าสะใภ้หันมาตอบพร้อมรอยยิ้ม
"คนที่พักอาศัยอยู่แถวนี้ พอกินข้าวเย็นเสร็จเขาก็ชอบออกมาเดินย่อยอาหารกัน ถือว่าเป็นการเดินเล่นไปในตัว"
"มิน่าล่ะ..."
อู๋เหมิงพยักหน้าเข้าใจแจ่มแจ้ง
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ที่นี่คึกคักดีจัง ถ้าบ้านฉันอยู่แถวนี้ ฉันก็คงออกมาเดินเล่นทุกวันเหมือนกัน"
"ถ้าคืนนี้ขายดีเหมือนตอนบ่ายก็คงดีสินะ"
หลินซีอวี่พูดเปรยขึ้นมาด้วยความคาดหวัง
"ถ้าเป็นแบบนั้น ก่อนถึงวันตรุษจีนเราอาจจะระบายสินค้าที่ค้างสต็อกอยู่ได้หมดก็ได้"
น้าสะใภ้ถามด้วยความสนใจ
"ตอนนี้ของเหลืออยู่เท่าไหร่ล่ะลูก"
"ช่วงก่อนหน้านี้พี่เล่ยไม่ได้จ้างคนมาเฝ้าร้านจริงจังค่ะ อาศัยแค่โทรหาลูกค้าเก่าๆ ให้แวะมาดู ถ้ามีคนจะมาซื้อถึงค่อยวานให้เพื่อนที่ทำงานแว้บมาเปิดร้านขายให้ทีละตัวสองตัว ร้านเปิดบ้างปิดบ้างแบบนี้ ลูกค้าก็หายหมด ยอดขายเลยไม่ค่อยกระเตื้อง"
หลินซีอวี่ยกมือกุมขมับด้วยความกลัดกลุ้มเมื่อนึกถึงจำนวนสินค้า
"เมื่อกี้หนูลองนับคร่าวๆ ดู น่าจะเหลืออยู่ประมาณห้าร้อยตัวได้ค่ะ"
"เยอะขนาดนั้นเชียว?"
น้าสะใภ้เบิกตาโตด้วยความตกใจ
"วันนี้ก็วันเสี่ยวเหนียน (วันไหว้ส่งเจ้าขึ้นสวรรค์) แล้ว ตลาดค้าส่งจะปิดทำการในวันส่งท้ายปีเก่า ถ้านับดูแล้วก็เหลือเวลาขายอีกแค่หกวันเองนะ หกวันจะขายห้าร้อยตัว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"
"ห้าร้อยหารหก... ตกวันละแปดสิบห้าตัว"
อู๋เหมิงยกนิ้วขึ้นมานับคำนวณตัวเลขอย่างรวดเร็ว
"เมื่อบ่ายเราขายไปได้ยี่สิบเอ็ดตัว ถ้าโชคดีคืนนี้ขายได้อีกสักยี่สิบตัว รวมกันก็เพิ่งจะได้สี่สิบเอ็ดตัวเอง ยังห่างจากเป้าหมายแปดสิบห้าตัวอีกตั้งครึ่งหนึ่งแน่ะ..."
"ขายได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้นแหละ"
หลินซีอวี่ยิ้มแห้งๆ พยายามไม่เครียดจนเกินไป
"ถ้าขายไม่ทันจริงๆ ก็คงต้องหวังพึ่งกู้ปินแล้วล่ะ เขาบอกว่าจะช่วยหาทางระบายของออกไปให้ได้ส่วนหนึ่ง"
"ว่าแต่กู้ปินหายไปไหนแล้วล่ะ"
พอพูดถึงกู้ปิน อู๋เหมิงก็หูผึ่งขึ้นมาทันที เธอส่งสายตาวิบวับเป็นประกายล้อเลียนไปให้เพื่อนรัก
"ทั้งบ่ายไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาเลย ผิดวิสัยคนอย่างเขานะเนี่ย ปกติต้องมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เธอไม่ใช่เหรอ"
"หลังจากที่เขาไปส่งเธอที่บ้าน ฉันเห็นเขาคุยอะไรซุบซิบๆ กับหวังฟานอยู่สองคน แล้วก็พากันออกไป..."
แก้มของหลินซีอวี่แดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย เธอหัวเราะแก้เก้อแล้วรีบอธิบาย
"น่าจะมีธุระด่วนต้องไปจัดการกันมั้ง ฉันก็ไม่ได้ถามอะไรมาก เรื่องธุรกิจของผู้ชายฉันไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก ปล่อยให้พวกเขาไปจัดการธุระกันเถอะ"
"อ๋อออ..."
อู๋เหมิงลากเสียงยาวอย่างมีเลศนัย พลางมองเพื่อนด้วยสายตารู้ทัน
[จบบท]