บทที่ 223: ความจริงเบื้องหลังเหรียญกล้าหาญ
“หนูชอบมากค่ะ ขอบคุณคุณปู่นะคะ”
หลินซีอวี่พูดพลางหัวเราะทั้งน้ำตาด้วยความตื้นตันใจ เธอรีบเอ่ยขอบคุณตามความตั้งใจของคุณปู่ทันที
“หนูกับแม่ซาบซึ้งใจในความเมตตาของทุกคนมากจริงๆ ค่ะ ครั้งนี้หนูสัญญาว่าจะเก็บรักษาเหรียญกล้าหาญนี้ไว้อย่างดีที่สุด จะไม่ยอมให้ใครมาแย่งชิงหรือทำหายไปอีกแล้ว”
“พูดถึงเรื่องเหรียญกล้าหาญ ลูกสาวที่เกิดจากภรรยาเก่าของพ่อเลี้ยงหนูคนนั้นเจตนาทิ้งมันไปชัดๆ หลักฐานพยานเรามีครบหมด สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งได้สบาย”
พ่อของกู้ปินวางแก้วชาลงแล้วเอ่ยแทรกขึ้นมากลางวงสนทนา น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้นมาทันที
“ถึงตอนนั้นยัยเด็กนั่นจะยังเด็ก แต่พ่อของเธอก็ต้องร่วมรับผิดชอบในฐานะผู้ปกครอง อย่างน้อยที่สุดทางนั้นก็ต้องจ่ายค่าเสียหายชดเชยความรู้สึกให้หนูซีอวี่บ้าง”
สิ้นคำพูดของพ่อกู้ปิน บรรยากาศในห้องนั่งเล่นก็เดือดพล่านขึ้นมาราวกับโยนหินก้อนใหญ่ลงไปในน้ำ
“ลูกเลี้ยงคนนั้นนิสัยแย่เกินเยียวยาจริงๆ ตามหลักแล้วไม่ควรปล่อยให้ลอยนวลไปง่ายๆ แบบนี้นะ”
“ขนาดเหรียญกล้าหาญสำคัญขนาดนั้นยังกล้าเอาไปทิ้ง ช่างไม่เกรงกลัวฟ้าดินเลยจริงๆ”
“ตอนเด็กๆ จิตใจยังบิดเบี้ยวขนาดนั้น โตขึ้นมาคงมีแต่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเต็มท้องแน่ๆ”
“เอ๊ะ แต่ว่าเธอทิ้งไปจริงเหรอ? หรือว่าจะแอบซ่อนเอาไว้แล้วโกหกว่าทิ้งไปกันแน่”
“ทิ้งจริงๆ พวกเราเคยไปเค้นถามมาแล้ว เจ้าตัวสารภาพเองกับปากว่าโยนทิ้งลงท่อระบายน้ำไป ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ ต่อให้จะไปงมหาก็คงไม่เจอแล้วล่ะ”
“ทิ้งลงท่อไปแล้วจริงๆ เหรอนั่น... เลวร้ายที่สุด”
“นั่นมันเหรียญกล้าหาญเชียวนะ! ทำไมถึงกล้า...”
“ก็เพราะเป็นพวกไม่รู้กฎหมายน่ะสิ ถึงได้ทำตัวโง่เขลาเบาปัญญา คิดว่าเหรียญกล้าหาญเป็นแค่ของเล่นที่นึกจะทิ้งก็ทิ้งได้รึไง”
“เพราะไม่รู้กฎหมายนั่นแหละ ถึงได้กล้าทำตัวกร่างขนาดนี้”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึงไปทั่วห้องโถง บรรดาลูกหลานตระกูลกู้ที่เพิ่งจะรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้ต่างพากันโกรธจนหน้าแดงก่ำ รู้สึกรังเกียจพฤติกรรมของสวี่เจี๋ยจนแทบอยากจะตามไปเอาเรื่องให้รู้แล้วรู้รอด
“เรื่องนี้ผมจัดการเรียบร้อยแล้วครับ”
กู้ปินเดินถือถาดกาน้ำชาใบใหม่เข้ามาในห้อง เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความนัยบางอย่าง
“ตอนนี้แม่ของซีอวี่ฟ้องหย่ากับสวี่เว่ยกั๋วชนะคดีแล้ว ผมให้รุ่นพี่หูที่เป็นทนายระบุเงื่อนไขเพิ่มเติมลงไปในสัญญาแบ่งสินสมรสด้วย ยังไงซะพวกเขาก็ต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไปอย่างสาสม”
“เหรียญกล้าหาญประเมินค่าไม่ได้ ต่อให้เอาเงินมากองเท่าไหร่ก็ชดใช้ไม่พอหรอก”
“ที่ไม่จับเข้าคุกก็ถือว่าปรานีมากแล้วนะเนี่ย”
“ฉันว่าเรื่องนี้จะยอมจบง่ายๆ ไม่ได้หรอก อย่างน้อยต้องไปดักตีสั่งสอนสักทีให้หายแค้น ไม่งั้นมันอัดอั้นตันใจยังไงไม่รู้”
พวกหนุ่มๆ รุ่นหลานยังคงฮึดฮัดไม่ยอมเลิกราง่ายๆ ผิดกับพวกผู้ใหญ่ที่นั่งนิ่งเงียบ เม้มปากแน่นทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ราวกับรู้อะไรดีๆ อยู่แก่ใจ
“พ่อครับ ทำไมพวกพ่อไม่พูดอะไรกันหน่อยล่ะ”
ลูกพี่ลูกน้องชายลำดับที่สามของกู้ปิน หรือพี่สาม หันไปถามพวกผู้ใหญ่ด้วยความข้องใจที่ไม่เห็นใครเดือดร้อนแทนหลินซีอวี่เลยสักคน
“ไปดักตีคนมันผิดกฎหมาย!”
ลุงใหญ่ถลึงตาใส่ลูกชายพร้อมกับตะคอกเสียงดุ
“ก็ยัยผู้หญิงคนนั้นมันทำตัวน่าโดนก่อนนี่นา”
พี่สามยังคงเถียงข้างๆ คูๆ ด้วยความไม่ยอมแพ้
“เรื่องนี้พวกแกไม่ต้องเข้าไปยุ่งหรอก”
ลุงรองผู้มีนิสัยใจเย็นกว่าเอ่ยไกล่เกลี่ยด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย
“มีคนไปสั่งสอนแม่นั่นแทนพวกเราแล้ว”
“ห๊ะ? ใครเหรอ?”
พี่สามกระพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง ก่อนจะหันขวับไปมองกู้ปินโดยอัตโนมัติ
“ไม่เกี่ยวกับผมนะ”
กู้ปินปฏิเสธหน้าตาย สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย
“บังเอิญว่าฝาท่อระบายน้ำหน้าบ้านพวกเขาเกามันชำรุดทรุดโทรมพอดี ใครเดินผ่านไปผ่านมาแล้วตกลงไปก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ”
“พรวด!”
ลูกพี่ลูกน้องคนที่ห้าถึงกับพ่นน้ำชาออกมาเต็มแรง
พี่สามอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน “อย่าบอกนะว่ายัยนั่นเดินตกท่อ?”
“แขนหักไปข้างนึง”
กู้ปินสรุปสั้นๆ ได้ใจความ “แล้วก็บังเอิญหักข้างเดียวกับที่ใช้โยนเหรียญกล้าหาญทิ้งซะด้วยสิ”
“ฮ่า! สมน้ำหน้า!”
พี่สามหัวเราะร่าด้วยความสะใจ “ช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้ ฟ้ามีตาจริงๆ สวรรค์ลงทัณฑ์แล้วโว้ย”
“เรื่องเกิดขึ้นเมื่อไหร่เหรอ?”
หลินซีอวี่ที่ไม่เคยรู้ระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อนถามขึ้นด้วยความตกใจ “ทำไมนายไม่เห็นเคยเล่าให้ฉันฟังเลย”
“ก็ช่วงก่อนที่ผู้ใหญ่สองบ้านจะมาเจอกันนี่แหละ...”
ในเมื่อเรื่องมันผ่านไปแล้ว กู้ปินจึงไม่คิดจะปิดบังอีก เขาเล่าความจริงให้ฟังจนหมดเปลือก
“ตอนนั้นพวกเราสืบจนแน่ใจแล้วว่าเหรียญอันเก่าหายสาบสูญไปจริงๆ คงไม่มีทางหาเจอแน่ๆ คุณปู่ถึงได้สั่งคำขาดกับพ่อฉันว่า ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหาก็ต้องหาเหรียญแบบเดิมกลับมาให้ได้”
“เหรียญกล้าหาญหายไปแล้วจะไปทำเรื่องขอใหม่ไม่ได้หรอกนะ”
พ่อของกู้ปินหัวเราะแห้งๆ พลางเล่าเสริม “เหรียญที่เอามาให้หนูนี่ อาต้องลำบากแทบตายกว่าจะได้มา อาต้องตระเวนถามเพื่อนทหารเก่าๆ จนไปเจอครอบครัวหนึ่งที่เจ้าของเหรียญเสียชีวิตไปแล้ว”
“อาต้องยื่นมือเข้าไปช่วยลูกหลานเขาเคลียร์ปัญหาตั้งหลายเรื่อง กว่าเขาจะยอมตัดใจยกเหรียญนี้ให้ เรื่องนี้ห้ามเอาไปพูดข้างนอกเด็ดขาดนะ ไม่งั้นอาจะโดนข้อหาทำผิดวินัยทหารไปด้วย”
“ขอบคุณทุกคนจริงๆ นะคะ!”
หลินซีอวี่น้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งใจ เธอไม่เคยรู้เลยว่าเบื้องหลังรอยยิ้มของทุกคน พวกเขาต้องทุ่มเททำเพื่อเธอมากขนาดนี้
“หนูไม่รู้มาก่อนเลยว่าทุกคนลำบากเพื่อหนูขนาดนี้...”
“ก็หนูเป็นหลานสะใภ้ของตระกูลฟู่นี่นา”
คุณปู่ฟู่ยืดหลังตรงวางท่าเป็นประมุขของบ้านเต็มที่ เขาตบหน้าอกตัวเองเบาๆ อย่างภาคภูมิใจ
“จำไว้นะ ตระกูลฟู่คือแบ็กอัพของหนู ใครหน้าไหนกล้ามารังแกหนูก็เท่ากับประกาศศัตรูกับบ้านตระกูลฟู่ ปู่มีชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนป่านนี้ ในสนามรบปู่ไม่เคยกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น ขนาดพวกฝรั่งหัวแดงปู่ยังไล่ตะเพิดกลับบ้านเก่ามาแล้ว ถ้าใครกล้ามาหาเรื่องหลานสะใภ้ปู่ ปู่จะถล่มมันให้ราบ!”
“คุณปู่สุดยอด! คุณปู่เจ๋งที่สุด!”
พวกหลานๆ ต่างพากันปรบมือเชียร์ ส่งเสียงเฮลั่นด้วยความฮึกเหิม
“เฮอะๆ”
คุณป่ฟู่ยิ้มแก้มปริ หันไปยักคิ้วหลิ่วตาให้ภรรยาอย่างผู้ชนะ
“หมั่นไส้คนขี้โม้”
คุณย่าฟู่ค้อนควักใส่วงใหญ่ ก่อนจะหันไปจูงมือหลินซีอวี่เดินเลี่ยงออกมาจากวงสนทนา
“ไปกันเถอะหนูซีอวี่ ไปหลังบ้านกับย่าดีกว่า ไปดูแปลงผักที่ย่าปลูกไว้ หนูชอบกินอะไรก็เลือกเก็บเอาได้เลย เดี๋ยวเที่ยงนี้ย่าจะผัดให้กิน”
“ได้ค่ะคุณย่า”
หลินซีอวี่รับคำอย่างว่าง่าย เธอยิ้มหวานแล้วเดินประคองคุณย่าฟู่ออกไปที่สวนหลังบ้าน
“ก็แค่เพิงปลูกผักโทรมๆ ไม่กี่อัน มีอะไรน่าอวดนักหนา”
คุณปู่ฟู่แกล้งบ่นอุบอิบทำท่าไม่สนใจ แต่สายตากลับชะเง้อมองตามหลังสองย่าหลานไปจนสุดสายตา
“ปู่ครับ เดี๋ยวผมเข็นรถพาปู่ตามไปดูดีกว่า ไปดูซิว่าคุณย่าปลูกผักอะไรไว้บ้าง”
กู้ปินกลั้นขำจนไหล่สั่น เขารีบเสนอตัวเข้าไปเข็นรถวีลแชร์ให้ปู่ทันที
“ไม่ต้องไปดูก็รู้แล้ว ก็คงมีแต่พวกหัวไชเท้ากับผักกาดขาวนั่นแหละ มีแต่ย่าแกนั่นแหละที่เห็นเป็นของล้ำค่า”
ปากบอกว่าไม่อยากไป แต่ร่างกายกลับซื่อสัตย์ คุณปู่ฟู่นั่งนิ่งบนรถเข็นไม่ขัดขืนเลยสักนิด ปล่อยให้หลานชายพาไปแต่โดยดี
“ผมก็ว่างั้นแหละ หนาวขนาดนี้จะไปปลูกอะไรขึ้น”
กู้ปินเออออห่อหมกพลางเร่งฝีเท้า เข็นรถพาปู่ตามไปที่สวนหลังบ้านอย่างรวดเร็ว
***
ณ แปลงผักสวนหลังบ้าน
คุณย่าฟู่เกณฑ์ลูกหลานกตัญญูมาช่วยกันสร้างโรงเรือนเล็กๆ ขึ้น โดยใช้ไม้ไผ่สานขัดกันเป็นโครงแล้วคลุมด้วยพลาสติกใสเพื่อกันลมหนาว ผิดคาดจากที่ท่านผู้เฒ่าฟู่ปรามาสไว้ เพราะข้างในไม่ได้มีแค่หัวไชเท้ากับผักกาดขาว แต่ยังมีฟักทองลูกโตและเถาบวบที่ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่ด้วย
ฟักทองสีเหลืองทองอร่ามที่ผ่านการตากน้ำค้างแข็งมาแล้ว ถ้านำไปนึ่งกินเนื้อจะหวานฉ่ำเป็นพิเศษ
ส่วนบนเถาบวบนั้นมีบวบแก่จัดห้อยตองแต่งอยู่สองสามลูก ผิวของมันแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลเหลือง แค่ใช้มือบีบเบาๆ เปลือกนอกก็พร้อมจะแตกออก
“หนูซีอวี่...”
คุณย่าฟู่ชี้มือไปที่เถาบวบ “ที่บ้านหนูใช้ใยบวบขัดหม้อกันไหม?”
“ใช้ค่ะ”
หลินซีอวี่ตอบรับเสียงใสเอาใจคนแก่ “คุณยายของหนูก็ชอบใช้ใยบวบเหมือนกันค่ะ ท่านบอกว่าใช้แล้วล้างจานสะอาดเอี่ยมเลย”
“งั้นหนูไปเด็ดเอาไปฝากคุณยายสักสองลูกสิ”
พอได้ยินแบบนั้นคุณย่าฟู่ก็ยิ้มหน้าบาน ชี้ไม้ชี้มือให้หลินซีอวี่เข้าไปเด็ดบวบแก่พวกนั้น
“ได้เลยค่ะ”
หลินซีอวี่เดินเข้าไปตามคำบอก เธอดึงบวบแก่ลงมาจากเถา ใช้มือบีบเปลือกกรอบๆ จนแตกเผยให้เห็นเส้นใยบวบสีสวยด้านในออกมาสองลูกเน้นๆ
“เก็บเมล็ดไว้ให้ย่าด้วยนะ”
คุณย่าฟู่หวงเมล็ดพันธุ์บวบของแกมาก กำชับให้หลินซีอวี่ห่อเมล็ดบวบใส่ผ้าเช็ดหน้าแล้วเก็บใส่กระเป๋าเสื้อไว้อย่างดี
“บวบแห้งๆ แค่สองอันยังกล้าเอาไปให้เขาอีก ไม่กลัวบ้านดองเขาจะหัวเราะเยาะเอาหรือไง...”
คุณปู่ฟู่ที่เข็นรถตามมาถึงอดไม่ได้ที่จะแขวะภรรยาเพื่อเรียกร้องความสนใจ
“จะให้ของขวัญทั้งทีก็ให้มันดีๆ หน่อยสิ ยายแก่... ไปเอาขวดโหลมะเขือเทศที่คุณถนอมอาหารเก็บไว้เองออกมาซะ เที่ยงนี้ทำเมนูพิเศษเพิ่มอีกอย่าง ทำแกงจืดมะเขือเทศใส่ไข่ให้หนูซีอวี่ชิมฝีมือหน่อยเร็ว...”
[จบบท]