บทที่ 227: ข้อตกลงลับๆ
“งั้นเราไม่ต้องนอนกันแล้วดีไหม”
กู้ปินเสนอความคิดบ้าบิ่นขึ้นมาดื้อๆ เขาทำท่าทางจริงจังเหมือนกำลังพิจารณาทางเลือกนี้อยู่จริงๆ
หลินซีอวี่พยายามเจรจาอย่างประนีประนอม
“จะให้ไปนั่งตากลมหนาวที่ริมคูเมืองทั้งคืนเหรอ”
“ซี๊ด... หนาวแย่เลย”
กู้ปินแกล้งทำตัวสั่นเทา แค่จินตนาการถึงลมหนาวที่พัดมากระทบผิวเนื้อ เขาก็รู้สึกยะเยือกไปถึงกระดูกดำแล้ว
“เหอะๆ”
หลินซีอวี่เกือบจะหลุดขำออกมากับท่าทางโอเวอร์ของเขา
“เลิกดัดจริตได้แล้ว รีบไปส่งฉันที่บ้านเดี๋ยวนี้เลย ถ้าไม่ไปฉันจะกลับเองแล้วนะ”
“ฉันไปส่งเธอ แล้วฉันก็ต้องกลับมาอีก ไปๆ มาๆ เสียเวลาแย่เลย”
กู้ปินเริ่มใช้ลูกไม้เดิมๆ อีกครั้ง เขาทำหน้ามุ่ยพลางหาข้ออ้างที่จะได้อยู่ต่อ
“เอาเป็นว่าคืนนี้ฉันนอนที่บ้านเธอแล้วกัน เตียงบ้านเธอถึงจะเล็กไปหน่อย แต่ฉันไม่ถือสาหรอก เบียดๆ กันอุ่นดี”
“ฝันไปเถอะย่ะ”
หลินซีอวี่หน้าแดงซ่านขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำพูดสองแง่สองง่ามนั่น
“ถึงจะให้ค้างที่บ้านฉันได้ แต่นายก็นอนได้แค่โซฟาเท่านั้นแหละ ใครอนุญาตให้ขึ้นเตียงไม่ทราบ”
“โซฟาก็ได้ครับ”
กู้ปินรีบรับคำทันทีเหมือนกลัวเธอจะเปลี่ยนใจ
“ขอแค่ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา ฉันนอนไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ”
“นี่นายอยากนอนโซฟาจริงๆ เหรอ”
“ก็เธอแกล้งฉัน ไม่ยอมให้ฉันขึ้นเตียงนี่นา”
“กลายเป็นฉันแกล้งนายซะงั้น”
หลินซีอวี่หัวเราะออกมาด้วยความระอาใจกับตรรกะพังๆ ของเขา
“ความสามารถในการกลับดำเป็นขาวของนายนี่มันสุดยอดจริงๆ ฉันยอมใจเลย”
“งั้นตกลงตามนี้นะ คืนนี้ฉันจะค้างที่บ้านเธอ”
“ใครตกลงกับนายมิทราบ”
“เธอไม่สงสารฉันเหรอ”
กู้ปินขยับเข้าไปเอาหน้าถูไถกับแก้มของเธออย่างออดอ้อน สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความตัดพ้อราวกับภรรยาตัวน้อยที่ถูกสามีรังแกก็ไม่ปาน
“ก็ได้ๆ อยากนอนก็นอน”
หลินซีอวี่ใจอ่อนยวบยาบ เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วเลิกต่อล้อต่อเถียงกับเขาในที่สุด
***
ความจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเป็นคนใจอ่อนมักจะนำมาซึ่งความยุ่งยากเสมอ
หลังจากกลับมาถึงบ้าน หลินซีอวี่ก็นึกเสียใจที่ยอมตามใจเขา เพราะกู้ปินเริ่มออกลายเจ้าเล่ห์อีกครั้ง พอทุกคนในบ้านหลับกันหมด เขาก็อ้างว่าโซฟาแข็งเกินไปนอนไม่สบาย แล้วถือวิสาสะเบียดตัวขึ้นมานอนบนเตียงของเธอหน้าตาเฉย
กลางดึกคืนนั้น สวี่อี้ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ทำเอาหลินซีอวี่ตกใจแทบช็อก หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะหยุดทำงาน ด้วยสัญชาตญาณความกลัว เธอจึงออกแรงผลักคนข้างกายเต็มแรง
“เชี่ย!”
กู้ปินที่กำลังเคลิ้มหลับสะดุ้งโหยง ร่างสูงใหญ่ของเขากลิ้งตกลงจากเตียงไปกองกับพื้นทันที
ตุ้บ!
เสียงของหนักกระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหว ปลุกให้เฉินซิ่วหลานที่นอนอยู่ห้องข้างๆ สะดุ้งตื่น
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ”
เฉินซิ่วหลานควานมือไปที่ว่างข้างตัวตามความเคยชิน พอไม่เจอลูกชายคนเล็ก เธอก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นสวี่อี้ตกเตียง
“โตป่านนี้แล้ว นอนดิ้นไม่เลิกสักที”
ลูกชายของเธอซนเป็นลิงมาตั้งแต่เด็ก เรื่องตกเตียงนี่เกิดขึ้นเป็นประจำจนชินชา เธอจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก บ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ แล้วพลิกตัวนอนต่ออย่างสบายใจ
“ผมไม่ได้...”
สวี่อี้ที่เพิ่งเดินกลับมาจากห้องน้ำได้ยินเสียงแม่บ่นก็กำลังจะอ้าปากเถียง แต่ประตูห้องนอนพี่สาวกลับเปิดผัวะออกมา แล้วมีมือปริศนากระชากตัวเขาเข้าไปข้างในเสียก่อน
“หา? พี่กู้ปิน พี่มาทำอะไรในห้องพี่สาวผมเนี่ย”
สวี่อี้ตาโตเท่าไข่ห่าน หัวใจดวงน้อยๆ ของเด็กชายได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงกับภาพที่เห็น
“ชู่ว...”
กู้ปินยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก ทำหน้าตาจริงจังขณะเริ่มปฏิบัติการล่อลวงเด็กน้อย
“พี่ก็เหมือนนายนั่นแหละ ลุกไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับมาผิดห้อง”
“ผมไม่ได้เข้าผิดห้องนะ พี่ต่างหากที่ลากผมเข้ามา”
สวี่อี้เป็นเด็กฉลาดและเจ้าเล่ห์พอตัว เขาไม่ได้หลอกง่ายๆ เหมือนเด็กทั่วไป
“อยากกินถังหูลู่ไหม”
กู้ปินงัดไม้ตายออกมาใช้ทันที
“อยากครับ”
ดวงตาของสวี่อี้เป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที
“พรุ่งนี้พี่จะซื้อให้”
กู้ปินยิ้มเจ้าเล่ห์พลางยื่นข้อเสนอ
“แค่เรื่องเมื่อคืนนี้ นายอย่าไปบอกใคร อยากกินกี่ไม้พี่จัดให้ไม่อั้น”
“แค่ถังหูลู่เองเหรอ”
สวี่อี้จับทางได้ว่าพี่เขย(ในอนาคต)กำลังร้อนตัว เขาจึงเริ่มต่อรองราคา
“ผมอยากกินเนื้อแพะย่าง มันเผา ป็อปคอร์น ตุ๊กตาน้ำตาลปั้น แล้วก็สายไหมด้วย...”
“ได้”
กู้ปินรับปากทันควันแบบไม่ต้องคิด
“พรุ่งนี้พี่จะพาไปเดินงานวัด อยากกินอะไรจัดไปให้พุงกางเลย”
“ดีลครับ”
สวี่อี้ยิงฟันโชว์เขี้ยวเล็กๆ อย่างชอบใจ แล้วยกมือขึ้นตีมือกับกู้ปินแปะหนึ่งเพื่อทำสัญญาพันธมิตร
“เด็กดี”
กู้ปินยิ้มกว้างเมื่อบรรลุเป้าหมาย เขายีหัวทุยๆ ของเด็กชายด้วยความเอ็นดู
“รีบกลับไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ตื่นเช้าๆ หน่อยนะ อย่ามัวแต่นอนขี้เซาล่ะ”
“รับทราบครับผม”
สวี่อี้เดินลากรองเท้าแตะกลับห้องตัวเองอย่างอารมณ์ดี แต่ก่อนจะก้าวพ้นประตู เขาก็หันกลับมาทิ้งระเบิดลูกใหญ่ด้วยใบหน้าซื่อตาใส
“พี่กู้ปินวางใจได้เลย ผมจะไม่บอกแม่หรอกว่าพี่เป็นคนกลิ้งตกเตียงพี่สาวผม”
“แค่กๆ”
กู้ปินสำลักน้ำลายตัวเองหน้าดำหน้าแดง แทบจะกระอักเลือดออกมาคำโต
“นายเองก็ออกไปได้แล้ว กลับไปนอนโซฟาของนายซะ”
หลินซีอวี่อับอายจนหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู เธอออกแรงผลักแผ่นหลังกว้างของกู้ปิน ดันเขาออกไปจากห้องนอน
สวี่อี้เห็นฉากนั้นก็อดขำไม่ได้ เขาเอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก
“ถ้ายังขำอีก พรุ่งนี้อดไปงานวัดนะ”
กู้ปินหรี่ตามองพลางขู่เด็กแสบเสียงเข้ม
สวี่อี้หุบยิ้มฉับพลัน เขายอมจำนนแต่โดยดีแล้วรีบวิ่งจู๊ดกลับเข้าห้องนอนตัวเอง
***
ตีห้าของเช้าวันใหม่ บรรยากาศในตึกพักอาศัยเริ่มคึกคัก เพื่อนบ้านต่างพากันตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมตัวไหว้สวัสดีปีใหม่
คุณยายเป็นคนอัธยาศัยดีและเป็นที่รักของทุกคนในละแวกนี้ เฉินซิ่วหลานในฐานะลูกสาวจึงพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย มีเพื่อนบ้านแวะเวียนมาสวัสดีปีใหม่ที่บ้านไม่ขาดสาย
กู้ปินที่ต้องระเห็จมานอนโซฟาจำใจต้องตื่นแต่เช้าตรู่ เขาช่วยแม่ยายรับแขกอย่างขยันขันแข็ง
เฉินซิ่วหลานมีลูกเขยหน้าตาหล่อเหลาและดูภูมิฐานมาช่วยรับหน้าแขกเหรื่อ เธอก็ยิ้มแก้มแทบปริด้วยความภาคภูมิใจ หน้าตาอิ่มเอิบสดใสราวดอกไม้บาน
ตั้งแต่ตีห้ายันเจ็ดโมงเช้า ผู้คนแวะเวียนมาสวัสดีปีใหม่กันเป็นระลอก กว่าคนจะซาลงก็ปาเข้าไปตอนฟ้าสว่างโร่
“ลำบากเธอแย่เลยนะกู้ปิน”
เฉินซิ่วหลานทำอาหารเช้าเสร็จก็รีบเรียกเขามารทานด้วยความเกรงใจ
“ธรรมเนียมของคนจี่หนานดั้งเดิมก็แบบนี้แหละ ฟ้ายังไม่ทันสว่างก็เริ่มเดินสายสวัสดีปีใหม่กันแล้ว แข่งกันว่าใครจะตื่นเช้ากว่าใคร”
“ไม่เป็นไรครับคุณน้า...”
กู้ปินช่วยจัดโต๊ะอาหารอย่างคล่องแคล่ว
“ที่บ้านคุณตาผมก็เป็นแบบนี้เหมือนกันครับ เช้าตรู่คนก็เต็มบ้านแล้ว ผมชินแล้วครับ”
“คุณตาของเธออบรมสั่งสอนมาดีจริงๆ”
เฉินซิ่วหลานอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบพลางยิ้มชื่นชม
“ไม่เหมือนลูกลิงสองตัวของน้า แขกมาเต็มบ้านยังแกล้งทำหูทวนลม นอนกินบ้านกินเมืองกันไม่ยอมตื่น”
กู้ปินรีบแก้ต่างให้แฟนสาวด้วยความเอาใจใส่
“เมื่อคืนพวกเขานอนดึกน่ะครับ ให้หลับต่ออีกหน่อยเถอะ”
“เจ้าสวี่อี้น่ะน้าตามใจจนเสียคนแล้ว”
เฉินซิ่วหลานบ่นอุบอิบด้วยความแปลกใจ
“แต่ซีอวี่นี่สิ ไม่รู้เป็นอะไร ปกติไม่ใช่คนตื่นสายขนาดนี้นะ”
“อะแฮ่ม...”
กู้ปินกระแอมไอแก้เก้อด้วยความรู้สึกผิด
เขาไม่กล้าบอกความจริงหรอกว่า เป็นเพราะเขาเองแหละที่ก่อเรื่องวุ่นวายตอนกลางดึก จนทำให้สองพี่น้องนั่นนอนไม่เต็มตื่น
***
ณ ตรอกหย่งเฉวียน บ้านเลขที่ 2
แปดโมงเช้า สวี่อี้ก็ลากสังขารลุกจากเตียงด้วยท่าทางงัวเงีย
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ หลินซีอวี่ก็พาเขาและกู้ปินไปสวัสดีปีใหม่คุณยายหูที่บ้าน
คุณยายหู หรือ หูผิง ดีใจมากที่เห็นพวกเด็กๆ แวะมาเยี่ยม แกหยิบลูกอมกำมือใหญ่ยัดใส่มือสวี่อี้ แล้วยังมอบผลงานศิลปะการตัดกระดาษที่เก็บรักษาไว้อย่างดีให้กับหลินซีอวี่เป็นของขวัญ
ลวดลายบนกระดาษสีแดงสดนั้นเป็นงานฝีมือที่เพิ่งตัดเสร็จก่อนปีใหม่ แรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมน้ำพุอันเลื่องชื่อของจี่หนาน
ภาพน้ำพุเปาตูที่พวยพุ่งขึ้นจากสระ ภาพสระบัวในทะเลสาบต้าหมิงหู ลายเส้นที่พลิ้วไหวราวกับระลอกคลื่นจริงๆ ทำให้ภาพเหล่านั้นดูมีชีวิตชีวาจนน่าทึ่ง
“การตัดกระดาษไม่ใช่แค่การใช้ฝีมือนะ แต่มันคือการเล่าเรื่องราว”
หูผิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผูกพันและภาคภูมิใจ
“เสน่ห์ของศิลปะการตัดกระดาษเมืองจี่หนานอยู่ที่วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของเรา สายน้ำพุที่หล่อเลี้ยงเมืองนี้ได้หลอมรวมเข้ากับประวัติศาสตร์ ปลายกรรไกรเล่มเล็กๆ นี้สามารถตัดเรื่องราวพันปีออกมาให้คนรุ่นหลังได้เห็น”
“คุณยายหูพูดได้กินใจมากเลยค่ะ”
หลินซีอวี่กล่าวชมจากใจจริง
“ประโยคเมื่อกี้นี้เอาไปเขียนลงในตำราเรียนได้เลยนะคะเนี่ย”
“โฮะๆ ยายไม่ได้คิดคำพูดพวกนี้เองหรอกลูก”
หูผิงหัวเราะพลางโบกไม้โบกมือปฏิเสธ
“มีนักเขียนคนหนึ่งเขามาดูงานตัดกระดาษของพวกเราที่ศูนย์เยาวชน เขาเป็นคนพูดประโยคนี้ขึ้นมา คนมีความรู้เขาก็พูดจาคมคายแบบนี้แหละ ไอ้คำสี่พยางค์ยากๆ พวกนั้นยายฟังไม่ค่อยเข้าใจหรอก”
“นักเขียนเหรอคะ”
หลินซีอวี่ตาเป็นประกายด้วยความสนใจ
“มีคนมาสัมภาษณ์คุณยายเหรอคะ หรือว่าเขาจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับศิลปะการตัดกระดาษ”
“ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นนะ”
หูผิงนึกทบทวนความจำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“เขาบอกว่าจะใช้ตัวอักษรบันทึกเรื่องราวของงานฝีมือนี้เอาไว้ จะได้ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา”
“เป็นเรื่องดีมากเลยนะคะ”
หลินซีอวี่รู้สึกยินดีแทนคุณยายหูและศิลปินพื้นบ้านทุกคนจริงๆ
“พูดถึงเรื่องนี้ ยายต้องขอบใจพวกเธอด้วยนะ”
[จบบท]