บทที่ 234: ความเปลี่ยนแปลง
“จิ๊”
กู้ปินเดาะลิ้นเบาๆ อย่างขัดใจพลางบ่นพึมพำ “หมั้นกันมาตั้งครึ่งค่อนปีแล้ว ทำไมยังหน้าบางขี้อายแตะนิดแตะหน่อยไม่ได้แบบนี้อีกเนี่ย คู่หมั้นอย่างผมจะได้เลื่อนขั้นเป็นตัวจริงเมื่อไหร่กัน มีแต่ชื่อแต่จับต้องไม่ได้แบบนี้ มันน่าอึดอัดชะมัด”
“ถ้ายังไม่จดทะเบียนสมรส ก็อย่าหวังเลย”
หลินซีอวี่รู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหูจนลามไปถึงแก้ม
“ใจร้ายจังนะ”
กู้ปินทำท่าจะหยอดคำหวานต่อเพื่อหลอกล่อเธอ แต่เสียงเพจเจอร์ที่เหน็บอยู่ตรงเอวก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
หลินซีอวี่ฉวยโอกาสนี้ผละออกจากอ้อมแขนของเขา แล้วรีบวิ่งหนีกลับเข้าไปในห้องด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ
“หึ”
กู้ปินหัวเราะในลำคออย่างขบขันเมื่อเห็นท่าทางของหญิงสาวที่วิ่งหนีหายไปไวยิ่งกว่ากระต่าย
เขาหยิบเพจเจอร์ขึ้นมาดูข้อความ เป็นหลี่เลี่ยงที่ส่งมาบอกว่าพรุ่งนี้เที่ยงจะมีการนัดกินเลี้ยงกันที่ภัตตาคารหมิงหู
ชายหนุ่มเหลือบดูเวลาก็ปาเข้าไปสามทุ่มแล้ว เมื่อคำนึงว่าคุณยายอายุมากแล้วไม่ควรนอนดึก เขาจึงไม่รบเร้าต่อและเดินกลับไปที่ห้องรับแขกเพื่อขอตัวลากลับ
***
หลินซีอวี่เดินไปส่งเขาที่หน้าประตู เมื่อกลับเข้ามาเธอก็เดินขึ้นไปที่ชั้นสี่พร้อมกับพี่สาวลูกพี่ลูกน้อง
เจ้าเคอเล่อดูจะดีใจมากที่เห็นพี่สาวลูกพี่ลูกน้อง มันยกขาหน้าขึ้นแล้วกระโจนเข้าใส่ตัวเธอไม่หยุด
“เจ้าเคอเล่อนี่มันติดพี่จริงๆ เลยนะ”
หลินซีอวี่ยื่นเงินส่วนแบ่งที่คำนวณเสร็จเรียบร้อยแล้วให้พี่สาวลูกพี่ลูกน้อง พลางเอ่ยแซวด้วยรอยยิ้ม “ฉันเลี้ยงมันมาตั้งครึ่งค่อนปี พอเจอหน้าฉันอย่างมากมันก็แค่ครางหงิงๆ ทักทาย แต่แทบจะไม่ยอมปรือตาขึ้นมองด้วยซ้ำ”
“ฉันเลี้ยงมันมาตั้งครึ่งปี เธอเพิ่งจะเจอมันกี่ครั้งเอง”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องอุ้มเจ้าเคอเล่อขึ้นมาแล้วลูบขนมันด้วยความเอ็นดู
“เรื่องของป้าใหญ่ตกลงกันได้หรือยัง”
หลินซีอวี่ถือโอกาสนี้คุยเรื่องสำคัญกับพี่สาว “จะให้ท่านเกษียณจริงๆ เหรอ ให้ท่านอยู่บ้านเฉยๆ ช่วยพี่เดินจูงหมาเนี่ยนะ”
“ไม่เกษียณแล้วจะให้ทำยังไงได้ล่ะ”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องยิ้มอย่างจนใจ “พวกเราก็แค่ชาวบ้านตาดำๆ จะไปงัดข้อกับพวกข้าราชการได้ยังไง”
“ให้กู้ปินช่วยหาคนคุยให้ไหม”
หลินซีอวี่เห็นว่าป้าใหญ่มีท่าทางซึมเศร้าลงไปมาก เธอเองก็รู้สึกไม่ดีไปด้วย
“อย่าเลย”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องรีบปฏิเสธ “ไปรบกวนกู้ปินบ่อยๆ มันดูไม่ดีหรอก ถ้าเขามีช่องทางช่วยได้เขาคงเอ่ยปากไปนานแล้ว ที่เขาเงียบๆ ไปก็แสดงว่าเรื่องนี้จัดการยาก”
“แล้วป้าใหญ่มีความคิดเห็นยังไงบ้าง”
หลินซีอวี่ลองหยั่งเชิงถามดู “ให้ท่านมาช่วยพี่เฝ้าร้านดีไหม จะได้ประหยัดค่าจ้างพนักงานด้วย”
“แม่ฉันขายเสื้อผ้าไม่รุ่งหรอก”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องปฏิเสธทันควัน “นิสัยแกเป็นคนจริงจังเกินไป แถมยังอารมณ์ร้อน คุยกันไม่กี่คำเดี๋ยวก็ทะเลาะกับลูกค้าจนร้านแตกพอดี”
“งั้นไปทำที่บริษัทตกแต่งภายในติ่งเซิ่งไหม”
หลินซีอวี่ลองเสนอความคิดเห็นอีกทาง “เรื่องแค่นี้กู้ปินน่าจะพอจัดการให้ได้”
“ไม่เหมาะหรอก”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “วงการตกแต่งภายในน้ำลึกจะตาย คนที่ทำบัญชีก็ล้วนแต่เป็นคนสนิทของหลี่เสี่ยวทั้งนั้น ฉันกับเขายิ่งมีเรื่องขัดใจกันอยู่ เขาคงไม่ยอมให้คนของฉันเข้าไปยุ่งเกี่ยวแน่ ยิ่งเป็นแม่ฉันด้วยแล้ว...”
“เฮ้อ”
หลินซีอวี่นวดขมับด้วยความกลุ้มใจ “ทางนี้ก็ไม่ได้ ทางนั้นก็ไม่ดี น่าปวดหัวจริงๆ เลย”
“น้องรัก เธอไม่ต้องมาพลอยกลุ้มใจไปด้วยหรอก”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องมองเธอด้วยสายตาซาบซึ้งใจ “ฉันรู้ว่าเธอหวังดีกับแม่ฉัน เรื่องนี้รีบร้อนไปก็ไม่ได้ความ ต้องรอให้แม่คิดได้ด้วยตัวเองก่อน”
“ให้ท่านยอมลดทิฐิออกมาทำงานข้างนอก ตอนนี้แม่ฉันยังยึดติดกับความคิดเดิมๆ ว่าตัวเองเป็นพนักงานของรัฐ พอถูกบังคับให้เกษียณก็รู้สึกเสียหน้า ถ้าจะให้มาขายเสื้อผ้า ท่านคงทำใจไม่ได้ กลัวจะขายขี้หน้าเพื่อนร่วมงานเก่าๆ”
“มันจะมีอะไรน่าอายกัน”
หลินซีอวี่ไม่เข้าใจความคิดแบบนั้นเลยสักนิด “ขอแค่หาเงินได้สุจริต จะทำอาชีพอะไรมันก็เหมือนกันนั่นแหละ หรือว่าการเป็นพนักงานรัฐมันวิเศษวิโสกว่าคนอื่นตรงไหน”
“เธอก็คิดแบบคนรุ่นใหม่ แต่คนรุ่นแม่ฉันเขาไม่ได้คิดแบบนั้นน่ะสิ”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องเข้าใจดีเพราะเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว “ตอนฉันทำงานที่โรงงานซีอิ๊วฉันรู้ซึ้งเลย เงินเดือนแค่สี่ร้อยหยวนน้อยนิดแค่นั้น แต่คนในโรงงานกลับทำงานกันอย่างถวายหัว ตราบใดที่โรงงานไม่เจ๊ง ก็แทบไม่มีใครอยากจะลาออกเลยสักคน”
“งั้นก็คงต้องรอต่อไป”
หลินซีอวี่ถอนหายใจพลางเอามือกุมหน้าผาก “รอให้ป้าใหญ่ทำใจได้ แล้วยอมออกมาหางานทำเองค่อยว่ากัน”
“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละ”
พี่สาวลูกพี่ลูกน้องต้องกลับบ้านพร้อมกับป้าใหญ่ จึงไม่อยู่คุยต่อนานนัก เธออุ้มเจ้าหมาน้อยเดินลงบันไดไป
***
วันที่สามของเทศกาลตรุษจีน ณ ภัตตาคารหมิงหู
หวังฟานที่หายหน้าหายตาไปตั้งแต่กลับมาถึงจี่หนาน ในที่สุดก็ปรากฏตัวขึ้นในงานเลี้ยงวันนี้ แต่ภาพลักษณ์ของเขาเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ทั้งบุคลิกและการพูดจาดูแตกต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง จนเพื่อนฝูงต่างพากันแปลกใจ
“คนนั้นใช่หวังฟานแน่เหรอ”
อู๋เหมิงที่ตามหลี่เลี่ยงมาด้วยกระซิบถามหลินซีอวี่พร้อมกับทำท่าทางลับๆ ล่อๆ สายตาก็เหลือบมองไปทางหวังฟานไม่วางตา
“ทำไมฉันดูแล้วทะแม่งๆ ชอบกล ใส่เสื้อโค้ทสีดำ ตัดผมทรงสกินเฮด แถมยังมีบอดี้การ์ดคอยคุมอีก ดูยังไงก็เหมือนพวกหัวหน้าแก๊งมาเฟียในละครฮ่องกงชัดๆ”
“ยัยเอ๋อ เธอแอบนินทาอะไรฉันอยู่”
เสียงบ่นพึมพำของเธอคงจะดังไปหน่อย คนทั้งห้องอาหารส่วนตัวเลยได้ยินกันหมด
หวังฟานหัวเราะอย่างเหลืออดแล้วกวักมือเรียก ให้เธอเดินเข้าไปหา
“เรียกฉันทำไม”
อู๋เหมิงมองเขาด้วยสายตาหวาดระแวง ตัวยังคงนั่งติดเก้าอี้ไม่ยอมขยับ
“ไม่อยากได้เงินห้าพันหยวนแล้วหรือไง”
หวังฟานยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะโยนเหยื่อล่อชิ้นโตออกมา
“อยากสิ”
อู๋เหมิงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที ร่างกายตอบสนองไวยิ่งกว่าความคิด เธอเด้งตัวลุกจากเก้าอี้ทันที
“จุ๊ๆ”
หวังฟานหันไปมองหลี่เลี่ยงแล้วยิ้มล้อเลียน “สมองระดับนี้... ฉันล่ะสงสัยจริงๆ ว่านายใช้อะไรมอง ถึงได้ไปคว้าเอาผู้หญิงแบบนี้มาทำแฟน เรียกยัยเอ๋อก็ยังไม่พอใจอีกแน่ะ”
“แต่งเมียไม่ต้องฉลาดมากนักหรอก...”
หลี่เลี่ยงมีเหตุผลของตัวเอง “พวกผู้หญิงฉลาดๆ มักจะเจ้าเล่ห์แสนกล ฉันไม่มีแรงจะไปคอยตามง้อตามเอาใจพวกเธอทั้งวันหรอก”
“ฉันก็คิดเหมือนนายเลย...”
หวังฟานพยักหน้าเห็นด้วย “หาเมียซื่อๆ หน่อยก็ดี จะได้ควบคุมง่าย หนีไปไหนไม่รอด”
“พวกนายพูดถึงฉันว่ายังไงนะ”
แม้เสียงของทั้งคู่จะไม่ดังมากและอู๋เหมิงก็ฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ดูจากสีหน้าท่าทางแล้ว เธอก็เดาได้ทันทีว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
“ชมว่าเธอเป็นแม่ศรีเรือนไง...”
หวังฟานเลิกคิ้ว แกล้งหยอกเธอเล่น
“เชื่อก็บ้าแล้ว...”
อู๋เหมิงเบ้ปากมองบนใส่เขา
“ถ้าไม่รีบเดินมา เงินไม่จ่ายนะ”
หวังฟานแกล้งขู่ด้วยรอยยิ้มร้ายกาจ
“มาแล้วๆ”
อู๋เหมิงรีบเปลี่ยนท่าทีทันควัน เธอวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาเขาด้วยความกระตือรือร้น
หลี่เลี่ยงได้แต่นวดขมับตัวเอง แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นความงกเงินของแฟนสาว
“ตั๋วจำนำ... เอ้ย ใบลูกหนี้ล่ะ”
หวังฟานกลั้นขำแทบแย่ “ถ้าไม่มีใบลูกหนี้มายืนยัน ฉันไม่จ่ายนะ ต่อให้มีหลี่เลี่ยงมาค้ำประกันก็เถอะ”
“เอามาสิ ฉันพกติดตัวมาด้วย...”
อู๋เหมิงยิ้มแก้มปริ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านในแล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาอย่างภาคภูมิใจ
“นี่เธอพกติดตัวไว้ตลอดเลยเหรอ”
หวังฟานเห็นท่าทางงกเงินของเธอแล้วก็แทบจะหลุดขำออกมา จนเกือบจะรักษามาดขรึมที่เพิ่งสร้างมาไว้ไม่อยู่
“ก็นายบอกเองว่าจะคืนให้ตอนงานเลี้ยงรุ่น...”
อู๋เหมิงเถียงด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันจำได้แม่นเลยนะ ก็ต้องพกติดตัวมาด้วยสิ”
“เรื่องทวงเงินนี่ความจำดีเชียวนะ...”
หวังฟานเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางผ่อนคลาย ก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกคนข้างหลังอย่างมีมาด
ผู้ช่วยส่วนตัวที่ควบตำแหน่งบอดี้การ์ดของเขารู้งานเป็นอย่างดี รีบเดินถือกระเป๋ารหัสเข้ามา แล้วหยิบเงินสดออกมาสองปึกวางลงบนโต๊ะ
“หวังฟาน ฉันรู้สึกว่านายเปลี่ยนไปเยอะมากจริงๆ นะเนี่ย”
อู๋เหมิงไม่รู้เรื่องราวการชิงดีชิงเด่นภายในตระกูลใหญ่ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ “นี่ไม่เจอกันแค่แป๊บเดียว นายอัปเกรดตัวเองจนมีบอดี้การ์ดส่วนตัวแล้วเหรอ”
“ตอนนี้เขากับพวกเราคนละชั้นกันแล้ว”
หลี่เลี่ยงช่วยตอบแทนเพื่อน “พ่อเขายกบริษัทให้เขาสืบทอดต่อแล้ว ต่อไปนี้เขาไม่ต้องไปเรียนหนังสือแล้ว จะหันมาเอาดีทางด้านธุรกิจ เป็นเถ้าแก่ใหญ่เต็มตัว”
“ห๊ะ?”
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้แค่อู๋เหมิงตกใจ แต่แม้กระทั่งหลินซีอวี่เองก็ยังอดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนสีหน้าด้วยความตื่นตระหนก
[จบบท]