บทที่ 236: ความวุ่นวาย
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เสียงหัวเราะชอบใจดังสนั่นไปทั่วบริเวณหอเป่ยจี๋เก๋อ เมื่อฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์ต่างพากันขบขันกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า
“รีบลุกขึ้นเร็วเข้า คนข้างบนไถลลงมาอีกคนแล้ว”
ไม่ทันขาดคำ ร่างเล็กของเด็กน้อยคนหนึ่งก็พุ่งลงมาจากสไลเดอร์หินด้วยความเร็ว หลี่เลี่ยงที่ยืนระวังภัยอยู่ด้านล่างจึงรีบพุ่งตัวเข้าไปคว้าตัวเด็กไว้ได้ทันท่วงทีด้วยความตาไว
“โอ๊ย”
ถึงจะรับไว้ได้ แต่ด้วยแรงส่งที่ลงมาอย่างรวดเร็วทำให้เด็กน้อยเบรกไม่อยู่ จนก้นจ้ำเบ้ากระแทกพื้นดังปึ้ก
เหล่าชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่ยืนมุงดูต่างพากันหัวเราะร่าด้วยความเอ็นดู ไม่มีใครเก็บเอามาใส่ใจหรือกังวลว่าเจ้าตัวเล็กจะเจ็บก้นหรือไม่ เพราะบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
เด็กคนอื่นๆ ทยอยสไลด์ตัวลงมาอย่างต่อเนื่องทีละคนสองคน บางคนทรงตัวได้ดีเยี่ยมจนสามารถยืนแลนดิ้งได้อย่างสวยงามเรียกเสียงปรบมือเกรียวกราวจากผู้ชม
ในขณะที่บางคนล้มลุกคลุกคลานก้นจูบพื้น แต่ก็ไม่มีใครย่อท้อ ต่างรีบลุกขึ้นปัดเนื้อปัดตัวแล้ววิ่งวนกลับขึ้นไปต่อแถวเพื่อจะเล่นใหม่อีกครั้งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“ซีอวี่ลงมาแล้ว”
หลินซีอวี่ผู้ซึ่งไม่กล้าไปแย่งชิงพื้นที่กับเด็กๆ ยอมปล่อยให้เด็กน้อยหลายคนแซงคิวไปก่อน จนกระทั่งสบโอกาสที่คนเริ่มซาลง เธอจึงได้คิวทิ้งตัวลงมาบ้าง
เธอเองก็คุ้นเคยกับการเล่นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก หญิงสาวเหยียดขาคู่ยาวตรงขนานไปกับพื้นสไลเดอร์เพื่อทรงตัว ร่างบางพุ่งทะยานลงมาตรวดเดียวโดยไม่มีการชะลอความเร็ว
กู้ปินที่ยืนคอยท่าอยู่ด้านล่างรีบก้าวเท้าเข้าไปดักหน้าทันที ในจังหวะที่เท้าของเธอกำลังจะแตะพื้น เขาก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปช้อนรับร่างของเธอเอาไว้อย่างมั่นคง เพื่อช่วยพยุงแรงกระแทก
หลินซีอวี่อาศัยแรงส่งจากมือเขาดีดตัวลุกขึ้นยืนได้อย่างสง่างาม ก่อนจะแสร้งทำเป็นปัดฝุ่นที่กางเกง ทั้งที่จริงๆ แล้วมันสะอาดเอี่ยมไม่มีฝุ่นจับเลยสักนิด
“ดูอย่างกู้ปินเขาสิ รู้จักดูแลแฟนดีจะตาย...”
อู๋เหมิงมองภาพนั้นด้วยความอิจฉาตาร้อน เธอหันไปถลึงตาใส่หลี่เลี่ยงด้วยความน้อยใจ
“มีแฟนอย่างนายก็เหมือนไม่มีนั่นแหละ ขนาดอีแค่เล่นสไลเดอร์ยังปล่อยให้ฉันล้มโชว์ชาวบ้านเขาจนได้”
“อ้าว ก็เมื่อกี้ฉันดึงเธอขึ้นมาแล้วไม่ใช่เหรอ”
หลี่เลี่ยงที่อยู่ดีๆ ก็โดนหางเลขรีบแก้ต่างให้ตัวเองด้วยความงุนงง
“มันเหมือนกันที่ไหนเล่า”
อู๋เหมิงบ่นอุบอิบ พลางทำปากยื่นปากยาวด้วยความขัดใจ
“ของนายน่ะมันพวกเก่งหลังเกม ฉันล้มกลิ้งไปแล้วนายค่อยมาช่วยพยุง มันจะไปมีความหมายอะไร”
“โอเคๆ งั้นเธอขึ้นไปเล่นใหม่เถอะ เดี๋ยวรอบนี้ฉันจะรอรับเธอเอง”
หลี่เลี่ยงไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับแฟนสาว จึงยอมยกธงขาวแต่โดยดี
“รับให้ดีๆ ล่ะ รอบนี้ห้ามทำให้ฉันขายหน้าประชาชีอีกเด็ดขาดเชียว”
พอได้ยินคำยืนยัน อู๋เหมิงก็ยิ้มออก เธอรีบปีนกลับขึ้นไปด้านบนอย่างกระตือรือร้น
ทางด้านหลินซีอวี่เองก็ยังติดลม เธอยังรู้สึกไม่จุใจจึงอยากจะขอเล่นอีกสักรอบ
กู้ปินเองก็ไม่มีทางขัดใจแฟนสาวอยู่แล้ว เขาพร้อมทำหน้าที่สุภาพบุรุษผู้พิทักษ์อย่างเต็มที่ ไม่ว่าเธอจะไถลลงมากี่ครั้ง เขาก็จะคอยรอรับเธอทุกครั้งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย รับรองได้ว่าไม่มีทางปล่อยให้เธอต้องเจ็บตัวกระแทกพื้นอย่างแน่นอน
หลี่เลี่ยงที่เห็นดังนั้นก็เริ่มเรียนรู้เทคนิค เขาพยายามเลียนแบบท่าทางของกู้ปินเพื่อเอาใจอู๋เหมิง ซึ่งก็ได้ผลดีเกินคาดจนทำให้แฟนสาวยิ้มแก้มปริ
คู่รักสองคู่ต่างหยอกล้อกันไปมาอย่างหวานชื่น บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยสีชมพูจนแทบจะมดขึ้น ทำเอาฉวี่เผิงที่ยืนหัวโด่อยู่คนเดียวถึงกับทำหน้าไม่ถูก ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามาในอก ความอิจฉาเริ่มตีตื้นขึ้นมาจนรู้สึกเปรี้ยวในปากเหมือนกินน้ำส้มสายชูเข้าไปทั้งขวด
“พวกนายเล่นกันไปเถอะ ฉันกลับก่อนดีกว่า”
ผ่านไปไม่นาน เขาก็ทนดูภาพบาดตาบาดใจต่อไปไม่ไหว จึงตัดสินใจขอตัวลา
“อ้าว จะรีบกลับไปไหนล่ะ”
อู๋เหมิงที่กำลังสนุกสุดเหวี่ยงตะโกนถาม ทั้งที่ตัวเองยังเล่นไม่หนำใจ
“ค่าตั๋วตั้งสิบห้าหยวนเชียวนะ เล่นแค่นี้ไม่คุ้มแย่เหรอ อยู่ต่ออีกหน่อยสิ”
นี่มันใช่เรื่องเงินทองซะที่ไหนกันเล่า! ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่สภาพจิตใจต่างหาก!
ขืนอยู่ต่อมีหวังเขาคงได้อกแตกตาย กลายเป็นหมาหัวเน่าที่ไร้คู่เคียงข้าง
ฉวี่เผิงไม่ได้สนใจคำทัดทานนั้น เขาเพียงแค่โบกมือลาส่งๆ แล้วหมุนตัวเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
***
“เรื่องของฉวี่เผิงกับญาติผู้น้องของนาย มีความคืบหน้าบ้างไหม”
หลินซีอวี่มองแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวของเพื่อนชาย แล้วอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วด้วยความเป็นห่วง
“ฉันก็ไม่ได้ถามเหมือนกัน”
กู้ปินคาดเดาจากสถานการณ์ตรงหน้า
“แต่ดูจากสภาพแล้ว น่าจะยังไม่มีอะไรคืบหน้า”
หลินซีอวี่ถอนหายใจยาว ก่อนจะเปรยออกมาเบาๆ
“ตระกูลสูงศักดิ์ ประตูบ้านใหญ่โตขนาดนั้น คนธรรมดาจะเข้าไปได้ง่ายๆ ได้ยังไง...”
“คิดมากไปแล้ว ยัยบ๊อง”
กู้ปินใช้นิ้วเคาะจมูกรั้นๆ ของเธอเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว
“บ้านฉันไม่ใช่ตระกูลสูงศักดิ์อะไรขนาดนั้นสักหน่อย”
“บ้านนายเนี่ยนะไม่ใช่?”
หลินซีอวี่กลอกตามองบนแทบจะทะลุเพดาน
“พูดออกมาได้ไม่อายปาก ใครเชื่อก็บ้าแล้ว จะหลอกเด็กสามขวบหรือไง”
“ถ้าบ้านฉันเป็นตระกูลสูงศักดิ์จริงๆ เธอก็ต้องภูมิใจสิ”
กู้ปินหัวเราะร่าพลางเย้าแหย่
“ขอสัมภาษณ์หน่อยครับว่าสะใภ้ตระกูลใหญ่รู้สึกยังไงบ้าง รู้สึกโชคดีจนนอนละเมอหัวเราะเลยหรือเปล่า”
“พอเลย...”
หลินซีอวี่แกล้งทำหน้ามุ่ยใส่
“ตั้งแต่หมั้นกับนายมา ฉันไม่เคยนอนหลับสนิทเลยสักคืน ฝันร้ายตลอดว่าแม่นายไม่ชอบขี้หน้าฉัน แล้วก็พยายามจะกีดกันเราสองคน”
“แม่ฉันโดนพี่ใหญ่กล่อมจนอยู่หมัดแล้ว รับรองว่าท่านจะไม่มาหาเรื่องเธออีกแน่นอน”
กู้ปินฉวยโอกาสดึงร่างบางเข้ามาในอ้อมกอด หวังจะโอบกอดให้หายคิดถึง
“อย่าเล่นน่า คนมองกันเต็มเลย”
ถึงแม้หลินซีอวี่จะสวมหมวกไหมพรมและพันผ้าพันคอจนปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง แต่พออยู่นานเข้า บรรดาคนที่มุงดูอยู่รอบๆ ก็เริ่มจำเธอได้
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้น หลายคนพยายามยืดคอชะเง้อมองมาที่ทั้งคู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ซีอวี่ มาเร็วเข้า”
อู๋เหมิงยังคงติดลม ตะโกนเรียกเพื่อนสาวให้ไปเล่นสไลเดอร์ต่อ
“ไปเดี๋ยวนี้แหละ”
หลินซีอวี่สบโอกาสรีบผลักอกกู้ปินออก แล้ววิ่งเหยาะๆ กลับขึ้นไปบนยอดหอเป่ยจี๋เก๋อทันที
กู้ปินกับหลี่เลี่ยงหันมามองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างถอนหายใจออกมาด้วยความจำยอม
สองหนุ่มคู่ทุกข์คู่ยากทำได้เพียงยืนตากลมหนาว รอคอยแฟนสาวของตัวเองอยู่ด้านล่างต่อไป
นานทีปีหนจะได้กลับมาเจอกันในช่วงเทศกาลตรุษจีน สองสาวเพื่อนซี้เลยปลดปล่อยความสนุกกันอย่างเต็มที่ เล่นกันจนตะวันตกดินถึงได้ยอมตัดใจเดินออกจากสวนสาธารณะแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน
***
อู๋เหมิงเที่ยวเล่นข้างนอกอย่างมีความสุข โดยหารู้ไม่ว่าที่บ้านกำลังมีแขกไม่ได้รับเชิญบุกมาเยือน
หลังจากที่คลิปวิดีโอโปรโมต "รายการบ้านริมน้ำพุ" ออกอากาศไป ย่านถนนชวีสุ่ยถิงที่ได้รับการปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ก็กลับมาคึกคักมีชีวิตชีวา นักท่องเที่ยวต่างถิ่นเริ่มหลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมชมความงามของสายน้ำและต้นหลิวที่รายล้อมบ้านเรือน
เมื่อคนเริ่มเยอะ พ่อค้านักลงทุนหัวใสก็เริ่มมองเห็นช่องทางทำกิน พวกเขาเล็งเป้าไปที่เรือนสี่ประสานเก่าแก่ในย่านถนนซีเกิงเต้า เพื่อหวังจะเช่ามาดัดแปลงเป็นร้านอาหารรับนักท่องเที่ยว
ถนนซีเกิงเต้าตั้งอยู่ในทำเลทอง ใกล้กับสะพานฉี่เฟิ่ง ทั้งยังเชื่อมต่อกับสระน้ำหวังฝู่และถนนชวีสุ่ยถิงได้อย่างสะดวกสบาย
ด้วยเหตุนี้ บ้านของอู๋เหมิงจึงตกเป็นเป้าหมาย
แม้จะเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ควรจะสงบสุข แต่กลับมีนายหน้าเข้ามาก่อกวนถึงหน้าประตูบ้าน พยายามเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาย้ายออกเพื่อจะขอเช่าที่ทำร้านอาหารพื้นเมือง
บ้านเลขที่ 1 ถนนซีเกิงเต้าไม่ได้มีแค่ครอบครัวของอู๋เหมิงอาศัยอยู่เพียงลำพัง แต่ยังมีเพื่อนบ้านอีกสองครอบครัวอาศัยร่วมด้วยในบริเวณเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดเป็นบ้านพักของรัฐที่กรรมสิทธิ์ไม่ได้เป็นของผู้อยู่อาศัย
ตามกฎระเบียบแล้ว บ้านพักสวัสดิการของรัฐไม่อนุญาตให้นำไปปล่อยเช่าต่อ แต่ด้วยเม็ดเงินก้อนโตที่นายหน้าเสนอมา ทำให้เพื่อนบ้านอีกสองครอบครัวเกิดความโลภและเริ่มโอนอ่อนผ่อนตาม
ทว่าแม่อู๋ที่มีอาชีพรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าอาศัยความไว้วางใจจากลูกค้าเก่าแก่ในละแวกนี้เป็นหลัก หากต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นที่ห่างไกลออกไป การติดต่อไปมาหาสู่คงลำบาก ลูกค้าคงไม่อยากถ่อสังขารตามไปใช้บริการ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของครอบครัวอย่างหนัก
แม่อู๋จึงยืนกรานเสียงแข็งว่าหัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่ยอมย้ายเด็ดขาด พร้อมทั้งไล่ตะเพิดนายหน้าคนนั้นออกไป
การกระทำนี้สร้างความไม่พอใจให้กับเพื่อนบ้านอีกสองครอบครัวที่หวังจะได้เงินค่าเช่าจนตัวสั่น
ทั้งสองฝ่ายมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง จนในที่สุดแม่อู๋ทนความรำคาญไม่ไหว ตัดสินใจล็อกกุญแจบ้าน แล้วชวนพ่ออู๋หนีความวุ่นวายกลับไปพักผ่อนที่บ้านเกิดในชนบท
อู๋เหมิงที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย เมื่อกลับมาถึงหน้าบ้านแล้วพบว่าประตูถูกล็อกแม่กุญแจแน่นหนา แถมตะโกนเรียกก็ไม่มีใครอยู่ เธอจึงเริ่มตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก
โชคดีที่ถนนซีเกิงเต้าอยู่ไม่ไกลจากสระน้ำหวังฝู่ หลินซีอวี่ที่กำลังจะไปกินข้าวเย็นที่บ้านคุณตากู้ปิน จึงแวะมาส่งอู๋เหมิงที่บ้านพร้อมกับกู้ปินและหลี่เลี่ยงพอดี
การมีเพื่อนอยู่ด้วยช่วยให้อู๋เหมิงคลายความตกใจลงได้บ้าง หลังจากตั้งสติได้และรีบโทรศัพท์ไปหาพ่อแม่จนได้รู้ความจริง เธอก็โกรธจนตัวสั่นเมื่อรู้ว่ามีคนเข้ามาก่อกวนครอบครัวถึงในบ้าน
“คนพวกนี้ใช้อะไรคิดกันนะ คิดว่ามีเงินแล้วจะทำอะไรก็ได้หรือไง ขนาดวันปีใหม่แท้ๆ ยังไม่ยอมให้คนอื่นได้อยู่อย่างสงบสุข”
“เรื่องแบบนี้ ต่อไปคงจะมีให้เห็นบ่อยขึ้นแน่ๆ...”
หลี่เลี่ยงยกมือนวดขมับด้วยความอ่อนใจ
“เขตเมืองเก่าคงจะวุ่นวายไปอีกพักใหญ่ พอมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ใครๆ ก็ตาลุกวาว คนเฒ่าคนแก่ที่ผูกพันกับบ้านก็อยากจะอยู่ต่อเพื่อรักษารากเหง้าของตัวเอง”
“แต่พวกลูกหลานคนรุ่นใหม่ไม่ได้คิดแบบนั้น ใครให้เงินเยอะก็พร้อมจะปล่อยเช่าทันที โดยไม่สนเลยว่าบ้านเก่าจะถูกทุบทำลาย หรือน้ำพุจะเน่าเสียเพราะเศษอาหารจากการทำร้านอาหารหรือเปล่า”
“มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดเรื่องแบบนั้น...”
กู้ปินพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เว้นเสียแต่ว่าทางการจะมีคำสั่งเด็ดขาด ห้ามไม่ให้มีการทำลายภูมิทัศน์ดั้งเดิมของเขตเมืองเก่า ถึงจะเปิดเป็นร้านอาหารได้ แต่ก็ต้องห้ามทุบทำลายโครงสร้างเดิม หรือต่อเติมจนเละเทะเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม”
[จบบท]