บทที่ 263 : ทำให้เขาตัดใจ
อู๋เหมิงทอดสายตามองดูแสงสีของดอกไม้ไฟที่สว่างไสวอยู่นอกหน้าต่างพลางรู้สึกเบิกบานใจ เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อก่อนจะหยิบเหล้าขาวขวดเล็กออกมาอวดทุกคนราวกับกำลังเล่นกล
"มีทั้งเหล้า มีทั้งเนื้อ มีทั้งกับข้าวอร่อยๆ พวกเรามาฉลองปีใหม่กันเถอะ"
หลินซีอวี่ยิ้มแย้มพลางขยับปากเอ่ยแซวเพื่อนสนิท "นี่เธอยังจะดื่มเหล้าอีกเหรอ? ถ้าเมาขึ้นมาอย่ามาโวยวายในห้องพักผู้ป่วยเชียวนะ"
"ที่นี่ก็มีน้องชายฉันอยู่ทั้งคนนี่นา" อู๋เหมิงหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี "ถ้าฉันเมา พวกเธอสองคนก็ไม่ต้องเหนื่อยมาคอยดูแลฉันหรอก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขาแบกฉันกลับไปก็พอ"
จ้าวอวิ๋นเฉิงจงใจทำหน้าตาทะเล้นยียวน "พี่สาว มีคำพูดประโยคหนึ่งไม่รู้ว่าผมควรจะพูดดีไหม?"
"นายอยากจะพูดอะไร?" อู๋เหมิงรู้อยู่เต็มอกว่าลูกพี่ลูกน้องคนนี้คงไม่มีคำพูดดีๆ ออกมาจากปากแน่ จึงถลึงตาใส่ด้วยความไม่พอใจ
"พี่อ้วนเกินไปแล้ว ผมแบกพี่ไม่ไหวหรอก"
และก็เป็นไปตามคาด คำพูดประโยคถัดมาของจ้าวอวิ๋นเฉิงทำให้อู๋เหมิงถึงกับโกรธจนแทบจะเต้นผาง
"นี่นายหาว่าฉันอ้วนงั้นเหรอ?!"
"พี่อย่าส่งเสียงดังโวยวายสิ ที่นี่คือห้องพักผู้ป่วยนะ เดี๋ยวพยาบาลก็ได้ยินหรอก"
"นายยังกล้าพูดอีก ฉันจะตีนายให้ตายเลยคอยดู"
"โอ๊ยๆ ช่วยด้วยครับ พี่ซีอวี่ พี่เห็นหรือเปล่า พี่สาวผมก็เป็นแบบนี้แหละ ชอบรังแกผมมาตั้งแต่เด็กแล้ว"
สองพี่น้องทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างออกรส ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร ทั้งวิ่งไล่ตามและวิ่งหนีกันไปทั่วห้องพักผู้ป่วย ภาพที่เห็นตรงหน้าดูแล้วชวนให้รู้สึกขบขันและเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
หลินซีอวี่และกู้ปินต่างก็มีความคิดตรงกัน พวกเขาเพียงแค่มองดูการหยอกล้อของสองพี่น้องอย่างเงียบๆ โดยไม่มีความคิดที่จะเข้าไปห้ามปรามหรือขัดจังหวะแต่อย่างใด
อาหารมื้อค่ำคืนวันส่งท้ายปีเก่าที่มีสองพี่น้องคอยสร้างเสียงหัวเราะและบรรยากาศสนุกสนาน ทำให้การรับประทานอาหารมื้อนี้เต็มไปด้วยรสชาติและความสุข
เนื่องจากอาการบาดเจ็บของกู้ปินยังไม่หายดี หลินซีอวี่ไม่อยากให้ชายหนุ่มต้องเหนื่อยล้าจนเกินไป จึงรีบจัดแจงให้เขาล้มตัวลงนอนพักผ่อนตั้งแต่หัวค่ำ
ส่วนอู๋เหมิงและจ้าวอวิ๋นเฉิงก็รู้กาลเทศะเป็นอย่างดี ทั้งสองคนจึงรีบขอตัวลากลับไป
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนเดินออกจากห้องไปแล้ว กู้ปินก็ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเว้นที่ว่างบนเตียงให้กว้างขึ้น หวังจะให้หญิงสาวที่เขารักลงมานอนเคียงข้างกัน
หลินซีอวี่ไม่อาจทนความดื้อรั้นของเขาได้ สุดท้ายจึงต้องยอมตกลงตามใจชายหนุ่ม
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอต้องอดหลับอดนอนคอยดูแลเขาอยู่ในห้องพักผู้ป่วยแห่งนี้ ร่างกายจึงสะสมความเหนื่อยล้าเอาไว้มาก เมื่อเอนกายลงนอนและหลับตาลงได้เพียงไม่นาน เธอก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
กู้ปินประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนของเธออย่างแผ่วเบา แววตาของชายหนุ่มเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความทะนุถนอมอย่างลึกซึ้ง
หลินซีอวี่หลับสนิท ริมฝีปากเล็กๆ เผยอขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับมีเสียงกรนเบาๆ ดังลอดออกมาเป็นจังหวะ
รอยยิ้มเอ็นดูระคนหลงใหลปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา กู้ปินประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากบางของเธออีกครั้ง ก่อนจะหลับตาลงด้วยความพึงพอใจและเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจ
....
บริเวณมุมมืดอันเงียบสงบภายนอกอาคารผู้ป่วย จ้าวอวิ๋นเฉิงกำลังยืนหลบมุมคุยโทรศัพท์กับผู้คอยบงการอยู่เบื้องหลังอย่างลับๆ
"พี่ฟาน ผมจัดการเรื่องที่พี่สั่งเรียบร้อยแล้ว พี่วางใจได้เลย ซุปนกพิราบพี่ซีอวี่ก็ดื่มไปแล้ว ปลิงทะเลก็กินไปแล้ว ส่วนกุ้งเจี๋ยนน้ำมันนั่นผมก็เป็นคนแกะเปลือกแล้วคีบใส่ชามให้พี่ซีอวี่ด้วยมือของผมเองเลยนะ..."
"สีหน้าพี่ซีอวี่ดูสดใสขึ้นมาก ผิวพรรณก็ดูขาวอมชมพู ร่างกายฟื้นฟูได้ดีเลยครับ คุยเล่นหัวเราะกับพวกผมอย่างอารมณ์ดีเชียว..."
"ขอบคุณครับพี่ฟาน สวัสดีปีใหม่นะครับพี่ฟาน ผมขออวยพรให้พี่ล่วงหน้าเลย ขอให้ปีใหม่นี้พี่มีแต่ความโชคดี เงินทองไหลมาเทมา คิดหวังสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนานะครับ..."
"เก่งนักนะไอ้น้องชาย..."
ในขณะที่จ้าวอวิ๋นเฉิงกำลังก้มหัวประจบประแจงอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งโผล่พรวดเข้ามาทางด้านหลัง ทำให้เขาตกใจจนแทบจะหัวใจวายตายอยู่ตรงนั้น
"เฮ้ย ตกใจหมดเลย พี่โผล่มาจากไหนเนี่ย?"
"สารภาพมาตามตรงซะดีๆ นายไปแอบติดต่อกับหวังฟานตั้งแต่เมื่อไหร่?"
อู๋เหมิงไม่ตอบคำถาม แต่กลับฉวยโอกาสตอนที่อีกฝ่ายกำลังตกตะลึง แย่งโทรศัพท์มือถือมาจากมือของเขาอย่างรวดเร็ว
"ตื๊ด... ตื๊ด..."
เสียงสัญญาณสายไม่ว่างดังมาจากหูฟัง บ่งบอกว่าอีกฝ่ายได้วางสายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
"หนอย ไอ้หมอนี่..." อู๋เหมิงกัดฟันกรอดด้วยความโมโห "พอได้ยินเสียงฉันปุ๊บก็ชิงวางสายหนีไปเลยนะ"
"พี่สาว พี่เป็นพี่สาวแท้ๆ ของผมเลยนะ" จ้าวอวิ๋นเฉิงทำหน้าตาหน้าสงสารพลางเอ่ยอ้อนวอน "เรื่องนี้พี่ห้ามเอาไปบอกพี่ปินเด็ดขาดเลยนะ ไม่อย่างนั้นผมคงตายแน่ๆ ต้องโดนพวกเขาสองคนทรมานจนตายแน่ๆ"
"ตอบคำถามฉันมาก่อน" อู๋เหมิงจ้องหน้าเขาด้วยสายตาจับผิด "นายไปติดต่อกับหวังฟานตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"ที่ผมต้องกลายเป็นแบบนี้ก็เพราะพี่นั่นแหละ" จ้าวอวิ๋นเฉิงทำหน้านิ่วคิ้วขมวดพลางตอบกลับด้วยความน้อยใจ "ถ้าพี่ไม่เรียกให้ผมมาที่เซี่ยงไฮ้ ผมก็คงไม่ต้องมาเจอเรื่องซวยๆ แบบนี้หรอก"
"เลิกบ่นได้แล้ว รีบเล่ามาเดี๋ยวนี้" อู๋เหมิงเริ่มหมดความอดทน เธอชูโทรศัพท์มือถือขึ้นสูงพร้อมกับข่มขู่ "ถ้านายไม่ยอมพูดความจริง ฉันจะปาโทรศัพท์ของนายทิ้งซะ"
"อย่านะๆ อย่าปาทิ้งนะ" จ้าวอวิ๋นเฉิงหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ "ผมยอมเล่าแล้ว ผมยอมบอกหมดทุกอย่างเลย"
อู๋เหมิงยังคงแกว่งโทรศัพท์มือถือไปมาอยู่ตรงหน้าเขา ทำท่าพร้อมจะปล่อยมือได้ทุกเมื่อ
เมื่อเห็นท่าทางเอาจริงของพี่สาว จ้าวอวิ๋นเฉิงก็ไม่กล้าปิดบังอีกต่อไป "ผมมันซวยจริงๆ วันที่พี่ซีอวี่ไปจดทะเบียนสมรส ผมดันโดนพี่ฟานจับตัวได้ เขาไม่เปิดโอกาสให้ผมได้อธิบายอะไรเลย ปรี่เข้ามาซ้อมผมจนน่วมไปหมด พอซ้อมเสร็จก็ยังไม่หนำใจ ขู่ว่าจะจับผมโยนลงแม่น้ำหวงผู่ไปเป็นอาหารปลาอีก..."
"นี่นายไม่ได้พูดเล่นใช่ไหม?" อู๋เหมิงฟังแล้วรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งศีรษะ "หวังฟานโหดเหี้ยมขนาดนั้นเชียวเหรอ? ทำตัวเหมือนพวกแก๊งอันธพาลที่ไม่เห็นค่าชีวิตคนเลย กล้าฆ่าคนกลางวันแสกๆ แบบนี้เลยเหรอ?"
"เขาจะเป็นอันธพาลหรือเปล่าผมก็ไม่รู้หรอกนะ" จ้าวอวิ๋นเฉิงลูบแขนตัวเองที่ขนลุกซู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"ผมรู้แค่ว่าวันนั้นถ้าผมไม่หัวไว ชิงเสนอตัวเป็นสายสืบให้เขา ป่านนี้ผมคงจมอยู่ก้นแม่น้ำกลายเป็นอาหารปลาไปเรียบร้อยแล้ว"
"นายเป็นคนเสนอตัวเป็นหนอนบ่อนไส้ให้เขาเองงั้นเหรอ?" อู๋เหมิงตวัดสายตามองเขาด้วยความรังเกียจ
"ถ้าผมไม่พูดแบบนั้น ผมก็ต้องตายน่ะสิ" จ้าวอวิ๋นเฉิงบ่นกระปอดกระแปดด้วยความไม่พอใจ "พี่ใจคอจะปล่อยให้ผมตายจริงๆ เหรอ? ผมเป็นลูกพี่ลูกน้องแท้ๆ ของพี่เลยนะ?"
"แล้วนายเอาเรื่องอะไรไปบอกเขาบ้าง?" อู๋เหมิงรู้สึกเอือมระอา ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองมีน้องชายที่ไม่ได้เรื่องแบบนี้
"ผมก็ไม่ได้บอกอะไรสำคัญหรอก..." จ้าวอวิ๋นเฉิงฝืนยิ้มแห้งๆ "ก็แค่คอยรายงานเรื่องหยุมหยิมในชีวิตประจำวันของพี่ซีอวี่ให้เขาฟังบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้นเอง"
"แค่นี้เนี่ยนะ..." อู๋เหมิงไม่เชื่อ เธอชูโทรศัพท์มือถือขึ้นทำท่าจะปาลงพื้นอีกครั้ง
"ไม่มีเรื่องอื่นแล้วจริงๆ" จ้าวอวิ๋นเฉิงตกใจจนแทบสิ้นสติ "ก็แค่..."
"ก็แค่อะไร?" อู๋เหมิงซักไซ้ไม่เลิก
"เรื่องที่พี่ปินซื้อบ้านหลังใหญ่ให้พี่ซีอวี่ไง..." จ้าวอวิ๋นเฉิงจนปัญญา สุดท้ายก็ต้องยอมสารภาพออกมาจนหมดเปลือก
"พี่ฟานสั่งให้ผมหาโอกาสเอาเรื่องนี้ไปบอกหลิวหรูซือ ส่วนเหตุผลว่าทำไมต้องไปบอกผู้หญิงคนนั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน"
"อ้อ ที่แท้นายก็เป็นคนเอาเรื่องนี้ไปบอกหลิวหรูซือนี่เอง" อู๋เหมิงโกรธจัดจนตบหัวน้องชายไปหนึ่งฉาด
"ไอ้ทึ่มเอ๊ย แค่นี้นายยังคิดไม่ออกอีกเหรอ? เขาต้องการยืมมือคนอื่นมาทำลายความสัมพันธ์ไงล่ะ เขาอยากใช้หลิวหรูซือเป็นเครื่องมือเพื่อแยกกู้ปินกับซีอวี่ออกจากกัน"
"แต่พวกเขาสองคนก็ยังรักกันดี ไม่ได้เลิกกันสักหน่อยนี่" จ้าวอวิ๋นเฉิงเถียงข้างๆ คูๆ "แถมพอผ่านเรื่องวุ่นวายพวกนี้มาได้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดูจะยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นกว่าเดิมอีก"
"นายยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกเหรอ" อู๋เหมิงโมโหจนต้องทุบตีเขาไปอีกหลายที
"พี่สาว ผมขอร้องล่ะ" จ้าวอวิ๋นเฉิงจับแขนอู๋เหมิงไว้แน่น ทำหน้าตาน่าสงสารอ้อนวอน
"พี่ถือซะว่าสงสารน้องชายคนนี้เถอะนะ อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกพี่ปินเด็ดขาดเลย ถ้าพี่ปินไล่ผมออกไป ผมก็จะหมดประโยชน์ในสายตาของพี่ฟาน ถึงตอนนั้นถ้าเขาเกิดไม่พอใจขึ้นมา อาจจะจับผมโยนลงแม่น้ำหวงผู่ไปเป็นอาหารปลาจริงๆ ก็ได้นะ"
"เรื่องนี้ฉันช่วยนายไม่ได้หรอก" อู๋เหมิงสะบัดมือเขาออกด้วยความรังเกียจ "นายต้องไปสารภาพผิดด้วยตัวเอง ไปคุกเข่าขอโทษกู้ปินกับซีอวี่ ถ้าพวกเขายอมยกโทษให้ นายค่อยกลับบ้านนอกไปซะ แล้วไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก"
"พี่สาว..." จ้าวอวิ๋นเฉิงพยายามจะอ้อนวอนต่อ
"ฉันไม่อยากฟัง" อู๋เหมิงพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและสีหน้าจริงจัง "ถ้านายรู้จักคิดสักนิด ก็หุบปากแล้วตามฉันกลับไปที่ห้องพักผู้ป่วยเดี๋ยวนี้ ไปคุกเข่าสารภาพผิด ขอร้องให้พวกเขายกโทษให้ซะ"
"เฮ้อ" จ้าวอวิ๋นเฉิงเห็นว่าคงเปลี่ยนใจพี่สาวไม่ได้แล้ว จึงได้แต่ก้มหน้าลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก ไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีก
....
การเผชิญหน้าระหว่างสองพี่น้องจบลงด้วยชัยชนะของผู้เป็นพี่สาว
จ้าวอวิ๋นเฉิงถูกอู๋เหมิงบิดหูลากตัวขึ้นไปชั้นบน และในที่สุดเขาก็ต้องมาคุกเข่าอยู่หน้าเตียงผู้ป่วยของคนทั้งสองจริงๆ
กู้ปินรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาตั้งแต่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวแปลกๆ
ส่วนหลินซีอวี่นั้นง่วงจัดจนหลับสนิท ไม่ได้รับรู้เลยแม้แต่น้อยว่าสองพี่น้องเดินกลับเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยอีกครั้ง
"พี่ปิน ผมผิดไปแล้ว ผมเป็นคนทำร้ายพี่กับพี่ซีอวี่ พี่ตีผมเลย..."
จ้าวอวิ๋นเฉิงคุกเข่าอยู่บนพื้นพลางโขกศีรษะลงกับพื้นเสียงดังสนั่น รอยเขียวช้ำบนหน้าผากของเขาดูน่ากลัวยิ่งนักท่ามกลางแสงสลัวภายในห้อง
"ลุกขึ้นเถอะ ต่อไปนี้นายมีหน้าที่อะไรก็ทำไปตามปกติ ทำตัวเหมือนที่ผ่านมานั่นแหละ"
ผิดคาด กู้ปินไม่ได้ต่อว่าอะไรเขาเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่แววตาของชายหนุ่มมีประกายความเย็นชาที่ยากจะคาดเดาพาดผ่านวูบหนึ่ง
ด้วยความฉลาดหลักแหลมของเขา มีหรือที่จะดูไม่ออกถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของจ้าวอวิ๋นเฉิง อย่างที่โบราณว่าไว้ ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นรออยู่ข้างหลัง
ข้อมูลต่างๆ ที่จ้าวอวิ๋นเฉิงแอบเอาไปรายงานให้หวังฟานฟังนั้น ล้วนเป็นข้อมูลที่เขาตั้งใจอยากให้หวังฟานได้รับรู้ทั้งสิ้น
เขาต้องการให้ผู้ชายคนนั้นได้รับรู้ถึงความรักและความห่วงใยที่เขามีต่อหลินซีอวี่ ต้องการให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาแนบแน่นเพียงใด และไม่มีช่องว่างให้ใครหน้าไหนเข้ามาแทรกกลางได้ เพื่อให้หวังฟานยอมตัดใจและเลิกเพ้อฝันถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียที
"ขอบคุณครับพี่ปิน ขอบคุณมากๆ ครับ..." ตอนนี้สายตาที่จ้าวอวิ๋นเฉิงใช้มองกู้ปินราวกับกำลังมองผู้มีพระคุณที่ชุบชีวิตเขาขึ้นมาใหม่ก็ไม่ปาน
"รู้จักใช้สมองคิดซะบ้างนะ" อู๋เหมิงรู้สึกละอายใจแทน ก่อนจะฟาดมือลงบนศีรษะของจ้าวอวิ๋นเฉิงไปหลายทีด้วยความหมั่นไส้
"อะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด ตีลังกาคิดเอาเองบ้างไม่ได้หรือไง? ถ้าขืนกล้าพูดจาพล่อยๆ จนทำให้พวกเขาสองคนต้องเดือดร้อนอีก ฉันไม่เอานายไว้แน่"
"รู้แล้วครับ รู้แล้ว..." จ้าวอวิ๋นเฉิงยกมือขึ้นกุมศีรษะร้องขอชีวิต "พี่หยุดตีผมได้แล้ว ถ้าตีอีกผมคงได้โง่จริงๆ แน่"
"ออกไปได้แล้ว" กู้ปินไม่อยากให้เสียงดังรบกวนการนอนของหลินซีอวี่ จึงโบกมือไล่ด้วยท่าทีเหนื่อยล้า
"ครับผม" จ้าวอวิ๋นเฉิงรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เขารีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นแล้วเผ่นแน่บออกไปจากห้องทันที
"กู้ปิน เรื่องนี้ฉันต้องขอโทษจริงๆ" อู๋เหมิงรู้สึกผิดอยู่ในใจ เมื่อเดินไปถึงประตูเธอก็หันกลับมาพูดอีกครั้ง "เป็นเพราะฉันคิดไม่รอบคอบเอง ไม่น่าเรียกไอ้เด็กบ้านี่มาจากบ้านนอกเลย"
"เรื่องนี้... คงเป็นลิขิตสวรรค์มั้ง" กู้ปินไม่ได้คิดจะโทษอู๋เหมิงเลยสักนิด "สวรรค์คงกำหนดมาแบบนี้แหละ คงอยากให้ฉันชดใช้เวรกรรมด้วยวิธีนี้"
"คำพูดพวกนี้ไม่น่าจะออกมาจากปากคนอย่างนายเลยนะ" อู๋เหมิงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและไม่สบายใจ เจอคำพูดสไตล์นักบวชของเขาเข้าไปก็ถึงกับพูดไม่ออกทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
"ดึกมากแล้ว เธอก็กลับไปพักผ่อนเถอะ" กู้ปินไม่อยากพูดอะไรให้มากความ เขายกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย
"โอเค พรุ่งนี้เช้าฉันจะซื้อข้าวเช้าเข้ามาให้นะ" อู๋เหมิงถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะดึงประตูห้องปิดลงแล้วเดินจากไป
....
เช้าวันขึ้นปีใหม่
หลินซีอวี่ได้นอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าจึงรู้สึกสดชื่นแจ่มใสเป็นอย่างมาก
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย เธอก็เริ่มกดโทรศัพท์โทรหาญาติผู้ใหญ่และเพื่อนฝูงเพื่ออวยพรปีใหม่ทีละคน ไล่ตั้งแต่ครูประจำชั้นสมัยมัธยมปลายไปจนถึงอาจารย์ใหญ่ ไม่ยอมพลาดเลยแม้แต่คนเดียว
"คุณยายคะ วางใจเถอะค่ะ หนูอยู่ที่เซี่ยงไฮ้สบายดีมาก อู๋เหมิงก็อยู่ฉลองปีใหม่เป็นเพื่อนด้วย พอหมดช่วงเข้าเวรของโรงเรียน น่าจะก่อนเทศกาลโคมไฟ หนูจะรีบกลับไปหานะคะ"
"แม่คะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้นแล้วนะคะหนูมีแฟนแล้วค่ะ อีกสองวันจะพาไปที่บ้านให้ทุกคนรู้จัก จริงๆ นะคะ ไม่ได้โกหก ไม่ใช่หวังฟานค่ะ แม่หยุดคิดไปเองได้แล้ว ผู้ชายคนนั้นเขามีลูกชายแล้วนะคะ ระหว่าหนูกับเขาไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอนค่ะ"
"ป้าหู สวัสดีปีใหม่ค่ะ จริงเหรอคะ? ศิลปะการตัดกระดาษวัฒนธรรมแห่งน้ำพุได้รับเลือกให้เป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์ที่สุดของจี่หนานเหรอคะ? ดีจังเลยค่ะ ถือเป็นเรื่องน่ายินดีมากๆ เลย เดี๋ยวถ้าหนูกลับไปถึงจี่หนานเมื่อไหร่ เราต้องฉลองเรื่องนี้กันหน่อยนะคะ"
"น้าสะใภ้คะ เรื่องเงินปันผลไม่ต้องรีบร้อนหรอกค่ะ รอหนูกลับไปจี่หนานก่อนแล้วค่อยว่ากัน นาน่าอยู่แถวนั้นหรือเปล่าคะ? ให้นาน่าเรียกพี่สาวหน่อยสิ โอ๊ะโอ เรียกได้น่ารักจังเลย เดี๋ยวพี่สาวกลับไปจะซื้อขนมอร่อยๆ ไปฝากนะ เอาลูกอมกระต่ายขาวดีไหม? ดีจ้า ตกลงตามนี้นะ ถ้านาน่าชอบกิน พี่สาวจะซื้อไปฝากถุงใหญ่ๆ เลย จะได้กินให้จุใจไปเลย..."
ในขณะที่หลินซีอวี่โทรศัพท์พูดคุยสายแล้วสายเล่าอย่างสนุกสนานออกรสออกชาติ ตัดภาพมาที่กู้ปิน เขากลับดูเหมือนถูกทอดทิ้งให้นอนเงียบๆ อยู่บนเตียงเพียงลำพัง ไม่มีทีท่าว่าจะอยากคุยโทรศัพท์อวยพรปีใหม่กับญาติพี่น้องคนไหนเลย
"นายไม่โทรไปสวัสดีปีใหม่บ้างเหรอ?"
หลินซีอวี่รู้ดีว่าชายหนุ่มยังมีปมในใจ เรื่องที่เขาเดินทางกลับมาจากอเมริกานั้นถูกปิดบังไว้อย่างมิดชิด นอกจากปู่หกที่อยู่ปักกิ่งแล้ว ญาติคนอื่นๆ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นปู่กับย่า หรือแม้แต่ตายายของเขาที่ย้ายไปอยู่มณฑลกวางตุ้งพร้อมกับครอบครัวของลุงใหญ่
"เธอคุยไปเถอะ" กู้ปินปรือตามองเธอ แววตาแฝงความหยอกล้อไว้อย่างชัดเจน "เธอน่าจะเหมาะกับการอวยพรปีใหม่มากกว่า พูดคนเดียวเก่งเหมือนกำลังเดี่ยวไมโครโฟนเลย คุยได้หมดไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กเล็ก"
"ก็นานๆ จะได้ฉลองปีใหม่ทีนี่นา ปีหนึ่งมีแค่ครั้งเดียวนะ" หลินซีอวี่เป็นคนร่าเริงสดใส แม้จะคุยโทรศัพท์คนเดียวก็ไม่ทำให้บรรยากาศกร่อย นิสัยข้อนี้ของเธอช่างเหมือนกับพี่สาวลูกพี่ลูกน้องไม่มีผิด ดูท่าคงจะได้รับการถ่ายทอดสายเลือดนักพูดซานตงไคว่ซูมาจากลุงเขยเป็นแน่
"เมื่อยแขนจังเลย" กู้ปินแกล้งทำหน้าตานิ่วคิ้วขมวดพลางใช้มือบีบนวดแขนตัวเอง "ไม่รู้ว่าใครกันนะ เอาแขนผมไปหนุนแทนหมอน นอนทับซะเต็มแรงทั้งคืนเลย"
หลินซีอวี่หน้าแดงระเรื่อ เธอตวัดสายตาค้อนใส่ชายหนุ่มวงใหญ่ "ขี้เกียจโทรก็บอกมาตรงๆ เถอะน่า อย่าเอาเรื่องนี้มาอ้างเลย"
"ง่วงแล้ว ขอตัวนอนต่อก่อนนะ" กู้ปินหลับตาลงดื้อๆ ทำทีเป็นไม่สนใจอะไรอีก
"ผู้ชายคนนี้นี่ ชอบทำตัวขี้โกงอยู่เรื่อยเลย" หลินซีอวี่ส่ายหน้ายิ้มๆ อย่างระอาใจ ก่อนจะเปิดสมุดจดเบอร์โทรศัพท์เพื่อเริ่มภารกิจอวยพรปีใหม่สายต่อไป
"ปู่หก สวัสดีปีใหม่ค่ะ หนูกับกู้ปินขออวยพรให้คุณปู่สุขภาพแข็งแรงนะคะ ว่างๆ คุณปู่แวะมาพักผ่อนที่เซี่ยงไฮ้บ้างสิคะ เดี๋ยวพวกเราจะพาเที่ยวรอบๆ เมืองเอง ที่นี่มีของกินอร่อยๆ เยอะแยะเลย รับรองว่าต้องถูกปากคุณปู่แน่นอนค่ะ"
"ใช่ค่ะ พวกเราไม่ได้กลับจี่หนาน พอดีทางโรงเรียนให้ครูสลับกันเข้าเวรช่วงวันหยุด ซีอวี่ก็เลยต้องอยู่โยงช่วงนี้พอดี กู้ปินเขาก็อยู่เป็นเพื่อนซีอวี่ที่เซี่ยงไฮ้นี่แหละค่ะ เราเพิ่งจะฉลองปีใหม่ด้วยกันเมื่อคืน กะว่าคงจะกลับบ้านเกิดสักช่วงก่อนเทศกาลโคมไฟน่ะค่ะ"
"คุณปู่จะมาเหรอคะ? ดีเลยค่ะ ถ้ากำหนดวันเดินทางมาเซี่ยงไฮ้ได้แล้ว คุณปู่รีบบอกพวกเราล่วงหน้านะคะหนูจะได้ไปรับที่สนามบิน ได้ค่ะๆ เดี๋ยวหนูจะส่งสายให้กู้ปินนะคะ"
กู้ปินตั้งใจจะแกล้งหลับเพื่อหลบเลี่ยงการคุยโทรศัพท์ แต่หลินซีอวี่ไม่ยอมปล่อยให้เขาทำแบบนั้น เธอใช้มือตีแขนชายหนุ่มแรงๆ ไปหลายทีเพื่อปลุกให้เขาตื่น ก่อนจะยัดโทรศัพท์ใส่มือให้แนบไปกับหูของเขา
"ปู่หก ปู่จะมาเซี่ยงไฮ้เหรอครับ? วันไหนครับ? พรุ่งนี้? พรุ่งนี้ปู่จะมาถึงเลยเหรอครับ?"
กู้ปินที่กำลังสะลึมสะลือ พอได้ยินเสียงปลายสายก็ถึงกับเบิกตากว้าง ตกใจจนแทบจะกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียง
หลินซีอวี่เองก็ตกใจไม่แพ้กัน "พรุ่งนี้ปู่หกจะมาถึงแล้วเหรอคะ?"
"งานเข้าแล้วไง" กู้ปินเอามือปิดไมค์โทรศัพท์พลางส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้หญิงสาว "การอวยพรปีใหม่ของเธอครั้งนี้ ดึงเอาผู้หลักผู้ใหญ่มาหาถึงที่เลยนะเนี่ย"
"ปู่หกน่าจะไปได้ยินข่าวลืออะไรมาหรือเปล่า?" หลินซีอวี่ใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ด้วยความกังวล "ฉันก็แค่พูดชวนตามมารยาทเท่านั้นเอง ใครจะไปคิดล่ะคะว่าท่านจะมาจริงๆ"
"ช่างเถอะ จะมาก็มา" กู้ปินตกใจอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะยอมรับความจริงอย่างรวดเร็ว "เรื่องนี้มันบานปลายใหญ่โตไปแล้ว ปิดยังไงก็คงปิดไม่มิดหรอก สงสัยคงมีใครสักคนคาบข่าวเรื่องนี้ไปบอกจนถึงหูท่านแล้วนั่นแหละ"
[จบบท]