บทที่ 279 : พี่สาวเลิกรา
"ฮี่ๆ" รุ่ยรุ่ยพอได้ยินพูดถึงชื่อพ่อของตัวเอง แววตาก็เป็นประกาย ฉีกยิ้มกว้างแล้วหัวเราะเอิ๊กอ๊ากตามไปด้วยอย่างน่าเอ็นดู
หลินซีอวี่ยิ้มพร้อมกับออกปากไล่ "พอแล้ว เลิกพูดเล่นได้แล้ว รีบไปอ่านหนังสือเถอะ ฉันก็ต้องไปทำกับข้าวเที่ยงแล้วเหมือนกัน ช่วงบ่ายต้องพารุ่ยรุ่ยออกไปเดินเล่นข้างนอกอีก"
"จะไปเที่ยวก็ไปสิครับ ไม่เห็นต้องจงใจมาบอกผมเลย" เฉินเสี่ยวอี้ทำหน้ามุ่ย ส่งสายตาตัดพ้อไปทางรุ่ยรุ่ยแวบหนึ่ง
"คิกคิก" เด็กน้อยเหมือนจะอ่านสายตานั้นออก จึงเอามือปิดปากแอบหัวเราะคิกคัก
กู้ปินยิ้มอธิบาย "พี่สาวนายน่ะไม่ได้แค่ไปเล่นหรอกนะ ตอนนี้เธอเก่งมาก เป็นหัวหน้าแก๊งเด็กๆ ตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ เด็กในตรอกเขตเมืองเก่าตอนนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักเธอแล้ว"
"เอาจริงดิ?" เฉินเสี่ยวอี้ทำหน้าเหวอ "พี่คิดจะทำอะไรกันแน่ครับเนี่ย?"
"ความลับ" หลินซีอวี่ส่งสายตาท้าทายกลับไป "นี่เป็นข้อตกลงระหว่างพี่กับรุ่ยรุ่ย พวกนายไม่ยอมบอกพี่ พวกพี่ก็ไม่บอกพวกนายเหมือนกัน"
"อื้อๆ" รุ่ยรุ่ยพยักหน้าหงึกหงักให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
เฉินเสี่ยวอี้ถึงกับพูดไม่ออก จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนโดนแย่งพี่สาวไป หลานชายที่ไม่น่ารักแบบนี้ ขอไม่รับไว้ได้ไหมเนี่ย?!
...
ช่วงบ่ายคือช่วงเวลาที่เด็กๆ มีความสุขที่สุดในแต่ละวัน นิวหนิวหลานสาวของคุณย่าหลิวมายืนรออยู่หน้าประตูบ้านตั้งแต่ยังไม่บ่ายสอง เพื่อรอให้หลินซีอวี่กับรุ่ยรุ่ยเดินออกมา แล้วพาเธอไปเที่ยวเล่นที่ทะเลสาบต้าหมิงหูด้วยกัน
หลินซีอวี่ก็ไม่ปล่อยให้เด็กรอเก้อ พอถึงบ่ายสองตรงก็ปรากฏตัวขึ้นในซอย
นิวหนิวพอเห็นทั้งสองคน แววตาก็เป็นประกาย รีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจ "สวัสดีค่ะคุณน้า"
เสียงทักทายนั้นเหมือนเป็นการเปิดสวิตช์ ทันใดนั้นก็มีเด็กอีกเจ็ดแปดคนที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว พากันวิ่งกรูกันออกมาจากบ้านแต่ละหลัง
"วิ่งช้าๆ หน่อย ระวังหกล้ม" ผู้ใหญ่แต่ละบ้านที่มีหน้าที่เลี้ยงเด็กพากันวิ่งตามหลังมาด้วยความรู้สึกทั้งขำทั้งเหนื่อยใจ แล้วค่อยๆ ทยอยเดินมารวมกลุ่มกับหลินซีอวี่
หลินซีอวี่ทักทายพวกผู้ใหญ่อย่างสนิทสนม ก่อนจะเอาลูกอมที่พกมาแจกจ่ายให้เด็กๆ
พอพวกเด็กๆ ได้รับลูกอมก็พากันวิ่งนำหน้าไปอย่างร่าเริง รุ่ยรุ่ยกับนิวหนิวก็ปะปนอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย วิ่งตามพี่ๆ ที่โตกว่าไปอย่างไม่คิดชีวิต พวกผู้ใหญ่เห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ พากันเดินตามหลังไปอย่างอารมณ์ดี ขบวนกลุ่มใหญ่เดินทอดน่องมาจนถึงทะเลสาบต้าหมิงหู พอผ่านประตูเข้าไปก็มุ่งตรงไปยังหอเป่ยจี๋เก๋อทันที
เด็กๆ ชอบเล่นสไลเดอร์ ต่อให้เล่นทั้งบ่ายก็ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย รุ่ยรุ่ยเพิ่งเคยมาเล่นสไลเดอร์หินที่เป็นเอกลักษณ์ของหอเป่ยจี๋เก๋อเป็นครั้งแรก พอเห็นว่าขั้นบันไดสูงมากก็เกิดอาการกลัว ปีนขึ้นไปได้แค่ครึ่งทางก็ไม่กล้าปีนต่อ
นิวหนิวเลยทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เธอปีนขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดด้วยตัวเอง แล้วเข้าแถวต่อคิวลื่นลงมาตามหลังเด็กคนอื่นๆ ทีละคน
เด็กที่มาวิ่งเล่นในหอเป่ยจี๋เก๋อมีเยอะมาก ต่างคนต่างต่อแถวเรียงติดกันจนเท้าของคนข้างหลังแทบจะเหยียบก้นคนข้างหน้า มีเด็กโตบางคนที่อยากลื่นลงมาให้สะใจ ก็จะคอยชะลอความเร็วเอาไว้ พอถึงช่วงกลางสไลเดอร์ก็จะรอให้คนข้างหน้าลื่นลงไปจนหมดก่อน แล้วค่อยปล่อยตัวไถลพรวดเดียวลงมา
ด้วยเหตุนี้ สไลเดอร์หินช่วงครึ่งบนจึงมักจะมีความเร็วค่อนข้างช้า และต้องหยุดชะงักอยู่บ่อยครั้ง เด็กเล็กที่ปะปนอยู่ด้วยจึงไม่ค่อยได้รับอันตราย ส่วนช่วงครึ่งล่าง พวกผู้ใหญ่มักจะคอยเดินประกบเด็กเล็กอยู่ข้างๆ บันได รอจนกว่าเด็กจะลื่นลงมาถึงพื้นอย่างปลอดภัยถึงจะวางใจ
นิวหนิวลื่นลงมาได้อย่างราบรื่นภายใต้การดูแลของหลินซีอวี่ พอเล่นรอบแรกจบก็ยังไม่หนำใจ รีบปีนจากข้างล่างกลับขึ้นไปใหม่ แล้วเป็นฝ่ายจับมือรุ่ยรุ่ยเอาไว้
รุ่ยรุ่ยเห็นอีกฝ่ายเล่นสนุกขนาดนั้นก็เลิกกลัว ยอมปีนตามขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดแต่โดยดี เด็กทั้งสองคนต่อคิวเรียงกัน แล้วลื่นลงมาตามหลังเด็กคนหน้าอย่างเป็นระเบียบ
รุ่ยรุ่ยพอได้เล่นรอบนึงก็ติดใจ คราวนี้กลายเป็นว่ากระตือรือร้นยิ่งกว่านิวหนิวซะอีก เวลาปีนบันไดก็วิ่งขึ้นไปเร็วกว่าเดิมมาก ในตอนแรกหลินซีอวี่ก็ทำเหมือนผู้ใหญ่คนอื่นๆ คือคอยเดินตามเด็กทั้งสองคนขึ้นไปดูแลข้างๆ แล้วก็เดินตามลงมาพร้อมกัน แต่พอเดินขึ้นลงไปมาหลายรอบเข้า เธอเหนื่อยจนหอบแฮ่ก ขาแทบก้าวไม่ออก
"เสี่ยวหลิน เธอพักเถอะ เดี๋ยวพวกฉันช่วยดูเด็กให้เอง" บรรดาแม่บ้านและหญิงชราที่ปกติมักจะได้รับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากเธออยู่เสมอ ออกปากช่วยเหลือในยามคับขัน
หลินซีอวี่ไม่ปฏิเสธให้เสียเวลา ตอบตกลงทันที พอมีพวกป้าๆ คอยช่วย เธอก็ไม่ต้องเหนื่อยเดินขึ้นเดินลงอีก แค่คอยยืนรออยู่ข้างล่างสุด รอรับตัวเด็กสองคนตอนที่กำลังจะลื่นลงมาถึงพื้นก็พอ
...
ตอนที่เด็กทั้งสองคนกำลังปีนขึ้นบันไดไปอีกรอบ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อก็ดังขึ้น
หลินซีอวี่เห็นว่าเป็นเบอร์ของหลิวเล่ยก็รีบกดรับสายทันที "พี่ ในที่สุดก็ตื่นสักทีนะ เมื่อเช้าฉันโทรหาพี่เป็นสิบสายเลยนะ ติดต่อไม่ได้จนร้อนใจไปหมด ถ้าคนขับรถของพี่ไม่บอกว่าพี่หลับอยู่ ฉันเกือบจะโทรแจ้งตำรวจแล้วเนี่ย"
เสียงของหลิวเล่ยเจือความรู้สึกผิดดังลอดมาจากปลายสาย "โทษทีนะ มันเหนื่อยมากจริงๆ โทรหาพี่มีเรื่องอะไรเหรอ ด่วนมากไหม รอพี่กลับไปจี่หนานก่อนไม่ได้รึไง?"
หลินซีอวี่ยกมือขึ้นกุมขมับอย่างอ่อนใจ "นี่ยังจะกล้าถามอีกเหรอว่ามีเรื่องอะไร? พี่ไปทำอะไรไว้ไม่รู้ตัวเลยใช่ไหมล่ะ? มาบอกเลิกกันช่วงปีใหม่แบบนี้ คุณยายรู้เรื่องเข้าจะไม่ให้ร้อนใจได้ยังไง?"
หลิวเล่ยกระแอมไอแก้เก้อเบาๆ สองที "อ๋อ เรื่องนี้นี่เอง ก็แค่เลิกกันเอง จะเป็นจะตายยังไง พอพี่รวยแล้ว จะหาผู้ชายแบบไหนก็หาได้ทั้งนั้นแหละ"
หลินซีอวี่พูดขัดความเพ้อเจ้อของอีกฝ่าย "คุยเรื่องจริงจังกันดีกว่า พี่คบกับพี่เสี่ยวมาตั้งสองปีแล้ว ไม่มีความรู้สึกดีๆ ให้กันเลยเหรอ? แค่ทะเลาะกันครั้งเดียวก็บอกเลิกเลย มันไม่ด่วนตัดสินใจไปหน่อยเหรอ?"
หลิวเล่ยหัวเราะฝืดๆ อย่างจนใจ "เอาเข้าจริง สองปีมานี้เราสองคนกระทบกระทั่งกัน ทะเลาะกันมาไม่รู้กี่รอบแล้ว เขาเป็นคนค่อนข้างแข็ง ส่วนพี่ก็ไม่ใช่พวกผู้หญิงอ่อนหวานหัวอ่อน นิสัยเราสองคนเหมือนกันเกินไป มันเติมเต็มให้กันไม่ได้หรอก”
“พูดตามตรงนะ ทนคบกันมาได้ถึงสองปีพี่ก็ว่าปาฏิหาริย์แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะแม่คอยบ่นกรอกหูอยู่ทุกวัน ว่าเขาดีอย่างนู้นดีอย่างนี้ ให้พี่รักษาน้ำใจเขาไว้ พี่ทนไม่ไหวบอกเลิกไปตั้งนานแล้ว"
หลินซีอวี่ยังคงพยายามพูดเกลี้ยกล่อม "ทนมาได้ตั้งสองปี ก็แสดงว่าเข้ากันได้อยู่แหละ ถ้าไม่มีวาสนาต่อกันจริงๆ แค่มองหน้าแวบเดียวก็รำคาญแล้ว ไม่มีทางคบกันมาได้หรอก"
หลิวเล่ยพูดแบบไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว "แต่เดิมพี่ก็ไม่ได้อยากคบหรอก เขาต่างหากที่เอาเรื่องตอบแทนบุญคุณมาอ้างแล้วคอยตามตื้อพี่ ที่พี่พาเขาไปส่งโรงพยาบาลก็แค่บังเอิญช่วยเท่านั้นแหละ ต่อให้เป็นคนไม่รู้จักเป็นไส้ติ่งอักเสบต้องผ่าตัดด่วน พี่ก็ต้องช่วยอยู่ดี ไม่ใช่เพราะว่าเขามีอะไรพิเศษจนพี่ต้องให้ความสนใจซะหน่อย"
หลินซีอวี่ยังคงตื๊อต่อ "พี่ ลองนึกถึงเรื่องดีๆ บ้างสิ ลองนึกถึงช่วงเวลาหวานๆ ของพี่กับพี่เสี่ยวตลอดสองปีที่ผ่านมาดูสิ เวลาพวกพี่ออกไปเที่ยวด้วยกัน มันก็มีความสุขดีไม่ใช่เหรอ? ตอนวันเกิดเขาซื้อดอกไม้ ซื้อของขวัญมาให้ พี่ก็ดีใจไม่ใช่เหรอ? เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาตั้งสองปี มันต้องมีสักจังหวะแหละที่ทำให้พี่หวั่นไหว"
ปลายสายเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะมีเสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังแว่วมา แม้จะคุยกันผ่านโทรศัพท์ หลินซีอวี่ก็พอจะจินตนาการออกว่าสีหน้าของลูกพี่ลูกน้องในตอนนี้คงจะดูอ้างว้างและสับสนมากแค่ไหน
หลินซีอวี่เป็นห่วงจากใจจริง จึงลองหยั่งเชิงดู "พี่ อย่าฝืนตัวเองเลย ให้โอกาสพี่เสี่ยวอีกสักครั้งเถอะ ลองคุยกันดีๆ บางทีตอนนี้เขาอาจจะกำลังเสียใจ แล้วก็อยากจะกลับมาหาพี่..."
หลิวเล่ยยิ้มขื่น "ไม่มีทางหรอก ซีอวี่ ถ้าคนอื่นมาถาม พี่ก็คงไม่บอกหรอกนะ แต่เธอเป็นน้องสาวพี่ เป็นคนที่เข้าใจพี่มากที่สุด พี่ก็ไม่กลัวเธอหัวเราะเยาะหรอก จะไม่ปิดบังเธอแล้วกัน"
หลิวเล่ยหยุดไปนิด "เธอไม่รู้หรอก ความจริงแล้วคนที่บอกเลิกคราวนี้คือหลี่เสี่ยว ที่บ้านเขาคอยเร่งรัดเรื่องแต่งงานมาตลอด เมื่อสองเดือนก่อน แอบจัดแจงให้เขาไปดูตัวโดยไม่บอกพี่ ผู้หญิงคนนั้นเป็นหมอ สวยแถมยังเรียบร้อยกว่าพี่ การศึกษาก็สูง ดูเหมาะสมกับเขามาก"
"ที่เขามาหาพี่คราวนี้ ก็เพื่อมาสารภาพความจริง เขาบอกว่าไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว พ่อแม่เขาก็อายุมากแล้ว หวังอยากให้เขาสร้างครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาเร็วๆ เขาไม่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวัง"
หลินซีอวี่แทบไม่อยากเชื่อ "พี่เสี่ยวจงใจพูดกระตุ้นพี่รึเปล่า? เขาดูเป็นผู้ใหญ่หนักแน่นขนาดนั้น ไม่น่าจะเป็นคนรักเผื่อเลือก เหยียบเรือสองแคมได้เลยนะ?"
หลิวเล่ยพูดประชดตัวเอง "เขาก็บอกพี่มาแบบนี้แหละ พี่ว่าทักษะการทำความเข้าใจของพี่ก็ไม่ได้แย่จนถึงขั้นฟังสิ่งที่เขาพูดไม่ออก หรือตีความผิดไปหรอกนะ"
หลินซีอวี่รู้สึกสงสารพี่สาวจับใจ ก่อนจะประกาศกร้าวอย่างรักเพื่อนฝูง "ถ้าเขามีผู้หญิงคนอื่นจริงๆ แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ความผิดของพี่แล้ว ฉันขอถามพี่อีกครั้งนะ พี่ไม่อยากแต่งงานจริงๆ เหรอ? เรื่องนี้ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ตัวพี่ ถ้าพี่ต้องการ ฉันจะไปคุยกับพี่เสี่ยวให้เอง ต่อให้เขาจะเดินเข้างานแต่งไปแล้ว ฉันก็จะไปแย่งตัวกลับมาให้พี่ให้ได้"
หลิวเล่ยซึ้งใจจนแทบร้องไห้ "ช่างมันเถอะ น้องรัก ไม่ใช่ว่าพี่ไม่รู้ดีรู้ชั่ว ปฏิเสธความหวังดีของเธอนะ แต่พี่แต่งงานไม่ได้จริงๆ แต่งงานไปก็ต้องมีลูก ต้องโดนครอบครัวผูกมัดเอาไว้"
เสียงของหลิวเล่ยอ่อนลง "พ่อแม่เขาเป็นพวกหัวโบราณคร่ำครึ ไม่ชอบให้ลูกสะใภ้ออกไปปั้นหน้าสู้คน หรือไปกินเหล้าสังสรรค์กับใคร ธุรกิจตกแต่งภายในนี่ขาดพี่ไปไม่ได้หรอกนะ น้าก็ยังทำงานอยู่กับพี่ ถ้าพี่ทิ้งบริษัทไป มันก็พังหมด สานต่อไม่ได้แล้ว"
หลินซีอวี่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ "แล้วพี่เสี่ยวล่ะ? เขาก็ทำงานสายนี้เหมือนกันนี่ ให้เขาลาออก แล้วมาช่วยงานที่บริษัทพี่ไม่ได้เหรอ?"
หลิวเล่ยแค่นหัวเราะ น้ำเสียงฟังดูพูดยากอยู่บ้าง "เขาเหรอ ไม่ใช่ว่าเลิกกันแล้วพี่ถึงมาพูดจาให้ร้ายเขานะ แต่ความสามารถของเขาน่ะ เป็นได้แค่ผู้จัดการร้าน กินเงินเดือนคนอื่นเท่านั้นแหละ จะให้เป็นเถ้าแก่บริหารเองคงไม่ไหวหรอก”
“ถ้าไม่ได้หวังฟานคอยป้อนโปรเจกต์ใหญ่ๆ ช่วยพยุงเอาไว้ ร้านสำนักงานใหญ่จี่หนานของเขาโดนพี่ตีตลาดพังไปตั้งนานแล้ว ตอนที่เขามาจีบพี่แรกๆ พี่ยังแอบคิดเลยว่าเขาหวังผลประโยชน์ อยากใช้วิธีนี้เข้าหาพี่ เพื่อให้พี่เลิกเป็นคู่แข่งกับเขา"
หลินซีอวี่ถูกกระบวนการทางความคิดสุดโต่งของลูกพี่ลูกน้องทำเอาหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ถูก "นี่พี่ ความคิดพี่นี่มันช่างแปลกประหลาดดีแท้"
หลิวเล่ยเล่าต่อ "อย่าหาว่าไม่เชื่อนะ พี่พูดจริงๆ ตอนนั้นพี่ยังคิดอยู่เลยว่า ผู้ชายคนนี้หน้าตาก็ไม่ได้หล่ออะไรมาก ยังคิดจะใช้มารยาชายมาหลอกล่อพี่อีก เขาคงคิดว่าพี่ตาถั่ว สร้างมโนภาพหลอกตัวเอง มองเห็นเขาเป็นหนุ่มหล่อปานเทพบุตรได้รึไง?"
หลินซีอวี่แกล้งถามด้วยความสงสัย "ในเมื่อเขาไม่ใช่คนหล่อ แล้วทำไมตอนหลังพี่ถึงยอมตกลงคบกับเขาล่ะ?"
ในหัวกำลังคิดแผนการอย่างหนัก ว่าจะใช้วิธีไหนไปหยั่งเชิงดูความรู้สึกของหลี่เสี่ยวดี ถ้าเขาเปลี่ยนใจไปมีผู้หญิงคนอื่นเหมือนที่พี่สาวบอกจริงๆ ก็คงต้องปล่อยไป แต่ถ้าเขาแค่โดนพ่อแม่กดดัน จนต้องยอมแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก เธอก็ไม่อาจทนดูอยู่เฉยๆ ปล่อยให้ทั้งสองคนคลาดแคล้วกัน จนกลายเป็นความเสียใจไปตลอดชีวิตได้หรอก
หลิวเล่ยถอนหายใจยาว "ผู้ชายคนนี้นะ จะพูดยังไงดีล่ะ เป็นคนที่ให้ความรู้สึกซับซ้อนมาก ตอนที่ดีก็ดีใจหาย พูดจาติดตลก คุยด้วยแล้วสนุก พี่ก็โดนภาพลักษณ์ภายนอกของเขาหลอกเอานั่นแหละ คิดว่าผู้ชายไม่จำเป็นต้องหน้าตาดีหรอก ขอแค่นิสัยดี คุยกันรู้เรื่องก็พอแล้ว"
หลินซีอวี่รีบต่อบทอย่างลื่นไหล ยังคงไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเป็นแม่สื่อให้ทั้งคู่ "แบบนั้นก็แปลว่า พี่เสี่ยวเขาก็มีข้อดีตั้งเยอะนี่นา"
หลิวเล่ยถอนหายใจเศร้าๆ อีกครั้ง "แค่คุยกันรู้เรื่องมันไม่พอหรอก ถ้าเป็นแค่พาร์ตเนอร์ทำธุรกิจ พี่ยอมรับนะว่าเขาทำหน้าที่ได้ดีมาก แต่พอเป็นเรื่องแต่งงาน มันต้องคิดอะไรอีกเยอะ”
“ต้องคอยดูแลปรนนิบัติพ่อแม่สามี ต้องเลี้ยงลูก พี่ไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่เต็มใจจะอยู่บ้านเป็นแม่ศรีเรือนหรอกนะ พ่อแม่เขาก็คงรับพี่ไม่ได้ พี่เองก็ไม่อยากฝืนใจตัวเอง ทิ้งอนาคตหน้าที่การงานไปเหมือนกัน"
หลินซีอวี่นึกถึงอุปสรรคที่ตัวเองกับกู้ปินเคยฝ่าฟันมาด้วยกัน ก็หวังจากใจจริงว่าลูกพี่ลูกน้องจะมีจุดจบที่สวยงามเหมือนอย่างตน "ถ้าคนสองคนรักกันจริงๆ ปัญหาหลายๆ อย่างก็ก้าวผ่านไปได้นะ"
หลิวเล่ยยิ้มขำ "น้องรัก พี่ไม่ใช่เธอนะ เธอเกิดมาเพื่อความรัก มีกู้ปินคอยตามใจ แต่พี่ไม่เหมือนกัน ชีวิตนี้พี่ถูกกำหนดมาให้ต้องดิ้นรนสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง ถึงจะหาเงินมาได้ สำหรับพี่แล้ว เงินสำคัญกว่าความรัก กลิ่นเหม็นสาบของเงินทองนี่แหละที่พี่ชอบ"
หลินซีอวี่ยังคิดจะเกลี้ยกล่อมต่อ "ฉันก็ชอบเงินเหมือนกันแหละ ฉันว่าเงินกับความรักมันก็ไม่ได้ขัดแย้งกันสักหน่อย"
หลิวเล่ยยกมือขึ้นนวดขมับด้วยความเหนื่อยล้า เอ่ยตัดบทอีกฝ่าย "แค่นี้ก่อนนะ พี่เพิ่งมาถึงเมืองเวยไห่ คืนนี้มีนัดกินข้าวกับลูกค้า ต้องรีบไปยืดเส้นยืดสายที่โรงแรมก่อน นั่งรถมาตั้งเจ็ดชั่วโมง ขาชาไปหมดแล้วเนี่ย"
หลินซีอวี่เป็นห่วงสุขภาพของอีกฝ่าย จึงกำชับอย่างใส่ใจ "งั้นพี่ไปพักผ่อนก่อนเถอะ อย่าลืมหาอะไรมารองเท้าให้สูงขึ้นหน่อยล่ะ เลือดจะได้ไหลเวียนกลับ อาการบวมจะได้ยุบเร็วๆ"
หลิวเล่ยฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ อดไม่ได้ที่จะพูดแหย่ "ตกลง พี่รู้แล้วน่า ยัยแม่บ้านจอมจุกจิก บ่นเก่งยิ่งกว่าแม่พี่อีกนะ"
หลินซีอวี่แกล้งทำเสียงงอน "ที่บ่นก็เพราะหวังดีกับพี่นั่นแหละ ต้องทำตามด้วยล่ะ ห้ามทำส่งๆ เด็ดขาดนะ"
หลิวเล่ยยิ้มขำ ก่อนจะกดวางสายไป "รู้แล้วๆ"
...
หลินซีอวี่ยังคงกังวลเรื่องของหลิวเล่ยกับหลี่เสี่ยว พอกลับมาถึงบ้านก็มีท่าทีเหม่อลอย ตอนทำกับข้าวก็ใส่เครื่องปรุงผิด หม้อหมูสามชั้นตุ๋นมันฝรั่งดันเทน้ำส้มสายชูใส่ลงไปแทนซีอิ๊ว ทำเอาเปรี้ยวจี๊ดจนคนทั้งบ้านแทบจะเข็ดฟัน
กู้ปินเห็นเธอมีเรื่องในใจ ก็อาศัยจังหวะตอนล้างจานเดินตามเข้ามาในห้องครัว "คิดอะไรอยู่เนี่ย? คิ้วขมวดเป็นปมขนาดนี้ ใครทำให้เธออารมณ์เสียอีกล่ะ?"
หลินซีอวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เฮ้อ ฉันล่ะยอมใจเลย นานๆ ทีจะกลับมาบ้าน แต่กลับต้องมาเจอแต่เรื่อง เสี่ยวอี้ก็มาทะเลาะกับแม่จนไม่ยอมกลับบ้าน กว่าฉันจะเกลี้ยกล่อมพากลับมาได้ พี่สาวก็ดันมาเลิกกับพี่เสี่ยวอีก"
กู้ปินแสดงอาการประหลาดใจอย่างหาได้ยาก "เรื่องตั้งแต่เมื่อไหร่? ตอนที่เลี้ยงข้าวเธอก่อนหน้านี้ยังดีๆ กันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? ผ่านไปไม่กี่วัน แตกหักกันซะแล้ว?"
หลินซีอวี่ยกมือกุมขมับอย่างจนใจ "ก็ใช่น่ะสิ ตอนที่คุณยายบอกฉัน ฉันก็คิดเหมือนนายนั่นแหละ รู้สึกว่ามันแปลกมาก"
กู้ปินถามจี้จุดสำคัญในประโยคเดียว "แล้วพี่สาวเธอว่ายังไงบ้างล่ะ?"
หลินซีอวี่ไม่ได้ปิดบัง ถ่ายทอดสิ่งที่ลูกพี่ลูกน้องเล่าให้ฟังไปตามตรง "พี่เล่ยบอกว่า พี่เสี่ยวเป็นคนขอเลิกก่อน"
กู้ปินสอบถามสถานการณ์จนกระจ่าง ก็ตัดสินใจได้ทันที "เรื่องนี้ยกให้จ้าวอวิ๋นเฉิงจัดการก็แล้วกัน ช่วงสองวันนี้หมอนั่นกำลังว่าง ไม่มีอะไรทำพอดี ให้เขาลองไปสืบดูหน่อยแล้วกัน ว่าหลี่เสี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นมีความสัมพันธ์กันยังไงแน่"
หลินซีอวี่เชื่อใจเขามาก จึงพยักหน้ารับคำโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย "อื้อ"
[จบบท]