บทที่ 28: ผู้มาเยือน
“คุณยายต้องเสียใจมากแน่ๆ”
หลินซีอวี่ขอบตาร้อนผ่าวจนแดงระเรื่อ พยายามสะบัดมือแม่ที่กุมไว้ออกด้วยความอัดอั้นตันใจ
“แล้วใครบ้างจะไม่เสียใจ”
เฉินซิ่วหลานถูกลูกสาวตอกย้ำความรู้สึกผิดในใจ ก็รู้สึกเจ็บปวดไม่แพ้กัน น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือคล้ายคนจะร้องไห้ “ลูกคิดว่าตอนที่ตัดสินใจขายเตียงนั่น แม่มีความสุขนักเหรอ”
หญิงวัยกลางคนสูดหายใจลึก พยายามกลั้นน้ำตาขณะเอ่ยถึงความหลัง “เตียงหลังนั้นแม่เห็นมาตั้งแต่เกิด จำความได้ก็มีมันอยู่แล้ว ช่วงที่คนเยอะที่สุดพวกเราห้าชีวิตต้องนอนเบียดเสียดกันอยู่บนเตียงเดียว แม่กับป้าใหญ่ แล้วก็น้าชายของลูก ต่างก็เคยปีนป่ายกลิ้งเกลือกเล่นซนจนโตมาบนเตียงหลังนั้นทั้งสิ้น”
“ถ้าไม่ใช่เพราะจนตรอกจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะหาเงินไม่ได้แล้ว ใครจะอยากขายเตียงเก่าแก่ทิ้ง มันไม่ได้เป็นแค่ไม้กระดาน แต่มันคือความทรงจำอันอบอุ่นในวัยเด็กของพวกเรา...”
คำตัดพ้อที่แฝงด้วยความจำนนต่อโชคชะตาของแม่ ทำให้หลินซีอวี่รู้สึกจุกแน่นในอก ความน้อยใจที่มีก่อนหน้านี้มลายหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกแสบจมูกและสงสารแม่จับใจ เธอจึงล้มเลิกความคิดที่จะโต้เถียงไปโดยปริยาย
“งั้นพรุ่งนี้หนูจะลองไปถามผู้กำกับตู้ดู เผื่อว่าจะเบิกค่าแรงล่วงหน้าได้บ้าง”
เฉินซิ่วหลานเห็นลูกสาวเริ่มอ่อนลงและเข้าใจสถานการณ์ สีหน้าตึงเครียดของเธอก็ผ่อนคลายลงบ้าง “ดีแล้วล่ะ วันนี้ลูกเหนื่อยมาทั้งวัน ไปโรงอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวให้สบายเถอะ จะได้รีบกลับมาพักผ่อน”
เธอลูบผมลูกสาวเบาๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ “เดี๋ยวแม่จะไปบอกคุณยายสักหน่อย ท่านจะได้รู้ว่าเราหาเงินสามหมื่นหยวนส่วนที่ต้องรับผิดชอบได้แล้ว จะได้ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจจนล้มป่วยไปอีกคน”
“ค่ะ”
หลินซีอวี่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย วันนี้เธอขลุกอยู่ในครัวหน้าเตาไฟร้อนระอุมาทั้งวัน เหงื่อกาฬไหลท่วมตัวจนเสื้อผ้าแนบเนื้อ เหนียวเหนอะหนะไปหมด การได้อาบน้ำเย็นๆ สักหน่อยคงช่วยให้ผ่อนคลายได้ไม่น้อย
“อ้อ อีกเรื่องหนึ่งนะ อย่าหาว่าแม่ขี้บ่นหรือจู้จี้เลย”
เฉินซิ่วหลานที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากห้อง จู่ๆ ก็ชะงักฝีเท้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เธอหันกลับมามองลูกสาวด้วยสายตาจริงจัง สีหน้าฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด
“ลูกยังเด็ก ยังไม่ค่อยประสีประสาเรื่องทางโลก อย่าเพิ่งไปทึกทักเอาเองว่าใครมาทำดีด้วย ช่วยเหลือเรา แล้วเขาจะชอบเราหรือจริงใจกับเรา จนเผลอเทใจให้เขาไปหมด”
“เพื่อนนักเรียนชายคนนั้นน่ะ แม่ดูแล้วฐานะทางบ้านเขาคงไม่ใช่ย่อย ไม่ใช่ระดับที่ครอบครัวเราจะไปอาจเอื้อมถึง คบหากันเป็นเพื่อนร่วมชั้นน่ะได้ แต่ถ้าจะให้คิดเกินเลยไปถึงขั้นแฟนหรือคู่รัก แม่บอกเลยว่าไม่ได้เด็ดขาด...”
คำเตือนที่ตรงไปตรงมาของแม่เปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กที่จิ้มลงกลางใจ หลินซีอวี่หน้าถอดสีไปวูบหนึ่ง แววตาไหวระริกด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
“รู้แล้วน่าแม่...” เธอตอบรับเสียงแผ่ว พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“ลูกเข้าใจก็ดีแล้ว”
เฉินซิ่วหลานรู้ดีว่าพูดมากไปกว่านี้รังแต่จะทำให้เด็กวัยรุ่นเกิดแรงต้าน จึงเลือกที่จะพูดแค่นั้นแล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ลูกสาวจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
ลับหลังแม่ แววตาที่เคยเข้มแข็งของหลินซีอวี่ก็ฉายแววหม่นหมองลงวูบหนึ่ง เธอทรุดตัวลงนั่งเงียบๆ ในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบ ปล่อยให้ความเงียบโอบล้อมรอบตัวอยู่ครู่ใหญ่ เพื่อจัดการกับความรู้สึกว้าวุ่นภายในใจ
หลังจากสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกสติกลับมา เธอก็ลุกขึ้นหยิบกะละมังใบเล็ก ใส่เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนและอุปกรณ์อาบน้ำ เดินมุ่งหน้าไปยังโรงอาบน้ำสาธารณะที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านเลขที่ 9 ถนนตงหัว
***
ณ ถนนตะวันตกสระน้ำหวังฝู่
เมื่อกู้ปินกลับมาถึงบ้าน กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยมาเตะจมูก บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยกับข้าวที่จัดเตรียมไว้อย่างดี คุณตานั่งเอนหลังจิบชาอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่กลางลานบ้านอย่างสบายอารมณ์ ส่วนคุณยายกับจางเย่ว์เฉวียน แม่ของเขานั้น นั่งรออยู่ภายในห้องโถงกลาง
“เสี่ยวปินกลับมาแล้วเหรอ”
เสียงกระดิ่งรถจักรยานที่ดังกรุ๊งกริ๊งเข้ามาในตรอก ทำให้คุณยายหูดีได้ยินเป็นคนแรก หญิงชรารีบลุกขึ้นเปิดม่านไม้ไผ่เดินออกมาต้อนรับหลานชายหัวแก้วหัวแหวนด้วยรอยยิ้มกว้าง
“คุณยาย คุณตา ผมกลับมาแล้วครับ”
สิ้นเสียงขานรับ ร่างสูงโปร่งของกู้ปินก็ขี่จักรยานเสือภูเขาคู่ใจพุ่งเข้ามาจอดเทียบท่าในลานบ้านอย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับลมพายุ
“ฟ้ามืดจนมองไม่เห็นทางแล้ว ทำไมป่านนี้ถึงเพิ่งจะกลับ”
จางเย่ว์เฉวียนก้าวตามแม่ออกมา ยืนกอดดอกมองลูกชายด้วยสายตาตำหนิ น้ำเสียงเข้มงวดบ่งบอกถึงความไม่พอใจ
กู้ปินชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแม่ยืนอยู่ตรงนั้น “อ้าว แม่? แม่มาทำอะไรที่นี่ครับเนี่ย”
จางเย่ว์เฉวียนเลิกคิ้วสูง สวนกลับทันควัน “นี่มันบ้านเดิมของแม่ แม่จะกลับมาบ้านตัวเองไม่ได้หรือไง”
“ได้สิครับ แหม”
กู้ปินรีบตั้งขาตั้งจักรยาน เดินยิ้มร่าเข้าไปหาแม่ พลางเย้าแหย่เพื่อลดบรรยากาศตึงเครียด “ผมก็แค่แปลกใจ ปกติแม่เป็นเวิร์คกิ้งวูแมน งานยุ่งจะตาย วันนี้ก็ไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์ แถมตอนเย็นไม่มีคิวต้องไปงานเลี้ยงสังสรรค์ที่ไหนอีก ผิดวิสัยคนงานรัดตัวแบบแม่นะครับเนี่ย...”
“ไม่ต้องมาทำเป็นปากหวานเปลี่ยนเรื่องเลยเรา”
จางเย่ว์เฉวียนหลุดขำออกมาเล็กน้อยกับท่าทางทะเล้นของลูกชาย แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องเดิมง่ายๆ “บอกแม่มาตามตรง ไปทำอะไรมาถึงได้กลับบ้านดึกดื่นป่านนี้”
กู้ปินตอบกลับอย่างลื่นไหลโดยไม่ต้องหยุดคิด “ก็เพิ่งถ่ายสารคดีเสร็จน่ะสิครับ แล้วก็แวะไปบ้านเพื่อนต่อ แป๊บเดียวก็ค่ำซะแล้ว”
“บ้านเพื่อน? เพื่อนคนไหน” จางเย่ว์เฉวียนหรี่ตามองอย่างจับผิด “เพื่อนผู้ชายหรือเพื่อนผู้หญิง”
“เพื่อนผู้หญิงครับ”
กู้ปินรู้ดีว่าโกหกไปก็คงไม่รอดสายตาแม่ จึงเลือกที่จะตอบความจริงไปตรงๆ
“ลูกนี่มันยังไงกันนะ”
คนเป็นแม่ได้ยินดังนั้นก็ของขึ้นทันที น้ำเสียงเริ่มเกรี้ยวกราด “เป็นเด็กเป็นเล็ก ริอ่านกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ แถมยังไปขลุกอยู่ที่บ้านเพื่อนผู้หญิงอีก มันใช้ได้ที่ไหน ทำตัวเหลวไหลใหญ่โตแล้วนะ”
กู้ปินรีบแย้งเสียงแข็ง “โธ่แม่ ทีมงานสถานีโทรทัศน์เขาก็อยู่กันตั้งเยอะแยะ ผมไม่ได้ไปอยู่กับเขาตามลำพังสองต่อสองซะหน่อย”
“นี่ลูกแอบคบกันอยู่ใช่ไหม สารภาพมาซะดีๆ” จางเย่ว์เฉวียนไม่ฟังคำแก้ตัว เสียงของเธอแหลมสูงขึ้นจนเกือบจะเป็นการตะคอก
“เปล่าครับ ไม่ได้คบ”
กู้ปินปฏิเสธทันควัน แต่ในใจกลับแอบคิดแย้ง ก็อยากจะคบอยู่หรอก แต่เขายังไม่ตกลงปลงใจด้วยนี่สิ
“แน่ใจนะว่าไม่ได้คบ?”
จางเย่ว์เฉวียนจ้องหน้าลูกชายอย่างไม่เชื่อถือ “ถ้าไม่ได้เป็นแฟนกัน แล้วลูกจะไปเดือดร้อนแทนแม่เด็กนั่นทำไม แม่ได้ยินผอ.หวังที่สถานีโทรทัศน์เขาพูดกันให้แซ่ด ว่าเงินรางวัลหนึ่งหมื่นหยวนนั่น ลูกเป็นคนวิ่งเต้นจัดการขออนุมัติให้เองกับมือ”
“ก็เขาทำความดี เป็นพลเมืองดีที่กล้าหาญ ก็สมควรได้รับรางวัลตอบแทนสิครับ”
กู้ปินยืดอกตอบอย่างภาคภูมิใจ “อีกอย่าง ทางสถานีก็อยากได้ตัวเขามาถ่ายคลิปโปรโมตอยู่แล้วด้วย ของฟรีไม่มีในโลก จะให้เขามาทำงานให้เปล่าๆ โดยไม่จ่ายค่าตอบแทนได้ยังไง มันเป็นการขูดรีดแรงงานชัดๆ”
“ดูพูดเข้าสิ เดี๋ยวนี้หัดยอกย้อนแม่แล้วเหรอ”
จางเย่ว์เฉวียนโกรธจนแทบจะหัวเราะออกมา “เอาเรื่องงานมาอ้างเพื่อจะไปขลุกอยู่กับผู้หญิง ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง คุณตาเลี้ยงหลานมายังไงถึงได้เสียนิสัยแบบนี้ฮะ”
“แค่กๆ”
คุณตาที่นั่งฟังอยู่นานเริ่มรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ แกล้งกระแอมไอเสียงดังขัดจังหวะ “เอ้าๆ สองแม่ลูกคู่นี้ ทะเลาะกันก็ทะเลาะกันไปสิ จะลามปามมาถึงพ่อทำไมเนี่ย”
“แม่บอกไว้ตรงนี้เลยนะ ต่อให้ลูกจะคบกันจริงๆ แม่ก็ไม่ปลื้ม แล้วก็ไม่เอาคนนี้ด้วย”
จางเย่ว์เฉวียนทำหูทวนลมใส่พ่อตัวเอง แล้วหันมาคาดโทษลูกชายต่อ “ฐานะทางบ้านเขากับเรามันต่างกันราวฟ้ากับเหว ลูกสาวครูประถมจนๆ คิดจะมาตกถังข้าวสาร หวังรวยทางลัดล่ะสิไม่ว่า ฝันไปเถอะ”
“นี่แม่ไปสืบประวัติเธอมาเหรอ”
ใบหน้าหล่อเหลาของกู้ปินบึ้งตึงลงทันตา แววตาฉายแววไม่พอใจอย่างชัดเจน
จางเย่ว์เฉวียนเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี “ลูกไปสนิทสนมกับใคร แม่ก็ต้องตรวจสอบที่มาที่ไปเป็นธรรมดา มีอะไรผิดตรงไหน”
“เอาล่ะๆ พอได้แล้ว เลิกเถียงกันสักที”
คุณยายเห็นท่าไม่ดี รีบเข้ามาแทรกกลางวง “ไปกินข้าวกันเถอะ กับข้าวเย็นชืดหมดแล้ว เดี๋ยวจะไม่อร่อยเอานะ”
“ครับยาย กินข้าวกันดีกว่า...”
กู้ปินไม่อยากให้บรรยากาศเสียไปมากกว่านี้ และไม่อยากขัดใจคุณยาย จึงพยายามระงับอารมณ์โกรธ แล้วหันไปฉีกยิ้มประจบเอาใจหญิงชรา “กลิ่นหมูสามชั้นน้ำแดงฝีมือยายเนี่ย หอมตลบอบอวลไปถึงหน้าปากซอยเลยนะครับ ยายรู้ใจผมที่สุด รู้ว่าหลานชายคนนี้ขาดเนื้อไม่ได้ ต้องมีเนื้อถึงจะเจริญอาหาร”
“ถ้าไม่ขุนให้กินเนื้อเยอะๆ จะตัวโตขนาดนี้เรอะ”
คุณยายได้ฟังคำหวานของหลานชายก็ยิ้มแก้มปริ รีบคว้าท่อนแขนแข็งแรงของหลานชาย ลากให้เดินตามเข้าไปในบ้าน
“ยายพูดถูกที่สุดเลยครับ”
กู้ปินแกล้งพูดเสียงดังเอาใจสองผู้เฒ่า “ถ้าไม่ใช่เพราะยายรักหลาน คอยบำรุงของดีๆ ให้กินตั้งแต่เด็ก ผมคงไม่สูงใหญ่ขนาดนี้หรอก ดูสิครับ ผมสูงแซงหน้าพี่ใหญ่ไปแล้วนะเนี่ย แค่เรื่องความสูงนี่ ผมชนะพี่ใหญ่ขาดลอยเลย คุณตาภูมิใจมั้ยครับ ถ้าภูมิใจ คืนนี้ต้องจัดหนัก ดื่มฉลองสักหน่อยแล้วมั้ง”
“ฮ่าๆๆ ไอ้หลานคนนี้มันพูดเข้าท่าแฮะ”
คำพูดของกู้ปินถูกใจคุณตาอย่างจัง ชายชราหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี เดินตามหลานชายต้อยๆ เข้าบ้านไปอย่างมีความสุข
“คุณตาครับ”
กู้ปินยังคงหยอดคำหวานไม่หยุด “คืนนี้ผมขออนุญาตดวลแก้วกับคุณตาสักหน่อยนะครับ”
“ได้เลย ไอ้หลานชาย!”
เสียงหัวเราะและบทสนทนาอย่างมีความสุขของสองตาหลานดังก้องเข้าไปในตัวบ้าน จางเย่ว์เฉวียนยืนมองแผ่นหลังของลูกชายที่เดินประคองคุณยายเข้าไปด้วยสายตาขุ่นมัว เมื่อหมดโอกาสที่จะบ่นว่าลูกต่อ เธอก็ทำได้เพียงเม้มปากแน่น ระงับความหงุดหงิดไว้ในใจ แล้วเดินตามเข้าไปเงียบๆ
***
ค่ำคืนในฤดูร้อนอบอ้าวเสียจนแทบหายใจไม่ออก แม้พระอาทิตย์จะตกดินไปนานแล้ว แต่ไอร้อนยังคงระอุอยู่ทั่วทุกตารางนิ้ว
ที่หน้าบ้านเลขที่ 9 ถนนตงหัว คุณยายของหลินซีอวี่ หลังจากที่ส่งลูกสาวคนรองอย่างเฉินซิ่วหลาน และหลานชายตัวน้อยอย่างสวี่อี้ออกไปทำธุระข้างนอกแล้ว นางก็กางเก้าอี้พับตัวเล็กมานั่งรับลมอยู่ใต้แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าหน้าประตู มือเหี่ยวย่นถือพัดใบตาลโบกไปมาเนิบๆ พลางทักทายพูดคุยกับเพื่อนบ้านละแวกนั้นเพื่อคลายเหงา
ทันใดนั้น รถเก๋งสีดำขลับยี่ห้อโตโยต้าคราวน์สุดหรูคันหนึ่งก็เลี้ยวเข้ามาจากปากซอย แสงไฟหน้ารถสาดส่องตัดความมืด ก่อนจะชะลอความเร็วและจอดสนิทลงที่หน้าประตูรั้วบ้านเลขที่ 9 พอดิบพอดี
ประตูรถด้านหลังถูกเปิดออก หญิงวัยกลางคนรูปร่างสมส่วน สวมแว่นตากรอบทองดูภูมิฐาน ก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่าสีหน้ากลับดูไม่เป็นมิตรนัก
จางเย่ว์เฉวียนเงยหน้าขึ้นมองป้ายเลขที่บ้านแวบหนึ่ง แววตาภายใต้กรอบแว่นฉายแววดูแคลนอย่างชัดเจน เมื่อเห็นสภาพบ้านเรือนเก่าทรุดโทรมในย่านคนจนแห่งนี้
คุณยายที่กำลังโบกพัดใบตาลอยู่ชะงักมือไปทันที จู่ๆ เปลือกตาข้างขวาก็กระตุกถี่รัวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ราวกับเป็นลางบอกเหตุบางอย่าง
จางเย่ว์เฉวียนไม่ได้หยุดยืนรอนาน เธอหันไปสั่งความกับคนขับรถเพียงไม่กี่คำ แล้วเดินเชิดหน้าตรงดิ่งเข้าไปในลานบ้านทันทีโดยไม่ขออนุญาตใคร
“นั่นคุณมาหาใครคะ”
คุณยายเห็นคนแปลกหน้าบุกรุกเข้ามาในบ้าน ก็รีบวางเก้าอี้พับทิ้งไว้ แล้วสับเท้าก้าวถี่ๆ เดินตามหลังผู้มาเยือนเข้าไปด้วยความตื่นตระหนก
[จบบท]