บทที่ 3: ข้อตกลงและเรื่องวุ่น
ความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในใจของกู้ปินราวกับมีขนนกแผ่วเบาปัดผ่านหัวใจให้สั่นไหว เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเด็กสาวคนนี้จะมอบความไว้วางใจให้เขาถึงเพียงนี้ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และส่งผลต่อตัวเธอโดยตรง
หลินซีอวี่ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเห็นเขาเอาแต่จ้องหน้าเธอโดยไม่พูดอะไร ใบหน้าสวยหวานเริ่มฉายแววขัดเขินจนลามไปถึงใบหูที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ เธอรู้สึกทำตัวไม่ถูกภายใต้สายตาคู่นั้น ก่อนจะเอ่ยถามเสียงอ้อมแอ้มเพื่อทำลายความเงียบ
“ตกลงว่า... นายจะให้ฉันถ่ายหรือไม่ถ่ายกันแน่”
กู้ปินดึงสติกลับมา ใบหน้าหล่อเหลาปรับเข้าสู่โหมดจริงจังและสุขุม เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยหลักการและเหตุผล
“เรื่องนี้ไม่ต้องรีบร้อน เราต้องได้รับความเห็นชอบจากพ่อแม่ผู้ปกครองก่อนถึงจะทำได้”
กู้ปินแสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและการมองการณ์ไกลที่เหนือกว่าเด็กวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด เขาหันไปสบตากับหญิงสาวแล้วออกคำสั่งกลายๆ ด้วยความเป็นห่วง
“เธอรีบกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ เดี๋ยวทางนี้ฉันจะคุยรายละเอียดกับพี่นักข่าวเขาเอง แล้วค่อยโทรคุยกัน”
“โอเค”
หลินซีอวี่พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย เธอก้มลงมองสภาพชุดนักเรียนของตัวเองที่เปียกชื้นและดูไม่เรียบร้อย ก็รู้สึกว่ามันเป็นจุดสนใจของผู้คนมากเกินไปจริงๆ ความต้องการที่จะกลับไปเปลี่ยนชุดใหม่ที่บ้านจึงมีมากขึ้น
เธอเปิดกระเป๋านักเรียนหยิบกระดาษและปากกาออกมาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะบรรจงเขียนชุดตัวเลขลงไปบนกระดาษแผ่นนั้น แล้วยื่นส่งให้ชายหนุ่มตรงหน้า
“นี่เป็นเบอร์โทรศัพท์ของตู้โทรศัพท์สาธารณะแถวบ้านฉันนะ ถ้าโทรติดแล้วก็ฝากบอกให้น้าสะใภ้ไปตามฉันที่บ้านหน่อย”
กู้ปินรับกระดาษแผ่นนั้นมาดู คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเมื่อได้ยินสิ่งที่เธอบอก
“ที่บ้านเธอไม่มีโทรศัพท์เหรอ”
“ไม่มีหรอก”
หลินซีอวี่ตอบกลับด้วยท่าทีปกติ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอายหรือด้อยกว่าใคร
ในละแวกบ้านของเธอ เพื่อนบ้านซ้ายขวาก็ยังไม่มีใครติดตั้งโทรศัพท์ส่วนตัวกันทั้งนั้น เวลาญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงมีธุระด่วนจะโทรหา ก็ต้องโทรเข้าเบอร์ส่วนกลางแล้ววานให้น้าสะใภ้ช่วยวิ่งไปตามคนมาคุยสาย เป็นเรื่องปกติธรรมดาของวิถีชีวิตในย่านนั้น
หลี่เยี่ยน นักข่าวสาวที่ยืนฟังบทสนทนาอยู่ข้างๆ สบโอกาสจึงเอ่ยถามแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร
“บ้านหนูอยู่ที่ไหนจ๊ะ เป็นบ้านแบบเรือนสี่ประสานเหมือนกันหรือเปล่า”
หลินซีอวี่หันไปตอบคำถามด้วยความสุภาพ
“อยู่ที่ถนนตงหัว เลขที่ 9 ค่ะ ถนนเส้นนั้นทั้งแถบเป็นเรือนสี่ประสานหมดเลย”
“ตายจริง บังเอิญอะไรขนาดนี้”
ดวงตาของหลี่เยี่ยนเป็นประกายวาววับด้วยความตื่นเต้น ราวกับค้นพบขุมทรัพย์ล้ำค่า เธอมองเห็นภาพบรรยากาศที่สวยงามสำหรับสารคดีของเธอในทันที
“ถ้าอย่างนั้นพวกพี่ขออนุญาตตามไปสัมภาษณ์ที่บ้าน แล้วก็ถ่ายทำบรรยากาศสถานที่จริงด้วยได้ไหม”
“ไปที่บ้านหนูเหรอคะ”
หลินซีอวี่ชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่ทันได้เตรียมใจมาก่อนว่าจะมีการบุกไปถึงที่พักอาศัย ใบหน้าสวยฉายแววงุนงงและลังเลอย่างเห็นได้ชัด
กู้ปินเห็นท่าทีลำบากใจของหญิงสาว เขาจึงก้าวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้เล็กน้อยเพื่อปกป้อง และตอบคำถามแทนเธออย่างฉะฉาน
“ให้เธอกลับไปถามผู้ปกครองที่บ้านก่อนดีกว่าครับ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ลำพังตัวเธอคนเดียวคงตัดสินใจเองไม่ได้”
หลินซีอวี่ส่งสายตาซาบซึ้งใจไปให้ชายหนุ่มที่ช่วยแก้สถานการณ์ เธอยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเขา
“อื้ม ใช่ค่ะ หนูต้องกลับไปถามคุณปู่หวงที่เป็นเจ้าของบ้านเช่า แล้วก็ถามคุณยายก่อนว่าพวกท่านจะสะดวกหรือเปล่า”
หลี่เยี่ยนเข้าใจสถานการณ์ดี เธอเป็นคนทำงานคล่องแคล่วจึงไม่คิดจะเซ้าซี้ให้เสียบรรยากาศ
“ได้สิจ๊ะ”
นักข่าวสาวรับคำอย่างกระตือรือร้น เธอขอยืมกระดาษและปากกาจากหลินซีอวี่มาเขียนหมายเลขการติดต่อของตัวเองลงไป แล้วยื่นให้เด็กสาว
“ถ้าถามที่บ้านเรียบร้อยแล้วก็บอกพี่นะ นี่เป็นเบอร์เพจเจอร์ของพี่ ถ้าได้เรื่องยังไงก็ยิงมาบอกพี่ได้เลย”
หลินซีอวี่รับกระดาษแผ่นนั้นมาสอดเก็บไว้ในสมุดอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานพร้อมโบกมือลา
“รับทราบค่ะพี่สาวคนสวย งั้นหนูขอตัวกลับก่อนนะคะ”
“กลับดีๆ นะจ๊ะ”
หลี่เยี่ยนเอ่ยกำชับด้วยความเป็นห่วงตามประสาผู้ใหญ่
“ถนนเส้นนี้รถเยอะ ปั่นจักรยานระวังๆ ด้วยล่ะ”
“รับทราบค่ะ!”
หลินซีอวี่รับคำเสียงใส ก้าวขาขึ้นคร่อมจักรยานคันเก่ง แล้วปั่นออกไปอย่างรวดเร็วราวกับพายุ ทิ้งคำเตือนเรื่องความปลอดภัยไว้เบื้องหลัง ลลับหายไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
“เด็กคนนี้จริงๆ เลย”
หลี่เยี่ยนส่ายหน้าเบาๆ พลางหัวเราะด้วยความเอ็นดู เธอมองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไปจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมาด้วยความเสียดายที่บทสนทนาจบลงเร็วกว่าที่คิด
แต่เมื่อหันกลับมา เธอก็พบว่าหนุ่มหล่อข้างกายยังไม่ได้จากไปไหน
“พี่สาวครับ”
กู้ปินยืนหันหน้าเข้าหากล้องวิดีโอ เขาฉีกยิ้มกว้างที่ดูสดใสเจิดจ้าราวกับดวงตะวัน เป็นรอยยิ้มพิมพ์ใจที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติจนคนมองแทบตาพร่า
“ผมขอดูวิดีโอเหตุการณ์เมื่อเช้าที่ถ่ายตอนช่วยคนหน่อยได้ไหมครับ”
“ได้สิ ไม่มีปัญหา”
ใครเล่าจะสามารถปฏิเสธคำขอของหนุ่มหล่อที่ยิ้มกระชากใจขนาดนี้ได้ หลี่เยี่ยนรู้สึกเหมือนหัวใจดวงน้อยๆ ของเธอกำลังเต้นระรัวผิดจังหวะ เธอรีบตอบตกลงทันทีโดยแทบไม่ต้องคิด
พนักงานตากล้องกดปุ่มเล่นวิดีโอย้อนหลังให้ดู ภาพเหตุการณ์บนหน้าจอขนาดเล็กปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
“นี่คือฟุตเทจเหตุการณ์เมื่อเช้าที่ริมแม่น้ำฮู่เฉิงเหอ ผู้กำกับบอกว่าภาพออกมาดีมาก แทบไม่ต้องตัดต่ออะไรเลยก็เอาไปใช้ในสารคดีได้ทันที”
หลี่เยี่ยนชี้ชวนให้ดูภาพบนจอพร้อมอธิบายด้วยความภูมิใจ
“แล้วก็ยังมีช็อตเด็ดตอนหน้าโรงเรียน ที่มีเรื่องขลุกขลักกับครูคุมสอบด้วยนะ อันนั้นก็น่าสนใจมาก ทางเราวางแผนว่าจะทำสกู๊ปติดตามผลการสอบของน้องเขา ไปจนถึงตอนยื่นใบสมัครเลือกมหาวิทยาลัย จนกระทั่งประกาศผลสอบติดเลยทีเดียว จะใช้เรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี่แหละเป็นจุดขายดึงดูดวัยรุ่นให้มาดู”
ยิ่งพูด หลี่เยี่ยนก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นกับโปรเจกต์ในหัวที่กำลังเป็นรูปเป็นร่าง
ทว่าในขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับแผนการอยู่นั้น ดวงตาคู่คมของกู้ปินกลับฉายแวววาวโรจน์บางอย่างที่อ่านยาก เขาจ้องมองภาพบนจอด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ทางพี่ไม่ได้ขออนุญาตเธอก่อน แต่กลับเอาวิดีโอของเธอไปใช้ทำสารคดีออกอากาศแบบนี้ จะถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือเปล่าครับ”
หลี่เยี่ยนถึงกับชะงักคำพูดที่กำลังจะพรั่งพรูออกมา รอยยิ้มบนหน้าค่อยๆ จางหายไป
ทำไมจู่ๆ รอยยิ้มของพ่อหนุ่มรูปหล่อคนนี้ถึงได้ดูน่าขนลุกขึ้นมาชอบกลนะ
ในขณะที่กู้ปินกำลังใช้ไหวพริบเจรจาต่อรองเพื่อทวงคืนความยุติธรรม และสามารถเรียกเงินรางวัลค่าทำความดีความชอบให้กับหลินซีอวี่ได้เป็นจำนวนเงินถึงหนึ่งหมื่นหยวน ทางด้านเรือนสี่ประสานเลขที่ 9 ถนนตงหัว กลับกำลังเกิดเรื่องราววุ่นวายจนบ้านแทบแตก
เสียงเอะอะโวยวายดังลั่นออกมาจากในตัวบ้าน เหตุการณ์กำลังดุเดือดเมื่อน้าสะใภ้ของหลินซีอวี่กำลังเปิดศึกปะทะคารมและลงไม้ลงมือกับจางต้าเฟิน เพื่อนบ้านปากร้ายที่อยู่ติดกัน
หากจะเล่าถึงพื้นเพของหลินซีอวี่ ต้องย้อนกลับไปถึงเรื่องราวในอดีต พ่อแท้ๆ ของเธอเป็นทหารกล้าที่เข้าร่วมสมรภูมิสงครามชายแดนจีน-เวียดนาม และได้สละชีพเพื่อชาติไปตั้งแต่เธออายุเพียง 8 ขวบ
หลังจากนั้นไม่นาน แม่ของเธอก็ตัดสินใจแต่งงานใหม่และมีลูกชายเพิ่มอีกคน การเป็นครอบครัวผสมที่พ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงมาอยู่รวมกันย่อมหนีไม่พ้นปัญหา พ่อเลี้ยงของเธอมีลูกสาวติดมาด้วยหนึ่งคนซึ่งอายุมากกว่าหลินซีอวี่หนึ่งปี
พี่สาวต่างสายเลือดคนนี้ไม่ค่อยชอบหน้าสองแม่ลูกเท่าไหร่นัก มักจะหาเรื่องกลั่นแกล้งและใช้วาจาเสียดสีด่าทออยู่เป็นประจำ โดยอาศัยความรักความลำเอียงของผู้เป็นพ่อคอยให้ท้าย
แม่ของหลินซีอวี่เกรงว่าลูกสาวจะถูกรังแกจนเสียผู้เสียคน จึงตัดสินใจฝากเธอไว้ให้คุณยายเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก
หลินซีอวี่จึงเติบโตมาในอ้อมอกของคุณยายผู้ใจดี ยายของเธอมีลูกทั้งหมดสามคน
ป้าใหญ่แต่งงานและย้ายออกไปอยู่แฟลตสวัสดิการของการรถไฟ นานๆ จะแวะมาเยี่ยมเยียนสักครั้ง ส่วนแม่ของหลินซีอวี่ซึ่งเป็นลูกคนรอง หลังแต่งงานใหม่ก็ย้ายไปอยู่บ้านสามี จะพาน้องชายต่างพ่อกลับมาเยี่ยมยายและลูกสาวที่นี่สัปดาห์ละครั้ง
ปัจจุบัน สมาชิกที่อาศัยอยู่ในเรือนสี่ประสานร่วมกับคุณยาย จึงมีเพียงหลินซีอวี่ น้า และน้าสะใภ้
น้าและน้าสะใภ้ของหลินซีอวี่ ทั้งคู่เป็นพนักงานที่ถูกเลิกจ้างจากโรงงานพลาสติกหมายเลข 14 ชีวิตหลังตกงานไม่ใช่เรื่องง่าย น้าต้องหันไปรับจ้างขับรถสามล้อไฟฟ้าส่งของและส่งผักให้กับโรงแรมเอกชน
ส่วนน้าสะใภ้ก็เช่าตู้โทรศัพท์สาธารณะเล็กๆ เปิดร้านขายของชำ ขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และบุหรี่ เพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว
ชีวิตคู่ของน้ากับน้าสะใภ้ดูเหมือนจะมีความสุขและรักใคร่กลมเกลียวกันดี แต่ก็มีปมด้อยเพียงเรื่องเดียวที่กัดกินใจมาตลอด นั่นคือการที่ทั้งคู่แต่งงานกันมาหลายปีแต่ยังไม่มีลูกสืบสกุล
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ทำให้น้าสะใภ้ต้องทนทุกข์ ทั้งตระเวนกินยาต้มแผนโบราณรสขมปี๋ และต้องทนฟังคำนินทาว่าร้ายจากปากชาวบ้าน จนบ่อยครั้งต้องมีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้านปากเสีย
เรือนสี่ประสานเลขที่ 9 ถนนตงหัวแห่งนี้ ไม่ได้เป็นบ้านเดี่ยวของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นที่อยู่อาศัยรวมกันของสี่ครอบครัว
เจ้าของบ้านคือตระกูลหวง หลังจากป้าหวงเสียชีวิตไป ลุงหวงผู้เป็นเจ้าบ้านก็ครองพื้นที่ส่วนที่ดีที่สุดของบ้าน คือเรือนหลักสามห้องที่หันหน้าไปทางทิศใต้ รับแสงแดดอบอุ่นตลอดปี
ส่วนครอบครัวของหลินซีอวี่อาศัยอยู่เรือนตรงข้ามกับลุงหวง มีพื้นที่สามห้องเช่นกัน แต่หันหน้าไปทางทิศเหนือ หน้าต่างก็เปิดไปทางทิศเหนือ ทำให้ลมโกรกและแสงแดดส่องถึงน้อยกว่า ด้านหลังบ้านติดกับกำแพงและตรอกเล็กๆ
ทางปีกตะวันออกของลานบ้าน เป็นที่อยู่ของครอบครัวสกุลหวัง ลุงหวังมีความสามารถในการทำเส้นก๋วยเตี๋ยว จึงขออนุญาตลุงหวงดัดแปลงห้องพักสองห้องให้กลายเป็นโรงงานทำเส้นก๋วยเตี๋ยวขนาดย่อม
ครอบครัวสกุลหวังมีสมาชิกถึงห้าคน ทั้งปู่ย่า ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานชาย จะให้อัดกันอยู่ในห้องที่เหลือเพียงห้องเดียวก็คงเป็นไปไม่ได้ พวกเขาจึงขยายพื้นที่ห้องครัวเดิม ปรับปรุงใหม่จนกลายเป็นห้องนอนเล็กๆ เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งห้อง
เมื่อไม่มีห้องครัวเป็นของตัวเอง ครอบครัวสกุลหวังจึงต้องอาศัยใช้ครัวใหญ่ของลุงหวงในการประกอบอาหาร และเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ พวกเขาจึงรับหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารการกินทั้งสามมื้อให้กับลุงหวงไปด้วย
ลุงหวงในวัย 82 ปี แม้ขาแข้งจะไม่ค่อยดีและลูกหลานไม่อยู่ดูแล แต่การที่มีครอบครัวสกุลหวังคอยปรนนิบัติดูแลเรื่องปากท้อง ก็ทำให้ชีวิตบั้นปลายของแกสุขสบายไม่น้อย
ส่วนทางปีกตะวันตก เป็นที่พักของครอบครัวสกุลจาง หลังจากพ่อแม่เสียชีวิตไป ก็เหลือเพียงลูกชายและลูกสาวอาศัยอยู่
เรือนฝั่งตะวันตกนี้มีพื้นที่ใช้สอยน้อยที่สุด สาเหตุเพราะลุงหวงปลูกต้นทับทิมไว้สองต้นและทำซุ้มองุ่นไว้นอกหน้าต่างห้องนอนตัวเอง กินพื้นที่ลานบ้านฝั่งตะวันตกไปเกือบสองในสาม
ทำให้เรือนฝั่งนี้เหลือห้องพักเพียงสองห้อง ห้องหนึ่งหน้าต่างหันไปทางทิศตะวันออก มีขนาดพออยู่ได้ ส่วนอีกห้องอยู่ตรงมุมตะวันตกเฉียงใต้ของลานบ้าน ติดกับบ้านคุณยายของหลินซีอวี่ ห้องนี้หน้าต่างหันไปทางทิศเหนือและมีขนาดเล็กคับแคบ
จางต้าซาน พี่ชายของจางต้าเฟิน เป็นชายหนุ่มซื่อๆ ที่มีชะตากรรมเดียวกับน้าและน้าสะใภ้ของหลินซีอวี่ คือถูกเลิกจ้างจากโรงงานพลาสติกหมายเลข 14 เขาต้องตระเวนหางานรับจ้างทั่วไปทำ ในขณะที่ภรรยาของเขาก็ว่างงาน แถมยังมีลูกสาวต้องเลี้ยงดูอีกหนึ่งคน สภาพการเงินจึงค่อนข้างฝืดเคือง
แต่จางต้าเฟิน น้องสาวของเขานั้นแตกต่างออกไป เธอเป็นคนหัวดีเรียนเก่ง หน้าตาสะสวย จบการศึกษาระดับวิทยาลัยวิชาชีพและได้บรรจุเข้าทำงานในธนาคาร มีหน้าที่การงานมั่นคงและมีหน้ามีตาในสังคม
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงมีนิสัยหยิ่งผยอง ถือตัว และเลือกคู่ครองอย่างพิถีพิถัน จนกระทั่งอายุล่วงเลยมาถึง 28 ปี ถึงได้ตกลงปลงใจกับชายหนุ่มวัย 34 ปีที่ถูกใจ ว่ากันว่าเป็นถึงระดับหัวหน้าแผนกในหน่วยงานราชการระดับมณฑล
มีข่าวลือว่าหลังแต่งงาน เธอจะได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านพักสวัสดิการของข้าราชการ ยิ่งทำให้จางต้าเฟินเชิดหน้าชูคอสูงขึ้นไปอีก เธอมักจะมองเพื่อนบ้านในตรอกเดียวกันด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม ราวกับว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนเหล่านี้ไปแล้วหลายขั้น
[จบบท]
‘ลุงหวง’ อายุ 80 จริง และต้นฉบับใช้คำว่าาลุง ผู้แปลจึงใช้ ‘ลุง’ ตามต้นฉบับ