บทที่ 326 : โมโหใส่เมียน้อย หวังให้ลูกชายแต่งงานกับลูกสาวบ้านคุณอาหลิน
"คุณคงไม่ได้ลืมอีกแล้วใช่ไหมคะ"
กู้ปินยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย แววตาพราวระยับขณะมองภรรยาที่กำลังวุ่นกับการจัดเอกสาร
"ต้นหม่อนในลานบ้านพักค่ายทหารเป็นพยานการพบกันครั้งแรกของเราสองคนไม่ใช่เหรอครับ"
ท่าทางยียวนนั้นทำให้หลินซีอวี่ถึงกับชะงัก เธอเบิกตาโตด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะคว้าปากกาบนโต๊ะปาใส่สามีทันที
"คุณแกล้งฉันอีกแล้วใช่ไหม"
ชายหนุ่มรีบเบี่ยงตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว วงแขนแกร่งโอบประคองลูกสาวตัวน้อยแนบอกเพื่อป้องกันอันตรายอย่างระมัดระวัง
"ระวังหน่อยสิคุณ ปาโดนผมไม่เป็นไรหรอก แต่เดี๋ยวไปโดนลูกเข้า เล่อเล่อยิ่งตัวเล็กอยู่ด้วย"
หลินซีอวี่หลุดขำออกมาอย่างอ่อนใจกับท่าทางเกินจริงของเขา
"ไม่ต้องเอาลูกสาวมาบังหน้าเลยนะคุณ"
กู้ปินแสร้งทำหน้าเศร้า ก้มลงไปฟ้องเด็กทารกในอ้อมแขนด้วยน้ำเสียงออดอ้อนราวกับตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ
"เล่อเล่อดูสิ แม่รังแกพ่ออีกแล้ว โตขึ้นลูกต้องเข้าข้างพ่อนะครับ"
เด็กน้อยไร้เดียงสาไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนั้น เล่อเล่อคิดเพียงว่าพ่อกำลังเล่นสนุกด้วย จึงอ้าปากกว้างส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมาอย่างอารมณ์ดี ดวงตากลมโตหยีลงจนแทบเป็นเส้นตรง
พอเห็นลูกสาวอารมณ์ดี รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏบนใบหน้าคมคายของคนเป็นพ่อทันที เขาพึมพำตอบโต้กับทารกน้อยเป็นตุเป็นตะ ชนิดที่ใครมาเห็นก็คงต้องส่ายหน้าให้กับความเห่อลูกของชายคนนี้
"เล่อเล่อยิ้มแล้ว แสดงว่าลูกตกลงแล้วนะครับ"
หลินซีอวี่จิ๊ปากเบาๆ มองภาพสองพ่อลูกแล้วทอดถอนใจออกมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
"มิน่าล่ะ พี่เล่ยถึงบอกว่าผู้ชายพอมีลูกแล้วสมองจะฝ่อ เมื่อก่อนฉันก็ไม่ค่อยเชื่อหรอก แต่ตอนนี้เชื่อสนิทใจเลย"
"ขอบคุณนะคุณ"
ทว่าประโยคถัดมาของกู้ปินกลับพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้สมองฝ่อ ซ้ำยังรู้จักพูดจาเอาใจเก่งขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ชายหนุ่มช้อนตามองภรรยาด้วยแววตาอ่อนโยน
"ที่คลอดลูกน่ารักขนาดนี้ออกมาให้ผม ผมเลยได้มีโอกาสใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือนพ่อคนอื่นๆ ได้มีความสุขกับการเลี้ยงลูกไงครับ"
หญิงสาวหลุดเสียงขึ้นจมูกด้วยความหมั่นไส้ปนเอ็นดู
"นี่ยังจะมาทำหน้าภูมิใจอีก คิดว่าฉันกำลังชมคุณอยู่หรือไง"
กู้ปินไม่รอช้า อาศัยจังหวะนั้นขยับใบหน้าหล่อเหลาเข้าไปใกล้ ยื่นริมฝีปากออกไปหมายจะฉวยโอกาสขโมยหอมแก้มภรรยาสักฟอด
"ผมขอบคุณจากใจจริงเลยต่างหาก มาเถอะคุณ ให้ผมหอมสักที ถือเป็นการแสดงความขอบคุณไงครับ"
มือบางยกขึ้นดันหน้าผากสามีออกไปเบาๆ ใบหน้าสวยหวานซับสีระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย
"ฝันไปเถอะ ไม่อายลูกบ้างหรือไง ทำอะไรประเจิดประเจ้อ"
เมื่อโดนปฏิเสธ ชายหนุ่มก็ก้มหน้างุดหันกลับไปหาลูกสาว แกล้งทำเสียงกระเง้ากระงอดเรียกร้องความสงสารอีกครั้ง
"เล่อเล่อดูสิ แม่ไม่ยอมให้พ่อหอมเลย"
เล่อเล่อยังคงคิดว่าพ่อกำลังหยอกเล่นด้วย เจ้าตัวส่งเสียงคิกคักพร้อมกับถีบขาสั้นๆ ไปมาอย่างเริงร่า
หลินซีอวี่ทนดูสภาพน่าหมั่นไส้นั้นไม่ไหวอีกต่อไป เธอออกแรงผลักแผ่นหลังกว้างของสามีให้เดินออกไปทางประตูห้องอย่างไม่ปรานี
"พอได้แล้วคุณ รีบออกไปเลยนะ ฉันจะทำงานแล้ว อย่ามามัวทำให้เสียเวลา"
กู้ปินยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน เขารีบอาศัยจังหวะนี้เปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อดึงความสนใจ
"พรุ่งนี้จัดงานฉลองครบเดือนแล้วนะคุณ ผมบอกฉวี่เผิงกับหลี่เลี่ยงไปแล้ว น่าจะมีคนมาร่วมงานเยอะเลยล่ะ"
หญิงสาวตอบรับด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือกังวลอะไรนัก เพราะหน้าที่รับแขกหลักๆ ตกเป็นของสามีอยู่แล้ว
"ก็มาสิคะ ยังไงคุณก็เป็นคนดื่ม ไม่ใช่ฉันสักหน่อย ถ้าคุณเมาก็ไม่มีใครสนหรอกนะ"
คนตัวโตทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ หันไปฟ้องทารกน้อยในอ้อมแขนเป็นรอบที่สาม
"เล่อเล่อ แม่ไม่รักพ่อแล้วครับ"
คราวนี้หลินซีอวี่หมดความอดทนจริงๆ เธอออกแรงผลักแผ่นหลังกว้างเต็มแรงจนชายหนุ่มต้องยอมก้าวขาพ้นกรอบประตูออกไปในที่สุด
งานเลี้ยงฉลองอายุครบหนึ่งเดือนถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตามที่กู้ปินคาดการณ์ไว้ แขกเหรื่อมากหน้าหลายตาเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีจนบรรยากาศภายในงานคึกคักและเต็มไปด้วยสีสัน
สิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ ฉวี่เผิงลงทุนควงภรรยาป้ายแดงเดินทางไกลมาจากปักกิ่งเพื่อมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะ แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ หวังฟานกับภรรยาของเขากลับปรากฏตัวในงานเลี้ยงนี้พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
การมาเยือนของสามีภรรยาคู่นี้สร้างความตกตะลึงให้กับหลายคนไม่น้อย
ทว่าเรื่องที่ทำให้ผู้คนต้องซุบซิบนินทากันอย่างออกรสก็คือ ทั้งสองคนไม่ได้เดินทางมาด้วยกัน พวกเขาไม่ได้ติดต่อกันล่วงหน้าด้วยซ้ำ เพียงแค่บังเอิญมาเจอกันที่งานนี้เท่านั้น
หลี่จิงจูงมือลูกชายแท้ๆ ของตัวเองมาร่วมแสดงความยินดี แต่ทันทีที่สายตาของเธอปะทะเข้ากับภาพของหวังฟานที่เดินควงเมียน้อยเข้ามาทางประตูใหญ่ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วจนน่าทึ่ง
ความรู้สึกหลากหลายพาดผ่านใบหน้าของเธอ ตั้งแต่ความโกรธแค้น ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความสงบนิ่ง จากนั้นก็กลายเป็นความเย็นชา และจบลงด้วยการทำเมินเฉยราวกับมองไม่เห็น
การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีนี้ แม้แต่หลินซีอวี่ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ยังอดทึ่งไม่ได้
โจวเยี่ยนเดินเชิดหน้าชูตาเข้ามาข้างกายหวังฟาน หญิงสาวหลงคิดไปเองว่าการคลอดลูกชายให้เศรษฐีได้สำเร็จจะช่วยยกระดับฐานะของตัวเองให้สูงขึ้น เธอจึงกล้าพอที่จะเปิดฉากยั่วยุอารมณ์ภรรยาหลวงอย่างโจ่งแจ้ง
โจวเยี่ยนหันไปส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้เจ้าภาพงาน
"คุณนายกู้ พวกเรานี่มีวาสนาต่อกันจริงๆ นะคะ"
เมียน้อยจอมทะเยอทะยานจงใจใช้หลินซีอวี่เป็นเครื่องมือเพื่อโจมตีหลี่จิงทางอ้อม เธอเชิดคางขึ้นเล็กน้อยขณะพ่นวาจาที่คิดว่าเหนือกว่าออกมา
"ลูกชายฉันกับลูกสาวคุณเกิดวันเดียวกันเลย โบราณเขาว่าเด็กที่เกิดวันเดือนเดียวกันคือคู่สร้างคู่สม พี่ฟานก็บอกว่าเป็นพรหมลิขิต เลยตั้งใจพาฉันมาผูกมิตรกับพวกคุณไว้ ไม่แน่อนาคตพวกเราอาจจะได้เกี่ยวดองกันก็ได้นะคะ"
ใครไปอยากเกี่ยวดองกับเธอ
สองสามีภรรยาตระกูลกู้หน้าตึงขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินประโยคชวนสะอิดสะเอียนนั้น
กู้ปินยังไม่ทันได้เอ่ยปาก หลินซีอวี่ก็กระแทกขวดนมในมือลงบนโต๊ะเสียงดังลั่นจนคนรอบข้างสะดุ้ง ดวงตาคู่สวยตวัดมองอีกฝ่ายด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
เธอสวนกลับด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดชนิดที่ไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น
"ลูกเมียน้อยอย่างนั้นกล้าดียังไงมาหวังแต่งกับลูกสาวฉัน เธอคิดจะดูถูกใครกันแน่ เธอคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้ ประตูบ้านตระกูลกู้เข้าได้ง่ายขนาดนั้นเลยหรือไง ถึงปล่อยให้หมาแมวที่ไหนก็ไม่รู้มาเสนอหน้าอวดเบ่งแบบนี้ได้"
รอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าของโจวเยี่ยนแข็งค้างไปทันที เธอพยายามข่มความไม่พอใจที่พุ่งพล่านอยู่ในอก แล้วรีบโยนความผิดไปให้ชายหนุ่มข้างกายเพื่อเอาตัวรอด
"คุณนายกู้อาจจะเข้าใจผิดนะคะ นี่ไม่ใช่ความคิดฉัน แต่เป็นความคิดของพี่ฟานต่างหาก"
เจ้าของงานเลี้ยงยังคงตอบโต้ด้วยความแข็งกร้าวไม่ลดละ เธอตอกกลับด้วยประโยคที่ทำเอาคนฟังหน้าชาไปตามๆ กัน
"ฉันไม่สนหรอกนะว่าเป็นความคิดของใคร ลูกนอกสมรสไม่มีสิทธิ์มาแต่งกับลูกสาวฉัน ตัวเธอเองก็เหมือนกัน บ้านเราไม่ต้อนรับคนที่ชอบทำลายครอบครัวคนอื่น แล้วก็พวกที่ไม่มีศีลธรรม ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ เชิญเธอออกไปได้แล้ว แล้ววันหลังก็ไม่ต้องโผล่มาให้เห็นหน้าอีก"
โจวเยี่ยนทนปั้นหน้าต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ใบหน้าที่เคยพยายามทำให้อ่อนหวานบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด เธอหันไปดึงแขนเสื้อผู้ชายของตน หวังให้เขาออกโรงปกป้อง
"พี่ฟาน ดูเขาพูดเข้าสิคะ"
แต่เหตุการณ์กลับพลิกผันเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด หวังฟานไม่เพียงไม่ออกหน้าแทนเมียน้อยคนสวย เขากลับสะบัดมือไล่ส่งด้วยสีหน้ารังเกียจ
"เขาไล่ให้ไปก็ไปสิ อย่ามาทำขายหน้าแถวนี้เลย"
หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง สีเลือดบนใบหน้าจางหายไปจนซีดเผือดราวกับกระดาษ
"พี่ฟาน"
ชายหนุ่มตวัดสายตาดุดันมองคนข้างกายอีกครั้ง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาชี้ชัดถึงความหงุดหงิดที่พุ่งสูงขึ้น
"ยังไม่รีบไสหัวไปอีก"
โจวเยี่ยนสะดุ้งสุดตัว ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เธอไม่กล้าเล่นแง่หรือทำตัวหยิ่งผยองอีกต่อไป หญิงสาวจำใจต้องหันหลังเดินคอตกออกไปจากงานเลี้ยงด้วยความเจ็บใจ
ทางด้านหลี่จิงที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่นาน เธอเข้าใจผิดคิดว่าหลินซีอวี่ตั้งใจออกหน้าช่วยเหลือตนเพื่อสั่งสอนเมียน้อย หญิงสาวก้าวเข้าไปหาเจ้าภาพด้วยดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส
"ซีอวี่ ขอบใจเธอมากเลยนะ"
ทว่าหลินซีอวี่กลับตอบรับด้วยท่าทีมาดมั่น ท่าทางของเธอเปล่งประกายความเด็ดเดี่ยวออกมาอย่างชัดเจน
"ไม่ต้องขอบใจหรอก ฉันไม่ได้ทำเพื่อเธอ ในฐานะแม่ที่มีลูกถึงสี่คน ฉันจะยอมให้เมียน้อยมาวางก้ามอวดเบ่งต่อหน้าได้ยังไงกัน"
ภรรยาป้ายแดงของฉวี่เผิงอย่างเฉียวหลินทนเก็บความสะใจไว้ไม่อยู่ เธอเป็นคนแรกที่ส่งเสียงเชียร์พร้อมกับปรบมือรัวๆ ให้กับความเด็ดขาดนั้น
"พูดได้ดีมาก ต้องแบบนี้สิ สังคมสมัยนี้ผู้ชายมันเชื่อใจไม่ได้ เมียน้อยก็เกลื่อนเมือง ความละอายใจหายไปไหนหมดก็ไม่รู้"
ฉวี่เผิงรีบหันไปประท้วงภรรยาหน้ามุ่ย ก่อนจะหันไปบ่นเพื่อนสนิทที่เป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดด้วยความขัดใจ
"คุณจะด่าใครก็ด่าไปสิ อย่าเหมารวมผมด้วย ส่วนนายก็เหมือนกัน จะมาก็มาตัวเปล่าสิ จะพาตัวเกะกะสายตามาด้วยทำไมเนี่ย พลอยทำให้พวกฉันซวยไปด้วยเลยเห็นไหม"
ต้นเรื่องอย่างหวังฟานกลับทำตัวทองไม่รู้ร้อน เขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อครู่ ชายหนุ่มเดินทอดน่องเข้ามาในงานอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะลากเก้าอี้ลงนั่งขนาบข้างฉวี่เผิงและหลี่เลี่ยงหน้าตาเฉย
"ฉันไม่ได้ชวนมาสักหน่อย ยัยนั่นอยากตามมาเองต่างหาก"
หลี่เลี่ยงปรายตามองเพื่อนด้วยสายตาที่บ่งบอกว่า 'ใครเชื่อแกก็บ้าแล้ว' แต่ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน เขาจึงต้องรับบทเป็นคนกลางช่วยเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อลดความตึงเครียดในวงสนทนา
"นายนี่มันตัวสร้างเรื่องจริงๆ ลืมไปแล้วหรือไงว่าเมียฉวี่เผิงเป็นตำรวจสายสืบ ขืนพูดจาแบบนี้ก็เท่ากับแช่งให้มันอายุสั้นชัดๆ"
อู๋เหมิงที่กำลังอุ้มหน่วนหน่วนอยู่ใกล้ๆ อดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้นมาลอยๆ
"เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวหรอกนะว่าเป็นตำรวจหรือไม่เป็น ถึงเมียนายไม่ได้เป็นตำรวจ นายก็กล้าทำตัวเหลวไหลอยู่ดีนั่นแหละ"
หลี่เลี่ยงถึงกับสะอึกไปชั่วขณะ เมื่อเจอภรรยาจี้จุดเข้าอย่างจัง ชายหนุ่มตัดสินใจปิดปากเงียบสนิทเพื่อรักษาชีวิตให้รอดปลอดภัย
กู้ปินในฐานะเจ้าของงานอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาตรงๆ เขาพยายามข่มอารมณ์เอาไว้ไม่ให้ไล่เพื่อนตัวแสบออกจากงาน เพียงเพราะเห็นแก่หน้าลูกๆ ที่เพิ่งจะครบเดือนเท่านั้น
"ตอนแรกงานก็ราบรื่นดีอยู่หรอก พอนายโผล่มาบรรยากาศก็กร่อยเลย"
ฉวี่เผิงรีบผสมโรงสมทบเพื่อนทันที เขาเหลียวหลังไปมองภรรยาตัวเองอย่างหวาดระแวง
"นั่นสิ เมียฉันมองฉันด้วยสายตาอาฆาตไปหมดแล้วเนี่ย อย่างกับจะเอามีดมาเฉือนกันยังไงยังงั้น"
หลี่เลี่ยงชี้นิ้วไปทางอู๋เหมิงพร้อมกับหัวเราะแห้งๆ อย่างคนจนปัญญา
"ฉันก็ลำบากเหมือนกัน จ้องจับผิดกันอยู่ตลอดเวลา ขืนพูดผิดหูคำเดียวโดนด่าเปิงแน่"
อู๋เหมิงหน้ามุ่ยลงทันทีที่ถูกพาดพิง เธอจัดการวางตัวหน่วนหน่วนลงบนตักของสามีอย่างรวดเร็ว
"พูดแบบนี้ทำเหมือนฉันดุมากอย่างนั้นแหละ งั้นก็เลี้ยงลูกไปเองเลยนะ ฉันไม่เลี้ยงแล้ว"
หลี่เลี่ยงชะงักไปเล็กน้อย แต่ปฏิกิริยาของคนเป็นพ่อกลับไวทายาด สองมือหนารีบคว้าจับร่างกลมป้อมของลูกสาวเอาไว้แน่นด้วยความกลัวว่าเด็กน้อยจะพลัดตกลงไป
"อ้าว"
เด็กน้อยหน่วนหน่วนในวัยสิบเดือนถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีจนตัวจ้ำม่ำน่าฟัด ทันทีที่ถูกจับนั่งบนตักพ่อ เจ้าตัวก็ส่งเสียงหัวเราะคิกคัก โชว์ลักยิ้มบุ๋มสองข้างแก้มที่ดูน่าเอ็นดูเป็นที่สุด
ชายหนุ่มโอบกอดลูกสาวตัวน้อยไว้แนบอก แววตาที่เคยมองเพื่อนด้วยความหงุดหงิดแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนละมุนละไมชนิดที่แทบจะหลอมละลาย
ฉวี่เผิงทำท่าขนลุกซู่ ยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองไปมาเพื่อแกล้งแหย่เพื่อนรัก
"ให้ตายสิ เลี่ยง นายเลิกยิ้มน่าเกลียดแบบนั้นได้ไหม ฉันเห็นแล้วขนลุกไปหมด"
รอยยิ้มบนใบหน้าหลี่เลี่ยงหุบฉับลงทันที เขาตวัดเท้าเตะขาเก้าอี้ของเพื่อนสนิทไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้
"นายสิน่าเกลียด ฉันก็แค่รักลูกสาวฉัน มันไปหนักหัวนายหรือไง ตัวเองไม่มีลูกสาวก็อย่ามาทำเกะกะสายตาแถวนี้ อยู่เฉยๆ ก็ไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอกนะ"
ราวกับจะรู้ความ หน่วนหน่วนพยายามยันตัวลุกขึ้นยืนบนตักของคนเป็นพ่อ แล้วกระโดดดึ๋งๆ ไปมาอย่างเริงร่า
หลี่เลี่ยงใช้สองมือประคองใต้รักแร้ของลูกสาว ปล่อยให้เด็กน้อยเล่นซนบนตักได้อย่างเต็มที่ รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่
ฉวี่เผิงจิ๊ปากด้วยความขัดใจ อ้าปากเตรียมจะพ่นคำค่อนขอดใส่เพื่อนอีกรอบ
ทว่าเฉียวหลินมองออกถึงเจตนาของสามี เธอจึงเอื้อมมือขวาไปหยิกหมับเข้าที่สีข้างของเขาอย่างแรงเพื่อเป็นการเตือนสติ
"วันนี้คุณพูดมากไปแล้วนะ"
ชายหนุ่มสูดปากครางซี๊ดด้วยความเจ็บปวด คำพูดที่เตรียมจะพ่นออกไปถูกกลืนหายลงคอไปในพริบตา
"โอ๊ย"
อู๋เหมิงเห็นดังนั้นก็ยกนิ้วโป้งให้เฉียวหลินด้วยความยกย่อง
"เฉียวหลิน เธอเจ๋งมาก"
ตำรวจสาวหัวเราะลั่นอย่างอารมณ์ดี นิสัยตรงไปตรงมาของเธอทำให้หลายคนชื่นชอบ
"ฮ่าๆๆ ฉันก็เป็นคนแบบนี้แหละ ทนเห็นคนทำตัวเหมือนผู้หญิงไม่ได้หรอก มัวแต่บ่นกระปอดกระแปดน่ารำคาญ"
อู๋เหมิงที่ยังเคืองฉวี่เผิงเรื่องที่มาว่าสามีของเธอ แสยะยิ้มสมทบเพื่อแทงใจดำอีกฝ่ายซ้ำสอง
"ฉันชอบนิสัยแบบนี้จัง บางคนก็สมควรโดนสั่งสอน น่าจะหยิกให้แรงกว่านี้อีกนิดนะ"
หลี่เลี่ยงเข้าขากับภรรยาได้อย่างยอดเยี่ยม เขารีบพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว
"ฉันก็ว่างั้นแหละ"
ฉวี่เผิงอ้าปากค้างเมื่อถูกสองผัวเมียรุมกินโต๊ะ เขาพยายามท้วงติงด้วยความรู้สึกไม่ยุติธรรม
"อะไรกันเนี่ย เราน่าจะอยู่ฝั่งเดียวกันไม่ใช่เหรอ เมื่อกี้ยังด่าหวังฟานกันอยู่เลย ทำไมจู่ๆ ถึงมารุมฉันล่ะ"
อู๋เหมิงกลอกตามองบนอย่างเหนื่อยหน่าย
"นายหาเรื่องใส่ตัวเองไม่ใช่หรือไง ความสามารถในการเรียกแขกแบบนี้ ฉันล่ะนับถือจริงๆ"
คำค่อนขอดนั้นเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากหวังฟานได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มตบต้นขาตัวเองดังฉาดพลางขำออกมาอย่างสะใจ
หลี่จิงที่นั่งสังเกตการณ์ความสนิทสนมของคนกลุ่มนั้นอยู่เงียบๆ จู่ๆ ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว
"เจียรุ่ย ตามแม่มานี่"
เธอรีบคว้าข้อมือลูกชายให้ลุกตามมา หญิงสาวเดินนำออกห่างจากโต๊ะจัดเลี้ยง ลัดเลาะไปจนถึงมุมสงบที่ไร้ผู้คนพลุกพล่าน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครได้ยินจึงยอมหยุดเดิน
"แม่มีอะไรหรือเปล่าครับ"
หวังเจียรุ่ย ลูกชายวัยสิบขวบของหวังฟานและหลี่จิงเอ่ยถามแม่ด้วยความสงสัย
เด็กชายเติบโตมากับปัญหาครอบครัวรุมเร้ามากมาย ทำให้เขามีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัย นิสัยค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกหรืออารมณ์ให้ใครเห็นง่ายๆ ราวกับเป็นผู้ใหญ่ตัวจิ๋ว
หลี่จิงจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของลูกชาย น้ำเสียงของเธอจริงจังและแฝงความหมายลึกซึ้ง
"คำพูดที่แม่เคยสอน ลูกยังจำได้ไหม ถ้าอยากสืบทอดธุรกิจครอบครัว ลูกต้องมีคนหนุนหลังที่แข็งแกร่ง"
"จำได้ครับ"
หวังเจียรุ่ยพยักหน้ารับคำ แววตาของเด็กชายฉายความงุนงงเพียงชั่วครู่ เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดแม่จึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในเวลานี้
หลี่จิงไม่ปล่อยให้ลูกชายได้มีเวลาคิดทบทวน เธอรีบป้อนประโยคถัดไปทันที
"คุณอาหลินเมื่อกี้ ที่โมโหใส่เมียน้อย ลูกเห็นใช่ไหม"
"เห็นครับ"
เด็กชายพยักหน้าอีกครั้ง ภาพเหตุการณ์ดุเดือดเมื่อครู่ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ
แม้ว่าในอดีตคุณอาหลินคนนั้นจะเคยมีเรื่องหมางใจกับสองแม่ลูก แต่ลึกๆ แล้วหวังเจียรุ่ยก็รู้สึกว่า ต่อให้เธอไม่ได้ตั้งใจปกป้องพวกเขา ก็ช่วยระบายความคับแค้นใจแทนสองแม่ลูกได้อย่างหมดจดจริงๆ
หญิงสาวปรายตามองกลับไปยังทิศทางของโต๊ะจัดเลี้ยงอีกครั้ง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มลึกลับ
"คุณอาหลินคนนั้นแหละ คือคนที่จะคอยหนุนหลังให้ลูกได้ดีที่สุด"
คิ้วเล็กๆ ของเด็กชายขมวดเข้าหากันอย่างเห็นได้ชัด เขาตามความคิดของแม่ไม่ทันจริงๆ
หลี่จิงพยักพเยิดหน้าไปทางเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมแขนของหลินซีอวี่ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาคนฟังแทบช็อก
"ลูกเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เขาอุ้มอยู่ไหม ถ้าลูกแต่งงานกับลูกสาวบ้านนั้นได้ ตระกูลกู้ก็จะทุ่มสุดตัวเพื่อสนับสนุนลูกทันที"
"หา"
ต่อให้หวังเจียรุ่ยจะมีวุฒิภาวะเกินวัยสักแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยังเป็นเพียงเด็กสิบขวบ เมื่อเจอคำพูดสายฟ้าแลบจากแม่ เด็กชายก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจสุดขีด
หลี่จิงตีหน้าขรึม นัยน์ตาแข็งกร้าวขึ้นมาทันที น้ำเสียงของเธอเฉียบขาดจนไม่เปิดโอกาสให้ลูกชายได้โต้แย้ง
"แม่ไม่ได้ล้อเล่นนะ ลูกก็เห็นแล้ว ยัยโจวเยี่ยนนั่นมันคลอดลูกชายออกมาแล้ว พ่อของลูกก็ยังไปให้ท้ายมันอีก ชัดเจนเลยว่าตั้งใจจะงัดข้อกับพวกเรา ถ้าเวลาแบบนี้ลูกยังคิดไม่ได้ ก็เสียแรงที่แม่เฝ้าอบรมสั่งสอนมาตั้งหลายปี"
"จำเป็นต้องแต่งกับลูกสาวบ้านคุณอาหลินด้วยเหรอครับ"
หวังเจียรุ่ยหันขวับไปมองเด็กทารกที่ยังคงใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปอยู่ไกลๆ เขาถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอาที่ถูกแม่ยัดเยียดเรื่องบ้าบอให้
หญิงสาวพูดออกไปตามตรงอย่างไม่อ้อมค้อม
"พ่อของลูกน่ะเป็นพวกอวดดีจองหอง ก็มีแค่ผัวเมียตระกูลกู้นั่นแหละที่ปราบเขาอยู่หมัด ถ้าลูกอยากสืบทอดติ่งเซิ่ง ลูกก็ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขาไว้ และทางลัดที่เร็วที่สุดก็คือการแต่งงานกับลูกสาวบ้านนั้นไง"
"ต้องแต่งงานอย่างเดียวเลยเหรอครับ รับเป็นน้องสาวไม่ได้หรือไง"
เด็กชายปรายตามองทารกน้อยที่เพิ่งอายุครบเดือนอีกรอบ ก่อนจะลองเสนอทางออกที่ดูสมเหตุสมผลกว่า
หลี่จิงเบิกตากว้าง ยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองดังฉาดด้วยความดีใจจนเนื้อเต้น
"จริงด้วยสิ ทำไมแม่ถึงนึกไม่ถึงวิธีนี้นะ งั้นก็เริ่มจากการรับเป็นน้องสาวไปก่อน พอโตขึ้นสนิทกันแล้วค่อยแต่งงานกันทีหลังก็ได้"
หวังเจียรุ่ยถึงกับพูดไม่ออก ความดีใจที่เพิ่งผุดขึ้นมามลายหายไปในพริบตา
ทันทีที่ได้ยินประโยคปิดท้ายของแม่ เหงื่อเย็นๆ ก็ผุดซึมขึ้นมาตามไรผมด้านหลังทันที
ทันทีที่กลับมานั่งประจำที่ หลี่จิงก็เริ่มลงมือสานต่อแผนการของตัวเองทันที
เนื่องจากเล่อเล่อเป็นลูกสาวคนสุดท้องแถมยังร่างกายอ่อนแอที่สุด กู้ปินและหลินซีอวี่จึงคอยทะนุถนอมดูแลอย่างใกล้ชิด
หลี่จิงที่จับจ้องอยู่ห่างๆ ไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง เมื่อเห็นทั้งสองผลัดกันอุ้มเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม เธอก็ทึกทักเอาเองว่าเด็กคนนี้คือลูกรักหัวแก้วหัวแหวน และตั้งเป้าให้เล่อเล่อเป็นตัวหมากในการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์
"ซีอวี่ เล่อเล่อบ้านเธอนี่น่ารักจริงๆ เลยนะ ยิ่งดูก็ยิ่งน่าเอ็นดู"
หลินซีอวี่ไม่ได้คิดระแวงอะไร เมื่อมีคนเอ่ยปากชมลูกสาว คนเป็นแม่ย่อมรู้สึกเบิกบานใจเป็นธรรมดา
เธอจับมือเล็กๆ ของเล่อเล่อขึ้นมาแกว่งไปมาเบาๆ เพื่อหยอกล้อจนเด็กน้อยส่งเสียงหัวเราะชอบใจ
"เล่อเล่อ คุณอาชมลูกอยู่นะคะ ขอบคุณคุณอาสิลูก"
หลี่จิงซ่อนแผนการร้ายไว้ในใจมิดชิด เธอขยับเข้าไปใกล้เพื่อตีสนิทมากยิ่งขึ้น
"เล่อเล่อยิ้มแล้ว ดีใจที่เห็นคุณอาเหรอลูก แบบนี้คุณอาคงต้องให้ของขวัญรับขวัญหลานสักหน่อยแล้ว"
ทันทีที่ได้ยินคำว่าของขวัญรับขวัญ นัยน์ตาของอู๋เหมิงก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เธอส่งยิ้มกว้างพร้อมกับเอ่ยเร่งเร้าด้วยความตื่นเต้น
"พูดถูกใจฉันมากเลย เธอมันระดับเศรษฐินีของจริงอยู่แล้ว รีบเอาของรับขวัญออกมาให้พวกเราดูเป็นบุญตาหน่อยสิ ว่าเป็นของล้ำค่าขนาดไหน"
หลี่จิงลอบยิ้มในใจกับการชงมุกที่แสนจะสมบูรณ์แบบของอู๋เหมิง เธอไม่รอช้า รีบล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าถือใบหรู แล้วหยิบกล่องของขวัญที่เตรียมมาล่วงหน้าออกมาวางบนโต๊ะ
"ว้าว"
"อัญมณีเม็ดใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย"
"สมกับเป็นเศรษฐินีจริงๆ ระดับมันต่างกับพวกเราลิบลับเลย"
ภายในกล่องกำมะหยี่หรูหรานั้น ปรากฏอัญมณีสองเม็ด สีแดงสดและสีน้ำเงินเข้ม ขนาดใหญ่โตเทียบเท่าไข่นกพิราบ ประกายแสงระยิบระยับล้อแสงแดดสะท้อนเข้าตาผู้ร่วมงานทุกคน สร้างความตื่นตาตื่นใจจนไม่อาจละสายตาได้
[จบบท]