บทที่ 38: กำไรและภัยร้าย
“โห... นี่เราขายไปได้ตั้งสิบตัวแล้วนะเนี่ย!”
หลิวเล่ยฉวยโอกาสในช่วงจังหวะที่เถ้าแก่เนี๊ยะเจ้าของร้านปิ้งย่างขอตัวไปเข้าห้องน้ำ เธอรีบหยิบเงินค่าขายเสื้อผ้าที่เก็บรวบรวมไว้ออกมานับด้วยความตื่นเต้น แววตาของหญิงสาวเป็นประกายวาววับยามจ้องมองธนบัตรในมือที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ นิ้วมือเรียวขยับนับเงินอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับรอยยิ้มที่ฉีกกว้างจนแทบจะถึงใบหู
“กำไรตัวละสามหยวน สิบตัวก็ปาเข้าไปสามสิบหยวนแล้ว ถ้าทำได้แบบนี้ทุกวัน เดือนนึงก็เก้าร้อยหยวนเชียวนะ! ใครหน้าไหนที่เคยปรามาสว่าขายเสื้อผ้าแล้วจะเลี้ยงตัวเองไม่ได้ คอยดูเถอะ... ถ้าฉันเก็บเงินได้ครบหนึ่งพันหยวนเมื่อไหร่ ฉันจะเอาเงินปึกนี้ไปฟาดลงตรงหน้าแม่ ให้รู้ฤทธิ์กันไปเลยว่าลูกสาวคนนี้ก็มีน้ำยาเหมือนกัน...”
ดูเหมือนว่าหลิวเล่ยจะเริ่มเพ้อเจ้อไปไกลด้วยความดีใจจนเก็บทรงไม่อยู่เสียแล้ว
หลินซีอวี่กับลุงผู้เป็นน้าชายหันมาสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างรู้ทันความคิดของอีกฝ่าย ความกระตือรือร้นของหลิวเล่ยในเวลานี้ช่างดูน่าเอ็นดูและเต็มไปด้วยพลังแห่งความหวัง
“นี่น้องรัก ต่อไปเวลาเราไปรับของมาขาย พี่จะยกหน้าที่เลือกแบบเสื้อผ้าให้เธอจัดการทั้งหมดเลยนะ”
ยิ่งพูดหลิวเล่ยก็ยิ่งเครื่องติด สมองของเธอเริ่มแล่นเร็วขึ้นจนเกิดไอเดียใหม่ๆ ผุดขึ้นมาไม่หยุด “สายตาของเธอนี่มันเฉียบขาดจริงๆ เลือกแบบไหนมาก็โดนใจลูกค้าไปซะหมด ถ้าให้เธอเป็นคนเลือก เราต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่ๆ เผลอๆ จะขายได้มากกว่านี้อีก”
“โอเค พี่ว่ายังไงฉันก็ว่าตามนั้น”
เมื่อเห็นช่องทางทำมาหากินที่ตัวเองก็มีส่วนร่วมในการสร้างรายได้ หลินซีอวี่จึงตอบรับคำขอของพี่สาวอย่างเต็มใจโดยไม่มีลังเล
“น้าคะ”
หลิวเล่ยหันไปคุยกับน้าด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “หนูสังเกตดูแล้ว ผู้ชายที่มานั่งกินปิ้งย่างแกล้มเหล้าส่วนใหญ่ชอบสูบบุหรี่กันทั้งนั้น ถ้าเราลองรับบุหรี่มาขายเสริมด้วยก็น่าจะเข้าท่าดีนะคะ...”
“เข้าท่า! ความคิดดีนี่นา”
น้าตบต้นขาฉาดใหญ่ด้วยความถูกใจ ดวงตาฉายแววสนใจขึ้นมาทันที “พวกหลานสองคนขายเสื้อผ้ากันไป ส่วนน้าเองก็นั่งว่างๆ ไม่ได้ทำอะไร ถ้าหาอะไรมาขายเสริมได้ก็คงดีไม่น้อย จะได้ช่วยกันทำมาหากิน”
“นอกจากบุหรี่แล้ว หนูว่าไอศกรีมแท่งก็น่าจะขายดีเหมือนกันนะคะ”
หลิวเล่ยเริ่มดีดลูกคิดรางแก้วในหัวคำนวณกำไรขาดทุนดังเปรี้ยะๆ “ไอศกรีมแท่งขายปลีกแท่งละห้าเหมา แต่ถ้าไปรับราคาส่งที่สหกรณ์ร้านค้าตรงตรอกจื่อเซี่ยง ต้นทุนแค่สามเหมาเองค่ะ ขายแท่งนึงก็ได้กำไรตั้งสองเหมาแล้ว...”
“แต่ถ้าจะขายไอศกรีม เราต้องมีกล่องโฟมเก็บความเย็นนะ”
น้าทำหน้าครุ่นคิดพลางขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความลังเล “บ้านเราไม่มีของพวกนี้เลย ถ้าต้องซื้อใหม่ ราคากล่องใบหนึ่งก็ไม่ใช่ถูกๆ...”
“มีเงินให้เก็บเกี่ยวรออยู่ข้างหน้า ซื้ออุปกรณ์เพิ่มแค่นี้ไม่ถือว่าขาดทุนหรอกค่ะน้า”
หลิวเล่ยยังคงมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ เธอยืนกรานเสียงแข็ง “เอาเป็นว่าพรุ่งนี้หนูจะลองแวะไปถามราคาที่ตรอกจื่อเซี่ยงดู ว่ากล่องเก็บความเย็นใบหนึ่งเขาขายกันเท่าไหร่”
“ป้าใหญ่ทำงานอยู่ที่สหกรณ์ร้านค้านี่นา...”
หลินซีอวี่เอ่ยเตือนความจำพี่สาวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ถ้าให้ป้าช่วยซื้อ เราอาจจะได้ราคาสวัสดิการพนักงาน ถูกกว่าไปซื้อเองตั้งเยอะนะ”
“เชอะ! ให้ตายหนูก็ไม่ไปขอร้องแม่หรอกค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินชื่อแม่ สีหน้าของหลิวเล่ยก็บูดบึ้งลงทันตา ความขุ่นเคืองที่สะสมไว้ตีตื้นขึ้นมาจนเก็บอาการไม่อยู่
“พี่ต้องทำงานตอนกลางวัน งั้นเดี๋ยวเรื่องนี้ฉันไปจัดการให้เองค่ะ”
หลินซีอวี่พยายามทำหน้าที่กาวใจผสานรอยร้าวระหว่างแม่ลูก “อะไรที่ประหยัดได้เราก็ควรประหยัด เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องถือทิฐิกับคนในครอบครัวเลย จะยอมเสียเงินแพงกว่าทำไมจริงไหมคะ”
“ซีอวี่พูดถูกแล้วล่ะ”
น้ารีบช่วยพูดเสริมอีกแรง “คนในครอบครัวเดียวกัน จะโกรธเกลียดกันไปทำไม แม่ของหลานถึงจะเป็นคนปากร้ายใจร้อนไปบ้าง แต่เนื้อแท้แล้วรักลูกจะตายไป ตัวแกเองไม่เคยกล้าซื้อของดีๆ กินของแพงๆ หรอก เงินทองที่หามาได้ก็นาประเคนให้พวกหลานสองพี่น้องทั้งนั้น”
“โอ๊ย... พอเถอะๆ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว”
หลิวเล่ยยกมือขึ้นปิดหู ทำหน้ายุ่งเหยิงด้วยความรำคาญใจที่ต้องมาฟังคำเทศนา
“เถ้าแก่เนี๊ยะกลับมาแล้วค่ะ”
หลินซีอวี่เห็นท่าไม่ดีที่พี่สาวเริ่มอารมณ์เสีย จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นเจ้าของร้านเดินกลับมา
“ไวจังแฮะ”
พอได้ยินว่าลูกค้าคนสำคัญกลับมา หลิวเล่ยก็เปลี่ยนสีหน้าจากหน้ามือเป็นหลังมือ รอยยิ้มการค้าถูกจุดขึ้นบนใบหน้าอย่างรวดเร็วราวกับสั่งได้
“ดูท่าทางแกจะถูกใจชุดใหม่น่าดูเลยนะ”
หลินซีอวี่มองตามแล้วอดขำไม่ได้ จึงพูดเออออห่อหมกไปตามน้ำเพื่อเอาใจพี่สาว “กระโปรงตัวนั้นรอบเอวพอดีเป๊ะ สีเสื้อก็ขับผิวแกให้ดูผ่องขึ้น ดูเด็กลงตั้งเยอะแหนะ”
“ใช่ไหมล่ะ ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ”
หลิวเล่ยยิ้มแก้มปริราวกับเห็นเงินลอยละล่องอยู่ตรงหน้า ความสุขจากการขายของทำให้เธอลืมเรื่องขุ่นข้องหมองใจเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น
***
เถ้าแก่เนี๊ยะดูพึงพอใจกับเสื้อผ้าชุดใหม่มากจริงๆ อย่างที่หลินซีอวี่คาดการณ์ไว้
หลิวเล่ยผู้ชาญฉลาดในเรื่องการค้าขายตั้งใจจะซื้อใจลูกค้าเพื่อผูกมิตร จึงลดราคาให้เป็นกรณีพิเศษ เสื้อผ้าสองชิ้นคิดราคาเพียงสิบเจ็ดหยวนเท่านั้น
เจ้าของร้านปิ้งย่างยิ้มจนตาหยีด้วยความดีใจ เธอรีบควักเงินจ่ายอย่างรวดเร็วโดยไม่อิดออดแม้แต่น้อย
“เธอทั้งสองคน อย่าอยู่ขายของที่ตลาดนัดกลางคืนจนดึกดื่นนักล่ะ...”
เห็นแก่มิตรไมตรีที่ลดราคาค่าเสื้อผ้าให้ หญิงวัยกลางคนจึงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “ถ้าเลยสี่ทุ่มครึ่งไปแล้ว พวกขี้เมาจะเริ่มออกฤทธิ์อาละวาด ถ้าเกิดมีใครเมาแล้วหน้ามืดมาลวนลามพวกเธอเข้า ลำพังแค่น้าชายคนเดียวคงรับมือไม่ไหว น่าเป็นห่วงนะจะบอกให้...”
“รับทราบค่ะ”
สีหน้าของหลิวเล่ยเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำเตือน “พวกเราจะคอยดูสถานการณ์ค่ะ จะระวังตัวให้ดี”
“ดีแล้วที่รู้จักระวังตัว ถ้ารู้จักป้องกันไว้ก่อนพี่ก็เบาใจ”
เมื่อเห็นว่าเด็กสาวรับฟังคำเตือน เถ้าแก่เนี๊ยะก็พยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะหอบหิ้วเสื้อผ้าชุดใหม่เดินกลับไปที่แผงปิ้งย่างของตัวเองด้วยความเบิกบาน
“นี่ก็เกือบจะสี่ทุ่มครึ่งแล้ว น้าว่าพวกเรากลับกันเถอะ”
น้ายกข้อมือขึ้นดูเวลาจากนาฬิกา แล้วขมวดคิ้วด้วยความกังวล “เถ้าแก่เนี๊ยะพูดมีเหตุผล ตลาดนัดกลางคืนนี่ร้อยพ่อพันแม่ ยิ่งดึกยิ่งอันตราย รีบกลับบ้านไปพักผ่อนกันดีกว่า ปลอดภัยไว้ก่อน”
“จะกลับตอนนี้เลยเหรอคะ?”
หลิวเล่ยทำหน้าเสียดาย แววตาฉายแววไม่ยินยอม “อีกตั้งยี่สิบนาทีแหนะกว่าจะถึงเวลา...”
“พรุ่งนี้เช้ามืดน้าต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าไปตลาดสดนะพี่”
หลินซีอวี่กระซิบเตือนสติพี่สาวเบาๆ “น้าต้องไปแย่งซื้อผัก แล้วยังต้องเอาไปส่งที่โรงแรมอีก ทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว ให้น้ากลับไปพักผ่อนเร็วหน่อยเถอะ”
“เฮ้อ... ก็ได้”
พอเห็นดวงตาที่มีเส้นเลือดฝอยแดงระเรื่อของลุง ซึ่งฟ้องถึงความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน หลิวเล่ยแม้จะยังเสียดายโอกาสทำเงิน แต่ก็ยอมพยักหน้าตกลงด้วยความเป็นห่วง
“น้องสาว... จะรีบไปไหนจ๊ะ มานั่งดื่มกับพี่สักแก้วก่อนสิ...”
คำเตือนของเถ้าแก่เนี๊ยะศักดิ์สิทธิ์ราวนักพยากรณ์ ทั้งสามคนเพิ่งจะเก็บข้าวของขึ้นรถเสร็จยังไม่ทันได้ขยับออกไปไหน ก็มีคนเมาเริ่มก่อกวนตามที่คาดไว้ไม่มีผิด
ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม เปลือยท่อนบนโชว์พุงพลุ้ย ผิวหน้ามันย่องเยิ้มไปด้วยเหงื่อและคราบน้ำมัน พุ่งตัวออกมาจากวงเหล้าใกล้ๆ เข้ามาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของหลินซีอวี่อย่างถือวิสาสะ
“ปล่อยนะ!”
ใบหน้าสวยหวานของหลินซีอวี่บึ้งตึงขึ้นทันที เธอสะบัดแขนอย่างแรงจนหลุดจากการเกาะกุม
“อุ๊ยตาย... น้องสาวดุจังเลยวุ้ย แต่แบบนี้แหละพี่ชอบ ถึงใจดี”
แทนที่จะสำนึก ชายขี้เมากลับยิ่งได้ใจ แววตาหยาบโลนกวาดมองไปทั่วเรือนร่างของเด็กสาว ก่อนจะยื่นมือสกปรกหมายจะสัมผัสใบหน้าของเธอ
“เพียะ!”
หลินซีอวี่ไม่รอช้า ฟาดฝ่ามือลงไปปัดป้องอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
“นังเด็กบ้า! กล้าตบคนงั้นเรอะ?”
แรงตบของเธอไม่ใช่เบาๆ ชายขี้เมาถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความมึนงง หลังมือของเขารู้สึกแสบวูบวาบ เมื่อตั้งสติได้ ความโกรธก็พุ่งพล่านจนหน้าแดงก่ำ เขาตะคอกใส่พร้อมกับถมึงทามองด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
มือขวาของหลินซีอวี่กำหมัดแน่นโดยสัญชาตญาณ เสียงกระดูกข้อนิ้วลั่นกรอบแกรบดังขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณเตรียมพร้อมปะทะ
“ซีอวี่ อย่าไปสนใจมัน ขึ้นรถเร็ว เราไปกันเถอะ!”
น้าไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายจนเกิดเหตุวิวาท จึงรีบดึงหลานสาวทั้งสองขึ้นรถสามล้อไฟฟ้า แล้วบิดคันเร่งออกตัวทันที เพียงชั่วพริบตา รถสามล้อก็พุ่งทะยานออกสู่ถนนใหญ่ ทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงสายลมที่พัดผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว
“ฝากไว้ก่อนเถอะนังตัวดี! อย่าให้เจอตัวนะ พ่อจะจัดการให้เข็ด...”
ชายขี้เมาที่เพิ่งจะโดนควันท่อไอเสียพ่นใส่หน้าเต็มๆ ได้แต่วิ่งไล่ตามมาอย่างทุลักทุเลสองสามก้าว ก่อนจะหยุดยืนหอบด้วยความเจ็บใจ มองดูรถสามล้อที่แล่นห่างออกไปจนลับสายตา
“ถุย!”
หลิวเล่ยหูดีได้ยินเสียงตะโกนไล่หลังมา จึงหันกลับไปถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความรังเกียจ
“วันหลังเราคงมาขายที่แผงปิ้งย่างนี่ไม่ได้แล้วล่ะ”
น้าเหลือบมองกระจกหลัง เห็นว่าไม่มีใครตามมาแล้วจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก “โดนพวกนักเลงเจ้าถิ่นหมายหัวแบบนี้ ขืนกลับไปอีกมีหวังโดนหาเรื่องไม่จบไม่สิ้นแน่”
“ใครกลัวมันกันล่ะคะ คนระยำพวกนี้ มาหนึ่งก็ซัดหนึ่ง มาสองก็ซัดทั้งคู่นั่นแหละ”
หลิวเล่ยทำท่าทางนักเลงโตไม่ยี่หระ “ซีอวี่ฝึกมวยกับพ่อมาตั้งแต่เด็ก แค่ไอ้อ้วนขี้เมาพรรค์นั้น น้องหนูจัดการได้สบายอยู่แล้ว หนึ่งคนล้มสิบคนยังไหว...”
“พี่ดูหนังจีนกำลังภายในมากไปหรือเปล่าเนี่ย?”
หลินซีอวี่ถึงกับเหงื่อตกกับความมั่นใจเกินเหตุของพี่สาว “พ่อสอนท่าป้องกันตัวให้ฉันแค่ไม่กี่ท่าเอง เอาไว้ใช้เวลาเจอคนโรคจิตลวนลามพอได้ แต่ไอ้ที่บอกว่าหนึ่งต่อสิบเนี่ย นั่นมันระดับจอมยุทธ์ในนิยายแล้วพี่”
“ฮ่าๆๆ”
น้าที่ขับรถอยู่ข้างหน้าอดขำไม่ได้ หางตาของชายวัยกลางคนย่นยับไปด้วยรอยยิ้ม
“น้องรัก ว่างๆ เธอช่วยสอนพี่บ้างสิ”
หลิวเล่ยขยับเข้าไปกอดแขนน้องสาวอย่างออดอ้อน “วิชามวยทหารที่พ่อเธอสอนมันชื่ออะไรนะ... ฝ่ามือพิชิตมังกรสิบแปดท่าใช่ไหม?”
“ฝ่ามือพิชิตมังกรอะไรกันล่ะ นั่นมันในหนังเรื่องแปดเทพอสูรมังกรฟ้าแล้ว!”
หลินซีอวี่แทบจะสำลักความขำ “อีกอย่าง พ่อไม่ได้สอนมวยทหารสักหน่อย ท่านเรียนศิลปะการต่อสู้มาจากเพื่อนที่เป็นหน่วยสวาท เป็นวิชาที่ตำรวจเขาฝึกกัน เห็นเรียกว่า 'สิบแปดท่ามังกรทมิฬ' ต่างหากล่ะ”
“โธ่... ก็ผิดไปแค่คำเดียวเอง”
หลิวเล่ยยังคงแถไถด้วยความมั่นใจในตัวเอง “ความจำฉันยังดีอยู่นะ ผ่านไปตั้งหลายปีแล้วยังจำชื่อคล้ายๆ กันได้ขนาดนี้ถือว่าเก่งแล้ว”
“เฮ้อ...”
พอพูดถึงพ่อแท้ๆ ที่เสียชีวิตไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินซีอวี่ก็จางหายไป เหลือเพียงเสียงถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความคะนึงหา
“เอาน่าๆ อย่าเพิ่งเศร้าไปเลย มาแบ่งเงินกันดีกว่า”
หลิวเล่ยไม่อยากให้น้องสาวจมอยู่กับความเศร้า จึงรีบควักปึกธนบัตรออกมา แล้วจัดการแบ่งกำไรที่ได้ในวันนี้ออกเป็นสามกองเท่าๆ กัน
“พวกหลานแบ่งกันเถอะ”
น้ารีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ “น้าไม่ได้ช่วยทำอะไรเลย แค่ขับรถรับส่งเฉยๆ จะให้รับเงินได้ยังไง”
“น้านั่นแหละคือฮีโร่ตัวจริงของคืนนี้เลยนะคะ”
หลิวเล่ยยัดเงินใส่มือลุงอย่างแข็งขัน “ถ้าไม่มีน้าคอยขับรถพาหนี ป่านนี้พวกเราคงแย่แน่ๆ รับไว้เถอะค่ะ ถือว่าเป็นค่าเหนื่อยและค่าคุ้มครองหลานๆ นะคะ”
[จบบท]