บทที่ 57: ไออุ่นบนยอดเขา
เส้นทางสิบแปดโค้งพุ่งทะยานเสียดฟ้า มันไม่ใช่บันไดสวรรค์ แต่กลับยิ่งใหญ่และยากลำบากยิ่งกว่าบันไดสวรรค์เสียอีก
นับตั้งแต่ก้าวเท้าเหยียบลงบนบันไดขั้นแรกของสิบแปดโค้ง ขบวนแถวที่เดินขึ้นเขามาด้วยกันก็ค่อยๆ เงียบเสียงลง ต่างคนต่างทุ่มเทพลังทั้งหมดที่มีเพื่อปีนป่ายขึ้นไปข้างหน้า ไม่มีอารมณ์จะมาพูดคุยหยอกล้อกันอีกต่อไป
สองชั่วโมงแห่งความยากลำบากผ่านพ้นไป ในที่สุดเวลาประมาณตีสาม คณะเดินทางที่ผ่านพ้นอุปสรรคนานัปการก็มาถึงประตูสวรรค์หนานเทียนเหมิน และก้าวเข้าสู่จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ดีที่สุด นั่นคือยอดเขาอวี้หวงติ่ง
ลมบนยอดเขาพัดกรรโชกแรง อากาศหนาวเย็นจัดจนเข้ากระดูก หากไม่มีเสื้อนวมคงยากที่จะต้านทานความหนาวเหน็บนี้ไหว หวังฟานจึงเป็นเจ้ามือควักกระเป๋าเช่าเสื้อโค้ททหารสีเขียวตัวหนามาให้เพื่อนทุกคนคนละตัว
เนื่องจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้คนที่มาปีนเขาไท่ซานจึงมีจำนวนมหาศาล ทำเลดีๆ หลังก้อนหินที่พอจะใช้หลบสายลมได้ล้วนถูกจับจองไปจนหมดเกลี้ยง
ฉวี่เผิงเดินวนดูอยู่หลายรอบ แต่ก็ไม่สามารถหาพื้นที่ว่างที่กว้างพอจะจุคนทั้งกลุ่มได้เลย
“แบบนี้ไม่ไหวแน่”
เขามองดูพวกผู้หญิงที่ห่อตัวอยู่ในเสื้อโค้ททหาร ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ตรงช่องลม แล้วก็นวดหว่างคิ้วด้วยความกลัดกลุ้ม
“กลับไปที่ประตูสวรรค์หนานเทียนเหมิน”
กู้ปินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
“ทิศทางฝั่งที่ขึ้นเขามาลมน้อยกว่า ไปนั่งพักตรงนั้นได้”
หวังฟานบ่นอุบอิบด้วยความไม่พอใจทันที
“กว่าจะตะกายขึ้นมาได้แทบตาย จะให้ลงไปอีกเหรอ”
“ไม่อยากลงก็ไม่ต้องลง”
ฉวี่เผิงถลึงตาใส่เพื่อนด้วยความรำคาญ
“ถ้านายไม่กลัวหนาว อยากจะยืนตากลมอยู่ตรงนี้นานแค่ไหนก็ตามใจ ไม่มีใครห้าม”
“ฉันจะลง”
หวังฟานกลัวความหนาวเป็นที่สุด จึงยอมจำนนอย่างรวดเร็ว
“กลัวหนาวก็เดิน อย่ามามัวลีลาอยู่ตรงนี้”
ฉวี่เผิงผลักเขาออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเดินนำลงบันไดไปเป็นคนแรก
เมื่อทุกคนเดินย้อนกลับมาที่ประตูสวรรค์หนานเทียนเหมิน และเดินลงไปอีกหลายสิบเมตร ก็รู้สึกได้ทันทีว่าแรงลมเบาบางลง ไม่ได้พัดบาดผิวจนเจ็บปวดเหมือนข้างบนอีกแล้ว
บริเวณบันไดทางขึ้นมีผู้คนนั่งพักรอชมพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
ฉวี่เผิงในฐานะหัวหน้าห้อง ต้องคอยดูแลสารทุกข์สุกดิบของเพื่อนๆ ประหนึ่งคุณแม่จอมจุกจิก เขาจึงยุยงให้หวังฟานควักกระเป๋าอีกรอบ เพื่อซื้อขนมปังคนละสองก้อนและไส้กรอกแฮมคนละสิบแท่งแจกจ่ายให้กับพวกผู้ชายทุกคน
โบราณว่ากินของเขาแล้วปากย่อมไม่กล้าพูดขัด รับของเขามาแล้วมือย่อมไม่อาจแข็งข้อ
พวกผู้ชายเมื่อได้รับพลังงานจากไส้กรอกแฮม ต่างก็ตอบรับคำเรียกร้องอย่างกระตือรือร้น ยอมเสียสละมานั่งล้อมวงเป็นกำแพงมนุษย์เพื่อบังลมให้กับพวกผู้หญิง
หลินซีอวี่และอู๋เหมิงไม่ใช่คนประเภทชอบแย่งชิงดีชิงเด่นกับใคร จึงถูกเบียดมานั่งอยู่ที่แถวหลังสุด แต่หลังจากนั่งลงได้ไม่นาน จู่ๆ ทั้งสองก็รู้สึกว่าลมหนาวที่พัดมาจากด้านหลังเงียบหายไป
หลินซีอวี่เหมือนมีลางสังหรณ์บางอย่าง เธอหันหลังกลับไปมองแล้วส่งยิ้มหวาน ก็ได้สบตากับดวงตาคู่คมที่ทอดมองมาอย่างอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรักของกู้ปินเข้าพอดี
อู๋เหมิงเองก็หันกลับไปมองแวบหนึ่งเช่นกัน หัวใจดวงน้อยของเธออดไม่ได้ที่จะสั่นไหวเบาๆ
คนที่นั่งซ้อนอยู่ข้างหลังเธอคือหลี่เลี่ยง
แผ่นหลังกว้างและแข็งแรงของเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ ช่วยบดบังลมหนาวที่พัดกรรโชกมาทางเธอจนมิด
เธอขยับตัวไปมาด้วยความรู้สึกประดักประเดิดเล็กน้อย พลางชะเง้อคอมองหาฉวี่เผิง
ฉวี่เผิงนั่งอยู่ที่แถวหน้าสุด หันหลังให้กับพวกเธอ
“เฮ้อ...”
เสียงถอนหายใจแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก เธอฝืนยิ้มที่มุมปากอย่างขมขื่น ก่อนจะละสายตากลับมาด้วยความผิดหวังอีกครั้ง
“ง่วงจังเลย”
สวี่อี้เอนตัวพิงพี่สาว ยกมือป้องปากหาวฟอดใหญ่
“นอนเถอะ เดี๋ยวพี่กอดน้องไว้เอง”
หวังฟานซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังเด็กชาย รีบเอาเสื้อโค้ททหารห่อหุ้มเจ้าตัวเล็กไว้ทั้งตัวจนเหลือโผล่ออกมาแค่ใบหน้าที่ง่วงงุน
สวี่อี้เชื่อใจเขามาก จึงเอนตัวพิงอกหวังฟานแล้วหลับตาลงอย่างสบายใจ
“ขอบคุณนะ”
หลินซีอวี่รู้สึกประทับใจในตัวหวังฟานขึ้นมาบ้าง จึงเอ่ยขอบคุณจากใจจริง
“ขอบคุณที่ช่วยดูแลสวี่อี้ ช่วยฉันได้เยอะเลย ไม่อย่างนั้นฉันคนเดียวคงวิ่งไล่จับเขาไม่ทันแน่ๆ คงได้ปวดหัวตายกันพอดี”
“เด็กผู้ชายก็พลังเหลือเฟือแบบนี้แหละ ปีนป่ายซุกซนเป็นเรื่องปกติ”
หวังฟานรีบทำคะแนน ไม่ปล่อยให้โอกาสในการสร้างความประทับใจต่อสาวงามหลุดลอยไป
“เธอไม่ต้องขอบคุณหรอก เห็นสวี่อี้ชอบมาติดแจกับฉันแบบนี้ ฉันเองก็เอ็นดูเขาจริงๆ เห็นเขาเป็นเหมือนน้องชายคนหนึ่ง”
“ถ้าเขามีพี่ชายรวยๆ แบบนายจริงๆ ก็คงดีสิ”
หลินซีอวี่ดวงตาพราวระยับด้วยรอยยิ้ม ขณะที่กำลังจะเออออห่อหมกชมเขาต่อ จู่ๆ ภาพตรงหน้าก็มืดลงเมื่อมีมือข้างหนึ่งยื่นเข้ามาขวางกั้นสายตาระหว่างเธอกับหวังฟาน
“เธอก็นอนพักเถอะ พระอาทิตย์ขึ้นเมื่อไหร่เดี๋ยวฉันเรียก”
กู้ปินไม่สนใจสายตาตื่นตะลึงของเพื่อนร่วมชั้น เขาโอบไหล่ดึงเธอกลับเข้ามาในอ้อมกอดของตัวเองอย่างถือสิทธิ์ แสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน
“ฮิ้ววว...”
เสียงโห่แซวรอบทิศดังขึ้นเซ็งแซ่ ผสมโรงกับเสียงผิวปากแหลมแสบแก้วหูของพวกผู้ชาย
แก้มของหลินซีอวี่แดงก่ำขึ้นทันที เธอพยายามจะดิ้นหนีจากอ้อมแขนนั้น แต่เขาดันกอดรัดไว้แน่นหนา จนปัญญาจะขัดขืน สุดท้ายเธอจึงเลือกใช้วิธีแกล้งตาย ยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองหนีความอายเสียเลย
“หึๆ”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำด้วยความขบขันดังขึ้นเหนือศีรษะ ฟังจากน้ำเสียงก็นู้แล้วว่าเจ้าตัวกำลังอารมณ์ดีแค่ไหน
เจ็ดชั่วโมงแห่งการปีนป่ายทำให้ทุกคนเหนื่อยล้าจนถึงขีดสุด
หลังจากเสียงอื้ออึงเงียบลง บรรยากาศรอบข้างก็กลับมาสงบ ทุกคนต่างพิงกันและกันแล้วหลับตาลงพักผ่อน
สองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เวลาตีห้า ฝูงชนเริ่มส่งเสียงจอแจขึ้นอีกครั้ง ผู้คนที่ต้องการจับจองทำเลทองเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นต่างพากันเบียดเสียดขึ้นไปบนยอดเขาอวี้หวงติ่งทั้งที่ฟ้ายังมืด
“ตื่นๆๆ ตื่นกันได้แล้ว พระอาทิตย์จะขึ้นแล้ว เลิกนอนได้แล้วทุกคน”
ฉวี่เผิงตะโกนปลุกด้วยพลังเสียงอันทรงพลัง จนทุกคนสะดุ้งตื่นจากภวังค์
“กรี๊ด!”
แต่เสียงที่ดังกว่าเสียงตะโกนของเขา กลับเป็นเสียงกรีดร้องของคนอื่น
อู๋เหมิงลืมตาขึ้นมา แล้วพบว่าตัวเองนอนน้ำลายยืดเปื้อนกางเกงของใครบางคนอยู่ ด้วยความตกใจสุดขีด เธอจึงดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที
“เกิดอะไรขึ้น”
“ร้องทำไมแต่เช้าเนี่ย”
เป็นไปตามคาด เพื่อนทั้งห้องต่างหันมามองต้นเสียงเป็นตาเดียว สายตาแต่ละคู่เปล่งประกายความอยากรู้อยากเห็นราวกับสปอร์ตไลท์ที่สาดส่องเข้ามา
หลินซีอวี่ตาไว รีบคว้าแขนอู๋เหมิงกระชากให้นั่งลง ก่อนที่ใครจะทันสังเกตเห็นความผิดปกติ
“ฉัน... ฉัน...”
อู๋เหมิงหน้าแดงเถือกด้วยความอับอายแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
“ฉันเผลอหลับไป ไม่รู้ว่าไปพิงเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ น่าอายชะมัด...”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า ก็แค่พิงนิดเดียวเอง”
หลินซีอวี่ปลอบใจพร้อมกลั้นขำ
“เขาเป็นผู้ชาย เขาไม่เสียหายหรอก”
“แต่ว่า...”
อู๋เหมิงนึกถึงภาพตอนลืมตา ที่เห็นรอยเปียกชื้นวงใหญ่บนขากางเกงของหลี่เลี่ยง แล้วก็ต้องร้องครวญครางออกมาด้วยความรวดร้าวใจ ยกมือขึ้นปิดหน้าแน่น
“ไม่ต้องแต่แล้ว เพื่อนๆ มองมากันหมดแล้วเห็นมั้ย”
หลินซีอวี่พยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี
“เธอคงไม่อยากให้ใครรู้ใช่ไหมว่าเป็นอะไร ตั้งสติหน่อย ถ้าเราไม่เขิน คนที่เขินก็คือคนอื่น”
“ยะ... อย่างนี้จะได้ผลเหรอ”
อู๋เหมิงหน้าบาง ยอมแง้มดูผ่านร่องนิ้ว ก็เห็นเพื่อนๆ กำลังมองมาด้วยความสงสัยจริงๆ จึงรีบหุบนิ้วกลับไปปิดหน้าตามเดิม
“เชื่อฉันสิ ไม่พลาดหรอก”
หลินซีอวี่งัดไม้ตายออกมาใช้
“เธอดูหลี่เลี่ยงสิ นิ่งมาก ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าเธอยิ่งแสดงอาการ คนเขาจะยิ่งสงสัยนะ จะพาลคิดไปว่าเธอมีแผนร้าย แกล้งทำเป็นพิงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ชาย...”
“ฉันเปล่านะ ฉันไม่ได้ทำ...”
อู๋เหมิงฟังแล้วถึงกับอึ้ง รีบปฏิเสธพัลวัน
“ชู่ว”
หลินซีอวี่บรรลุเป้าหมาย เอานิ้วแตะริมฝีปากพร้อมขยิบตาให้อย่างซุกซน
“บางเรื่องรู้กันแค่ในใจก็พอ ไม่ต้องรีบพูดออกมาหรอก”
“เอาล่ะๆ เลิกมุงกันได้แล้ว”
ฉวี่เผิงตะโกนขึ้นอีกครั้ง ดึงความสนใจของเพื่อนๆ กลับไปที่ตัวเอง
“ไปกันได้แล้ว ขืนชักช้าที่ดีๆ โดนแย่งหมดแน่”
“ไปๆๆ ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน”
พวกผู้ชายต่างขานรับอย่างพร้อมเพรียง ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
“ตามหัวหน้าห้องไปเร็ว”
“หัวหน้าห้องรอพวกเราด้วย”
พวกผู้หญิงเองก็ไม่อยากตกรถด่วนขบวนนี้ และหมดความสนใจที่จะดูเรื่องสนุกของเพื่อนแล้ว จึงพากันลุกขึ้นฮือ เดินเบียดเสียดเข้าไปใกล้ฉวี่เผิง
อู๋เหมิงมองดูฉวี่เผิงที่เดินผ่านหน้าเธอไปโดยไม่ได้แสดงท่าทีห่วงใยไยดีอะไรเลย แววตาของเธอฉายแววโศกเศร้าลึกซึ้ง
ผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ เธอได้ตัดใจอย่างเด็ดขาด และไม่มีความเพ้อฝันใดๆ หลงเหลืออีกต่อไป
[จบบท]